บทที่ 5 ที่แท้ิ่ผินเกลียดการสวดมนต์ที่สุด
ณ ห้องโถงในตำหนักตงหัว
เครื่องเรือนไม้พลับ ม่านปักลายเมืองเจียงหนาน... การตกแต่งภายในและข้าวของเครื่องใช้ล้วนประณีตหรูหรากว่าตำหนักที่หลิ่วตาอิ้งอาศัยอยู่มากนัก
เซียวฉู่ฉู่ที่อยู่ในอ้อมกอดของหลิ่วตาอิ้ง หลังจากนอนหลับและกินอิ่มแล้ว ยามนี้เบิกตากลมโตชื้นแฉะมองไปรอบ ๆ
สุดท้ายนางก็เบนสายตาอันอยากรู้อยากเห็นไปยังสตรีที่นั่งอยู่บนที่ประทับหลัก ิ่ผิน
เห็นว่าิ่ผินผู้เป็เ้าของตำหนักนี้ มีใบหน้าที่ไม่ได้โดดเด่นนัก แต่ผิวพรรณเปล่งปลั่งดี
ยามนี้นางถือลูกประคำเส้นหนึ่ง หมุนไปมาพลางอ่านคัมภีร์พุทธ
"ิ่ผิน ท่านก็กำลังอ่านพระสูตรดอกบัวอยู่หรือ?"
หลิ่วตาอิ้งอุ้มเซียวฉู่ฉู่รออยู่ที่ตำหนักของิ่ผิน เพื่อรอคำสั่งจากฮองเฮาเื่ที่แม่นมทำ
นางไม่อาจรอเฉย ๆ จึงต้องฝืนใจพูดคุยทักทายกับิ่ผิน
นางอาศัยอยู่ในตำหนักรองของตำหนักตงหัวที่ิ่ผินปกครองดูแล
นับแล้วิ่ผินก็เป็เหมือน 'ผู้บังคับบัญชา' ครึ่งตัวของนาง
แต่ปกติแล้วิ่ผินชอบสวดมนต์ ไม่ชอบพูดคุยกับนางและสนมเฉิน หลิ่วตาอิ้งอาศัยอยู่ในตำหนักตงหัวมาหกปี แต่ก็ไม่สนิทสนมกับิ่ผินนัก
วันนี้หลิ่วตาอิ้งต้องขอให้ิ่ผินช่วยเรียกร้องความเป็ธรรมให้กับองค์หญิงน้อย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องติดต่อกับอีกฝ่าย
ในใจนางบ่นอย่างขมขื่น แต่เพื่อบุตรสาวตัวน้อยผู้น่ารักของนาง นางก็ต้องฝืนใจทำ
"ที่ตำหนักข้ามีคัมภีร์ที่พระลิขิตไว้อยู่เล่มหนึ่งพอดี ข้าจะให้ชิวหลีไปนำมา..."
เซียวฉู่ฉู่ที่อยู่ในผ้าอ้อมรีบยื่นเท้าน้อย ๆ อย่างร้อนใจ ‘แย่แล้ว! ท่านแม่เข้าใจผิดแล้ว ิ่ผินเกลียดคัมภีร์พุทธที่สุด!’
หลิ่วตาอิ้งชะงัก มองไปที่พระสูตรดอกบัวในมือข้างหนึ่งของิ่ผิน และลูกประคำไม้จันทน์สีดำแปดสิบเอ็ดลูกที่หมุนอยู่ในมืออีกข้าง
‘แม้ิ่ผินจะมาจากตระกูลเซี่ยที่เป็ขุนนางบัณฑิต แต่นางชอบฝึกดาบั้แ่เด็ก!’
หลิ่วตาอิ้งใ
เซียวฉู่ฉู่เอามือน้อย ๆ กำขอบผ้าอ้อม พยายามจับแน่น
นางมองิ่ผินที่แกล้งทำเป็หมุนลูกประคำอย่างเคร่งขรึมตรงหน้า พลางนึกย้อนความทรงจำ
‘ก่อนเข้าวัง เพื่อให้ิ่ผินแต่งงานราบรื่น ผู้าุโตระกูลเซี่ยจึงห้ามนางจับดาบ บังคับให้คัดลอกคัมภีร์เพื่อขัดเกลาจิตใจ!’
‘ใครเล่าจะคิดว่าชื่อเสียงที่ว่านางรักการสวดมนต์กลับแพร่สะพัดออกไปเช่นนี้’
‘หลังเข้าวัง แม้แต่ไทเฮาก็ได้ยินเื่นี้ พระราชทานคัมภีร์สิบสองม้วนให้ิ่ผิน ชมว่านางมีนิสัยสงบเสงี่ยม เมื่อผู้าุโเซี่ยได้ยินเื่นี้ จึงให้ภรรยารีบเข้าวังคืนนั้น สั่งให้บุตรสาวต้องแสร้งทำต่อไป มิเช่นนั้นนางจะมีความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูงต่อไทเฮาและราชวงศ์!’
หลิ่วตาอิ้งได้ฟังจนตะลึงงัน นี่มีเื่แบบนี้ด้วยหรือ?
‘ดังนั้นิ่ผินที่อยู่ในวัง เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คนจะถือลูกประคำและอ่านคัมภีร์เสมอ แต่พอปิดประตูลับหูลับตา นางกลับชอบร่ายรำดาบ ในห้องโถงตำหนักตงหัวถึงกับไม่มีเครื่องกระเบื้องตั้งวางสักชิ้น เพราะเกรงว่านางจะทำแตกหมด!’
หลิ่วตาอิ้งรู้สึกตกตะลึง อดไม่ได้ที่จะเหลียวมองห้องโถงที่แม้จะเป็ตำหนักของสนมระดับผิน แต่กลับไม่มีเครื่องกระเบื้องประดับตกแต่งเลยสักชิ้น
นางอดไม่ได้ที่จะมองมือที่ถือลูกประคำของิ่ผิน
‘ดังนั้นท่านแม่จึงไม่อาจสนทนาธรรมกับิ่ผินได้ มิเช่นนั้นจะถูกขึ้นบัญชีดำ ไม่คบค้าสมาคมด้วยไปชั่วชีวิต!’
‘ที่จริงแล้วนางไม่รู้เื่คัมภีร์อะไรเลยสักนิด…’
หลิ่วตาอิ้งฟังจนหายใจติดขัด ไอออกมาเสียงดัง
เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ก็เห็นิ่ผินถือลูกประคำพลางขมวดคิ้ว
หลิ่วตาอิ้งใจหายวาบ เพราะนางเพิ่งบอกว่าจะมอบคัมภีร์ให้ิ่ผินไปไม่ใช่หรือ?
หลิ่วตาอิ้งรีบเปลี่ยนเื่ที่จะมอบคัมภีร์ "อ๋อ ตอนข้าเด็ก ๆ ไม่ชอบฟังพระสวดมนต์ ทุกครั้งที่ฟังก็จะหลับ คราวนี้เข้าวังมา ท่านแม่ให้ข้านำคัมภีร์ที่คัดลอกมาด้วย บอกให้หยิบอ่านยามว่าง แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจอะไรเลย"
การหมุนลูกประคำของิ่ผินหยุดชะงักทันที
ดวงตาที่เคยสงบนิ่งของนางเริ่มเป็ประกาย
หลิ่วตาอิ้งก้มมองทารกน้อยในอ้อมแขน "บางครั้งการพึ่งตนเองก็ดีกว่าพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียอีก"
สีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ของิ่ผินพลันเปลี่ยนไป นางจ้องมองหลิ่วตาอิ้งอย่างจริงจัง
ไม่นานนางก็เรียกนางกำนัลที่ยืนอยู่
"ไปบอกโรงครัวให้จัดอาหารมา"
"หลิ่วตาอิ้ง เมื่อคืนคงใมามาก อยู่ทานอาหารที่ตำหนักข้าเถอะ"
หลิ่วตาอิ้งใมาก
ตลอดหกปีที่ผ่านมา นางกับเฉินฉางจ้าย นอกจาก่เทศกาลแล้ว แทบไม่เคยถูกิ่ผินเชิญให้อยู่ทานอาหารเลย!
พวกนางเข้าใจมาตลอดว่าิ่ผินมีชาติกำเนิดสูงส่ง ทั้งรักการสวดมนต์ และมีนิสัยเ็า
ที่แท้แค่แสดงให้เห็นว่าตนไม่เข้าใจคัมภีร์ ไม่มีทางมาถกธรรมะกับนางแน่นอน ก็จะได้รับเชิญให้อยู่!
หลิ่วตาอิ้งอดมองบุตรสาวตัวน้อยในอ้อมแขนไม่ได้
เซียวฉู่ฉู่ก็กำลังมองนางเช่นกัน
เด็กน้อยยิ้มตาหยี ‘ท่านแม่เก่งมาก! ิ่ผินชอบศิลปะการต่อสู้ นิสัยที่แท้จริงห้าวหาญ ท่านแม่ไม่ชอบก็พูดตรง ๆ ต่อหน้านาง ิ่ผินก็เลยคิดว่าท่านแม่เป็คนแบบเดียวกัน’
หลิ่วตาอิ้งฟังแล้วแทบจะหลุดขำ มองดูิ่ผินอีกครั้ง ก็พบว่าที่จริงนางไม่ได้ดุร้าย อายุก็เพียงยี่สิบปีเท่านั้น
เมื่อนึกถึงตรงนี้ นางจึงกล้าพูดความจริงออกมา "พระสนม หม่อมฉันรักองค์หญิงน้อยดั่งดวงใจ เมื่อมีผู้คิดร้ายต่อนาง หม่อมฉันจึงกินไม่ได้นอนไม่หลับ"
"หม่อมฉันกับผู้ที่คิดร้ายต่อองค์หญิงน้อยเป็ศัตรูกัน คราวนี้ต้องลงโทษอีกฝ่ายให้สาสม!"
ิ่ผินอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองหลิ่วตาอิ้งหนึ่งครั้ง
ปกติแล้วหลิ่วตาอิ้งผู้นี้อดทนอย่างยิ่ง แม้แต่ตอนที่องค์ชายห้าถูกลี่เฟยอุ้มไปตามธรรมเนียม นางก็ยังอดทนไม่ไปเยี่ยมบุตร ไม่ถามไถ่สักคำ
ก่อนหน้านี้นางรู้สึกไม่ค่อยชอบหลิ่วตาอิ้งนัก
แต่เป็มารดาย่อมต้องเข้มแข็ง
หากไม่ยืนหยัดเพื่อตนเอง ก็อย่าได้โทษผู้อื่นที่คอยจ้องรังแกและตั้งกฎเกณฑ์กับเ้า!
ถึงลี่เฟยจะยิ่งใหญ่ แต่เหนือขึ้นไปยังมีฮองเฮาและไทเฮา
วันนี้ิ่ผินถึงกับมองหลิ่วตาอิ้งด้วยสายตาที่ต่างไป
"เ้าวางใจได้ เื่นี้เกิดขึ้นในตำหนักตงหัวของข้า ข้าต้องให้คำตอบเ้าแน่"
"เช่นนั้น เรากินอาหารเช้ากันก่อนเถิด"
นางกำนัลจัดโต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว
ิ่ผินตบบ่าหลิ่วตาอิ้งพื่อปลอบประโลม แล้วให้นางวางองค์หญิงน้อยลงในเปลไกว
นางแทบไม่เคยพบผู้ใดที่จะไม่พูดเื่พระธรรมกับนางเลย!
ในที่สุดก็มีคนที่นางสามารถข้าวด้วยได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าอีกฝ่ายจะหยิบยกเื่พระธรรมขึ้นมาระหว่างมื้ออาหาร!
ิ่ผินดีใจมากถึงกับตักโจ๊กใบบัวให้หลิ่วตาอิ้งด้วยตนเอง
"มา ดื่มของร้อนสักหน่อย ให้คลายใ..."
"พระสนม เฉินฉางจ้ายมาถวายพระพรเพคะ"
ิ่ผินเพิ่งยกช้อนขึ้น ก็มีคนมารายงาน นางขมวดคิ้วทันที
เซียวฉู่ฉู่ส่งเสียงอ้อแอ้พลางถีบขา ‘โอ้คุณพระ สตรีชั่วที่ชอบแสร้งทำมาแล้ว!’
หลิ่วตาอิ้งสำรวมท่าที อุ้มบุตรสาวในเปลไกวขึ้นมาด้วยท่าทีระแวดระวัง
เฉินฉางจ้ายเข้าตำหนัก สีหน้าแสดงความห่วงใยอย่างร้อนรน เอวบางร่ายรำ สวมอาภรณ์สีชมพู ดวงตาแดงก่ำ ราวกับว่าตนเองเป็ผู้ถูกทำร้าย พลางสะอื้นไห้เช็ดน้ำตาแล้วมองมาทางหลิ่วตาอิ้ง
"น้องหลิ่ว ข้าได้ยินว่าเมื่อคืนเ้ากับองค์หญิงน้อยใมาก? ผู้ใดช่างโหดร้ายถึงเพียงนี้?"
หลิ่วตาอิ้งรู้สึกหวาดหวั่นในใจ
หากไม่ได้ยินเสียงในใจของบุตรสาว นางคงหลงเชื่อไปแล้ว
"ขอบคุณพี่หญิงที่เป็ห่วง พวกเราไม่เป็ไร"
เฉินฉางจ้ายเพิ่งสังเกตเห็นว่าทั้งนางและองค์หญิงน้อยต่างมีสีหน้าเปล่งปลั่ง ไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ
เหตุใดจึงเป็เช่นนี้?! แม่นมผู้นั้นทำอะไรอยู่!
ในพริบตา นางยิ่งรู้สึกตกตะลึง
ิ่ผินผู้ที่มักจะหยิ่งยโส เหตุใดจึงยอมร่วมโต๊ะอาหารกับหลิ่วตาอิ้ง อีกทั้งยังตักโจ๊กให้ด้วยตนเอง?
"เฉินฉางจ้าย เ้ามาทำอันใดที่นี่?"
ิ่ผินไม่พอใจที่มีคนมารบกวนยามนางทานอาหาร
ปกติเฉินฉางจ้ายก็เป็เพียงคนที่ชอบสนทนาเื่คัมภีร์พุทธกับนาง
พูดคุยกันไม่เข้าหูแม้สักครึ่งประโยค
"แต่เช้าตรู่เ้าก็ส่งเสียงจ้อกแจ้ก วางตัวไม่เหมาะสม" ิ่ผินกล่าวอย่างไม่พอใจ
เฉินฉางจ้าย “!”
‘หึ ๆ คนชั่วผู้นี้มาตรวจดูว่าพวกเราป่วยหรือไม่ เื่นี้เกี่ยวข้องกับนางหรือไม่!’
เซียวฉู่ฉู่ส่งเสียงฮึดฮัด ไม่มีสีหน้าที่ดีต่อคนที่ทำร้ายนาง
‘ดูสีหน้าผิดหวังที่นางพยายามซ่อนไว้สิ…’
หลิ่วตาอิ้งขมวดคิ้ว เหตุใดก่อนหน้านี้นางจึงไม่เคยสังเกตเห็นว่าเฉินฉางจ้ายมีสีหน้าแอบแฝงมากมายเช่นนี้?
คิดได้ดังนั้นนางจึงเอ่ยปากกับิ่ผินทันที
"แม่นมที่ทำร้ายองค์หญิงน้อยเป็ชาวเมืองหางโจวเพคะ"
สีหน้าของเฉินฉางจ้ายเปลี่ยนไปในทันที
พวกเขาสืบเื่ของนางพบแล้วหรือ?
เป็ไปไม่ได้