อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 102 ทวงคืนความยุติธรรม

    บทที่ 102 ทวงคืนความยุติธรรม




    ​ใครจะคิดว่าความโกรธแค้นของประธานจางคนนี้จะมากมายเหลือเกิน ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าพวกเขาก็เรียกคนมาจัดการ สั่งลงโทษขั้นรุนแรงไปแล้วหรอกหรือ? ตอนนี้เขาก็ยังพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ไม่ใช่ว่าต้องการได้ยินการลงโทษ “ประหาร” ชีวิตเลยใช่ไหม?




    “ประธานจาง เรื่องนี้เป็นความผิดของพวกเราเองที่ดูแลไม่ทั่วถึง อย่างไรก็ตาม...เมื่อได้ยินเรื่องจากร้อยโทจาง ฉันก็มีคำสั่งออกไปทันที อีกอย่าง...โทษที่จ่าสิบโทเฟยได้รับก็รุนแรงมากแล้ว เห็นแก่ที่ความสามารถในการวิจัยของเขายอดเยี่ยมจึงไม่อยากจะทำลายเขาทิ้งให้สิ้นซาก เชื่อเหลือเกินว่ากลับมาในครั้งนี้ เขาจะรู้ว่าอะไรควรไม่ควรมากขึ้น”




    ​พันโทหวงกล่าวอย่างใจเย็น มาตรการที่เขาใช้ก็เข้มงวดพอแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่ประธานจางควรจะโมโหเลย ซึ่งเรื่องนี้ ร้อยโทจาง ร้อยเอกหู ทั้งสองคนก็คิดเหมือนกัน




    ​อันซูหยวนที่ไม่ได้รู้ว่าเบื้องหลังของการได้รับความยุติธรรมคืนมาเป็นเพราะหัวหน้าของตน เมื่อเธอได้ยินเรื่องนี้ก็อดที่จะมองประธานจางอีกครั้งไม่ได้




    ​ดูเหมือน เธอจะไม่ใช่ได้หัวหน้าที่พึ่งพาได้เท่านั้น แต่เธอยังมีขาทองคำที่เกาะเอาไว้แล้วจะไม่ทำให้เสียเปรียบคนอีกด้วย!! คิดไม่ถึงเลยว่าประธานจางจะจริงใจต่อตนเองเช่นนี้




    ​จู่ๆ ความรู้สึกที่มีใครสักคนออกตัวปกป้อง ไม่ว่าเธอจะมีนิสัยอย่างไรนั้นก็ทำให้ซูหยวนอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มจริงใจออกมา นับเป็นครั้งแรกหลังจากที่เข้าสู่ชนชั้นแรงงานเต็มตัว ซูหยวนผู้ที่ปฏิญาณตนว่าจะไม่กลายเป็นเครื่องมือของใครโดยที่ได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า เธอก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะมีใครแสดงน้ำใจที่มากกว่าให้กับเธอ โดยเฉพาะหัวหน้างานที่ซูหยวนเชื่อมาเสมอว่า พวกเขาต้องการเพียงผลการทำงานที่คู่ควรของเธอเท่านั้น




    ​ดูเหมือน เธอจะประเมินประธานจางต่ำเกินไปแล้ว ในโลกที่เต็มไปด้วยอันตราย การกดขี่ข่มเหง ประธานจางผู้มีอำนาจมากในที่นี้กลับแสดงน้ำใจให้กับเธอ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาจะกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลด้วยอายุแค่นี้ ไม่ต้องพูดถึงคนอื่น...ขนาดซูหยวนที่มีแนวคิดสุดโต่งก็ยังรู้สึกว่าอยากจะทำงานกับเขาให้ดีขึ้นไปอีก!




    ​ถือเป็นวิธีการที่ซื้อใจลูกน้องได้ยอดเยี่ยมจริงๆ




    “อืม ฉันเองก็ได้ยินมาแล้วเหมือนกัน แต่ว่า....เรื่องลงโทษก็ส่วนของการลงโทษ ที่ฉันสงสัยก็คือ...กองทัพได้ชดเชยอะไรให้ซูหยวนของฉันบ้างหรือยัง?”




    ​ประธานจางเอ่ยถามด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง บรรยากาศกดดันจึงปล่อยออกมามากจนผู้คนในห้องที่แต่เดิมก็กินอะไรไม่ลงแล้ว ยิ่งไม่อยากจะแตะช้อนตรงหน้าเลย




    “เรื่องนั้น....” ร้อยโทจางที่ถูกกวาดสายตามอง และเป็นผู้รับผิดชอบนำเรื่องนี้ไปจากประธานจางอึกอัก พวกเขาก็ได้ให้สิบเอกอันสร้างผลงานด้วยการเขียนหนังสือของตนเองออกมาแล้วไม่ใช่หรือ?




    ​นี่เรียกว่าเป็นเกียรติยศสูงสุดเลยก็ว่าได้ ต่อให้เรื่องนี้สิบเอกอันจะเป็นผู้คิดค้นขึ้นมาจริงๆ แต่ที่ผ่านมา...ก็ยังไม่มีคนของฝ่ายปฏิบัติการสามารถออกหนังสือเพื่อเป็นแบบอย่างให้ฝ่ายศึกษาวิจัยมาก่อน กรณีของอันซูหยวนถือว่าเป็นเรื่องพิเศษที่สุดแล้ว ทว่า...ทำไมประธานจางจึงยังแสดงออกว่าไม่พอใจอยู่กันล่ะ!




    ​โชคดีที่เขายังพูดไม่ทันจบ พันโทหวงก็แทรกขึ้นมาได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้น...เขาก็น่าจะรับผิดชอบคำพูดของตนเองไม่ไหว




    “ประธานจาง เรื่องนี้ไม่ได้ปล่อยผ่านไปหรอก ก็เหมือนกับที่พวกเราเคยพูดเอาไว้ หลังจากจบเรื่องนี้จะต้องมอบของรางวัลให้สิบเอกอันแน่ แต่เพื่อให้เป็นรางวัลที่คุ้มค่า พวกเราจึงรอให้ผลงานทั้งหมดของสิบเอกอันกลายเป็นที่ประจักษ์”




    “ประธานจางก็น่าจะรู้ว่าฝ่ายศึกษาวิจัยของพวกเราไม่เหมือนกับฝ่ายปฏิบัติการที่มีกำหนดการเลื่อนตำแหน่งอย่างแน่ชัด เพียงแค่สังหารพวกกลายพันธุ์หรือทำภารกิจสำเร็จก็เป็นอันได้ขึ้นตำแหน่งแล้ว ทว่า...ฝ่ายศึกษาวิจัยของพวกเรานั้นจะต้องมีขั้นมีตอน มีการยื่นเอกสารที่ซับซ้อนยิ่งกว่า”




    “ดังนั้นเพื่อให้สิบเอกอันได้ “เลื่อนตำแหน่ง” ไปอีกขั้นโดยไม่มีใครกล้าทักท้วงใดๆอีก พวกเราจึงจะรวบรวมผลงานของสิบเอกอันทั้งหมดแล้วนำเสนอในที่ประชุมครั้งต่อไป เชื่อเถอะว่าด้วยความสำเร็จของสิบเอกอันนี้ จะต้องมีข่าวดีให้แน่นอน!”




    ​พันโทหวงกล่าวอย่างจริงจัง สำหรับพวกทหารฝ่ายสนับสนุนอย่างพวกเขาแล้ว การเลื่อนตำแหน่งไม่ใช่เรื่องง่ายดายจริงๆ ถึงจะเป็นทหารเหมือนกัน ทำประโยชน์เพื่อมนุษย์ชาติเหมือนกัน ทว่าความเสี่ยงตายนั้นต่างกันมาก พวกทหารฝ่ายปฏิบัติการนั้นเติบโตได้รวดเร็ว แต่สุดท้ายแล้วก็ตายกันอย่างรวดเร็วเช่นกัน




    ​หลายครั้งที่ผู้มีตำแหน่งระดับสูง ผู้ถูกเรียกว่าอัจฉริยะน่าจับตามอง เลื่อนตำแหน่งรวดเร็วจนเป็นที่อิจฉา แต่ต่อมาไม่กี่ปี ก็ได้ยินข่าวว่าคนผู้นั้นตกตายจากการล่าพวกกลายพันธุ์เสียแล้ว เหตุนี้...เมื่อรวมกับความเสี่ยงต่างๆแล้ว ทุกคนจึงเห็นด้วยที่ฝ่ายปฏิบัติการควรจะมีความหวังในชีวิตมากกว่า




    ​ไม่อย่างนั้น ใครจะอยากเป็นผู้เสียสละคนต่อไปกันล่ะ?




    ​จางอู่หยางหรี่ตาเล็กน้อย เดิมทีเขาอยากจะพูดมากกว่านี้ เช่น...แค่การที่ซูหยวนได้ทำให้เขาตกลงสนับสนุนการวิจัยต่อไปนี้ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการเลื่อนตำแหน่งแล้วไม่ใช่หรือ? แต่เมื่อคิดดูอีกที...เขาก็เข้าใจความซับซ้อนในกองทัพได้เช่นกัน อย่าลืมว่าตัวเขาก็เคยเป็นสมาชิกของกองทัพมาก่อน ทั้งตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ด้วย เพียงแค่มีเงื่อนไขในการลาออกมา หากไม่ใช่กรณีฉุกเฉินพิเศษ ก็ไม่เรียกตัวเขาเข้าไปทำงาน ซึ่งแลกมากับการที่เขาใช้อำนาจใดๆหรือไม่ได้รับสิทธิใดๆจากกองทัพด้วย




    ​ชายหนุ่มชั่งน้ำหนักของเรื่องนี้ เมื่อรวมกับของรางวัลอย่างการให้ใบอนุญาตเข้ามาเป็นพลเมืองเขตชั้นในของครอบครัวอัน ดูเหมือนก็เพียงพอแล้วที่จะเรียกร้อง




    “ซูหยวน เธอพอใจกับการชดเชยพวกนี้หรือเปล่า” จางอู่หยางถอนหายใจออกมา เขาหันไปถามเด็กสาวที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ราวกับถ้าเธอบอกว่าไม่พอใจกับการชดเชยนี้ เขาก็พร้อมที่จะต่อสู้เพื่อเธออีกครั้ง




    ​ทหารระดับสูงทั้งสี่คนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่ทุกสายตาจะมองไปยังอันซูหยวนเป็นสายตาเดียว ราวกับภาวนาให้เธอบอกว่า “ดีแล้ว” เช่นนี้ ซูหยวนที่คิดว่าตัวเองควรจะอยู่เฉยๆแล้วเป็นฝ่ายรับผลประโยชน์ก็เกือบจะสำลักน้ำลายของตนเอง




    ​ไม่ใช่ว่าพวกผู้บริหารคุยกัน พนักงานระดับต่ำอย่างเธอควรจะฟังอยู่เงียบๆหรอกหรือ? แล้วทำไมประธานจางคนนั้นจึงกล้าโยนเรื่องใหญ่นี้มาให้เธอได้ล่ะ!




    “ฉันไม่มีปัญหากับเรื่องนี้ค่ะ”




    “อืม ถ้าอย่างนั้นก็ตามนั้นก็แล้วกัน” จางอู่หยางยักไหล่ อันที่จริง...เขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าทางกองทัพจะชดเชยอะไรให้มากกว่านี้หรอก ก็แค่อยากแสดงจุดยืนของเขาให้ทุกคนรู้ก็เท่านั้น หลังจากนี้..ถ้ายังปล่อยให้มีคนมาแตะต้องคนของเขาอีก ต้องคิดให้ถี่ถ้วนมากขึ้น




    ​อีกอย่าง...ที่สำคัญที่สุด ต่อให้กองทัพจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แต่จางอู่หยางที่มีสายตาอยู่ทุกที่จะไม่รู้ได้อย่างไร!




    ​จ่าสิบโทเฟยนั้นเป็นคนโง่เขลา จะคิดวางแผนนี้ด้วยตัวเองหรือ? เห็นได้ชัดว่ามีคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ แต่จะเป็นใคร...ยังต้องตรวจสอบให้ดีอีกที




    ​จางอู่หยางรู้ว่าคนของเขามีปัญหากับคนของฝ่ายศึกษาวิจัยอยู่ ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ได้ขัดขวางการทดลองของใครบางคนเข้าหรอกหรือ? พวกคนของสถาบันเพลิงพลองเฝ้าระวังความปลอดภัยให้เธอ แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีอิทธิพลมากขนาดที่จะเข้ามาดูแลการทำงานของซูหยวนในกองทัพ ดังนั้นจางอู่หยางจึงได้สั่งให้คนของเขาเฝ้าดูเธออยู่ตลอด




    ​ถ้าเป็นคนอื่นที่เจอปัญหาวุ่นวายนี้ เชื่อว่าจางอู่หยางคงไม่ดูแลรอบด้านแบบนี้หรอก อย่างไรเรื่องที่ซูหยวนยื่นมือเข้าไปช่วยนักเรียนของสถาบันเพลิงพลองก็ไม่ใช่ส่วนที่ตระกูลจางออกคำสั่ง ดังนั้นเสี่ยงมากที่จะถูกลอยแพได้ง่ายๆ ทว่า...เพราะเป็นอันซูหยวน เด็กสาวที่เขาใส่ใจเป็นพิเศษ ดังนั้นจางอู่หยางจึงคอยดูแลเธอเป็นอย่างดี




    ​เรื่องที่เธอเกือบจะถูกวางงาน เดิมทีแล้วคนของจางอู่หยางรับรู้ก่อนเสียอีก ดีที่ซูหยวนมีไหวพริบดี และสามารถมองเห็นแผนการโง่เขลานั้นได้ ไม่อย่างนั้น...อู่หยางก็อาจจะต้องให้คนของเขาเปิดเผยตัวตนเพื่อช่วยเหลือเธอไปแล้ว




    ​พันโทหวงมองทั้งสองคนอยู่เงียบๆ เมื่อเห็นว่าเรื่องนี้น่าจะจบลงแล้ว ก็หันไปส่งสัญญาณให้คนของตนเองพยายามหาทางกลับออกไปให้ได้ ถึงอาหารตรงหน้าจะน่ากินขนาดไหน แต่การอยู่ที่นี่ต่อ แม้เพียงไม่กี่นาทีก็อาจจะทำให้พวกเขาได้รับปัญหาใหม่ๆมาเพิ่มได้ ซึ่งไม่มีใครอยากจะเสี่ยงกับอารมณ์ของประธานจางคนนี้!




    “เอ่อ ในเมื่อเรื่องงานวิจัยหุ่นรบอินทรีย์ยังต้องการเอกสารสำหรับการทำสัญญา ถ้าอย่างนั้นทางฝั่งของกองทัพจะเร่งดำเนินการจัดทำเอกสารไปที่องค์กรนักล่าสกุลจางอีกครั้งนะครับ” ร้อยโทจางเข้าใจสัญญาณนั้นดี ตัวเขาก็ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วเหมือนกัน จึงใช้เรื่องสัญญามาเป็นข้ออ้าง




    “นั่นสิ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะเร่งดำเนินการให้ทันที เช่นนั้น...ต้องขอตัวประธานจางก่อน...”




    “ครับ เช่นนั้นก็เชิญครับ” จางอู่หยางหัวเราะเบาๆ เขาทำเป็นไม่เห็นว่าทั้งสี่คนรีบร้อนอยากจะออกไปขนาดไหน อย่างไรก็ตาม...ตอนที่จ่าสิบโทรุ่ยสะกิดซูหยวนให้ออกไปพร้อมกัน จางอู่หยางกลับกระแอมออกมาคำหนึ่ง




    “ฉันมีเรื่องอยากคุยด้วยอีกสักหน่อย ให้ซูหยวนอยู่ก่อนก็แล้วกัน”




    “โอ้ เช่นนั้นก็เชิญเลยครับ เดี๋ยวให้สิบเอกตามไปทีหลังก็แล้วกัน”




    “เข้าใจแล้วค่ะ” อันซูหยวนรับคำพันโทหวง ทางนั้นโบกไม้โบกมือแล้วก็รีบจากไปทันที ไม่รอให้ประธานจางพูดอะไรอีก ทิ้งให้ซูหยวนอยู่กับจางอู่หยางตามลำพัง




    ​คนตัวเล็กนั่งหลังตรงเมื่ออยู่กับเจ้านายสองคน จางอู่หยางรู้ดีว่าเด็กสาวไม่ชื่นชอบอาหารราคาถูกเหล่านี้ ดังนั้นหลังจากที่คนของกองทัพจากไปแล้ว เขาก็ส่งสัญญาณให้คนของตนเองที่อยู่ด้านนอกเข้ามา




    ​ในกล่องสีดำขนาดเท่าสองฝ่ามือถูกนำมาวางไว้ตรงหน้า คนสนิทของจางอู่หยางมอบมันไว้ให้เขาแล้วก็ออกไป ปล่อยให้เจ้านายอยู่กับเด็กสาวตามที่ต้องการ




    “นั่นเป็นของเธอ” จางอู่หยางเผยรอยยิ้มให้ซูหยวน นี่เป็นความพยายามของเขาที่จะนำ “อาหารที่แท้จริง” กลับมาเพื่อเธอ อันที่จริง...ถ้าไม่ใช่เพราะเขามีอำนาจมากพอ คงไม่สามารถใช้ทั้งเส้นสายและเงินจำนวนมากเพื่อการลักลอบนำอาหารพวกนี้เข้ามาในเขตปลอดภัยได้




    ​ตามกฎของผู้ปกครองที่แท้จริงแล้ว อาหารพวกนี้ไม่อนุญาตให้นำเข้ามา แม้แต่พวกผู้นำก็ไม่มีข้อยกเว้น หากต้องการนำเข้ามาจริงๆ ก็ต้องมีวิธีการหลอกสายตา ทำให้เหมือนกับว่ามันเป็นชิ้นส่วนพวกกลายพันธุ์ หรือสสารสีเขียวเหมือนที่ซูหยวนเคยทำเท่านั้น




    ​แน่นอนว่าเด็กสาวไม่ได้รู้เรื่องนี้ ที่เธอทำน้ำผักผลไม้ปั่นจนออกมาเป็นสีเขียวสีดำก็เพราะเธอกลัวว่าคนอื่นจะรับรู้ความลับของเธอ กลับกลายเป็นการกระทำที่ดีไปแทนเสียอย่างนั้น มันทำให้จางอู่หยางเข้าใจผิด คิดว่าซูหยวนมีช่องทางในการติดต่อพวกระดับสูงที่ลักลอบนำอาหารเข้ามาได้ เพราะวิธีแบบนี้เป็นวิธีการที่ใช้ทั่วไปของพวกชนชั้นสูงนั่นเอง




    ​อย่างไรก็ตาม เพื่อเอาใจเด็กสาว ประธานจางคนนี้เสี่ยงทำผิดกฎหมาย ใช้เส้นสายเพื่อสับเปลี่ยนผู้ตรวจสอบให้เป็นคนของตนเอง จากนั้นก็เอาอาหารเข้ามาเกือบ 400 กรัม นับเป็นจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยทำมาเลยด้วยซ้ำ




    ​ซูหยวนไม่ได้รับรู้ความยากลำบากของทางนั้น ถ้าเธอรู้ว่าจางอู่หยางใช้เครดิตไปหลายสิบล้านเพื่ออาหารไม่ถึงครึ่งกิโลกรัมนี้ เธออาจจะน้ำตาไหลแล้วบอกให้เขาเลิกเอาใจเธอด้วยวิธีการนี้ สิ่งที่ซูหยวนต้องการมีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือ “เครดิต” สำหรับพวกอาหารนั้น...เธอสามารถนำมันออกมากินมากเท่าไรก็ได้ มากจนชนิดที่ว่าจางอู่หยางก็อาจจะตกใจได้




    ​เด็กสาวค่อยๆเปิดกล่องล้ำค่าตรงหน้าออก กลิ่นหอมของ “เนื้อย่าง” ทำให้เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย ในขณะที่จางอู่หยางเฝ้ามองปฏิกิริยาตอบรับจากซูหยวนมาโดยตลอด เห็นเธอแสดงออกเช่นนั้น ใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มอบอุ่นขึ้น




    “นี่คือ “เนื้อย่าง” ที่ส่งมาจากเขตล่า น่าเสียดายที่เธอไม่สามารถนำมันออกไปข้างนอกได้ ดังนั้น...ช่วยกินมันให้หมดที่นี่ด้วย” จางอู่หยางผายมือ ก่อนที่จะส่งมีดเล่มเล็กและส้อมให้เธอ




    ​ซูหยวนมองเนื้อย่างรูปร่างประหลาด แถมส่งกลิ่นไหม้ออกมาด้วยสายตายากที่จะเชื่อ ถึงซูหยวนจะไม่รู้ว่าการนำเนื้อย่างเข้ามาเช่นนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง แต่เธอรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายดาย




    “ทำไมถึงให้เนื้อย่างกับฉันคะ”




    “หืม? เธอไม่ชอบงั้นหรือ?” ได้ยินคำถามนี้ ซูหยวนก็ชะงักไป




    “ไม่มีใครไม่ชอบใช่ไหมคะ ฉันแค่สงสัย...” เพราะเขาเป็นเจ้านาย ส่วนเธอเป็นลูกน้อง ในเมื่อเจ้านายให้รางวัล ก็ต้องหมายความว่าเธอทำบางอย่างที่เป็นประโยชน์แก่เขา




    ​ไหนเลยจางอู่หยางจะเข้าใจความคิดนี้ เขาเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ท่าทางสบายๆของเขาทำให้บรรยากาศในห้องดูอบอุ่นขึ้นมาไม่น้อย




    “ของขวัญจากฉัน ไม่มีอะไรต้องสงสัย” ประธานจางกล่าวอย่างจริงจัง ซูหยวนมองดูคนที่ได้ชื่อว่าทำเพียงเพื่อผลประโยชน์ของตน และไม่เคยสนใจผู้อื่นด้วยความประหลาดใจ หลายครั้งแล้วที่เธอรู้สึกเหมือนว่าประธานจางคนนี้กับประธานจางที่เธอเคยได้ยินผ่านคนอื่น ดูเหมือนจะเป็นคนละคนกัน




     ……………………..

    คล้ายกับเรื่องอันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน