ชั้นดาดฟ้าบนสุดของอาคารIron Wings หิมะปกคลุมขาวไปทั่วบริเวณ อนูปยืนพิงกำแพงเตี้ยสีขาว เสียงลิฟต์เเจ้งเตือนชั้นบนสุด ร่างของวินัยหยุดยืนต่อหน้าของเพื่อนรัก ระยะห่างไม่มากนัก วินัยกล้าๆกลัวๆถามออกไปด้วยความดีใจ “สบายดีหรือเปล่าวะ” อนูปชี้หน้าของวินัยก่อนจะปล่อยหมัดหนักๆ กระแทกเข้าใส่ปลายคาง
“สบายดีแบบนี้ไงที่รอมานาน”
สายคมกริบของอนูปจ้องที่ใบหน้าของเพื่อน วินัยเซถอยหลังมือของอนูปคว้าแขนของเพื่อน ปล่อยหมัดหนักเข้าที่หน้าท้องอย่างแรง วินัยยอมให้เพื่อนต่อยตามกำลังที่มีความโทสะครอบงำจิตใจของอนูปแต่เขาไม่คิดจะทำร้ายเพื่อนต่ออีก วินัยตัวงอลง เสียงไอดังถ่มเลือดที่ไหลออก “กลับมาหาฉันทำไม นายก็รู้ว่า พวกเราตกอยู่ในความทุกข์มากแค่ไหน” วินัยส่ายหน้าเช็ดเลือดเต็มปาก “ฉันรู้ว่านายจะไม่ยกโทษให้ฉันแน่นอน แต่..” วินัยคุกเข่าลงวางมือลงทาบพื้นปูน “มันเจ็บปวดมาก เมื่อรู้ว่าพ่อของฉันกักขังผู้หญิงท้องหลายเดือน นายจำได้ไหม นายแต้มผงกุมกุมเมื่อรู้ว่าอารีน่าต้องกินข้าวคลุกน้ำถั่ว” อนูปทุบกำปั่นลงบนขอบกำแพงอย่างแรง “ไม่ต้องแก้ตัว ขอถามคำเดียว ว่า ทำไมนายหนีไปไม่บอกพวกเราก่อนสักคน คาน ดานิม พวกนั้นก็อยู่ในงาน ส่วนฉันอยู่กับอารีน่าในห้องหอของนาย” วินัยคว้าเป้สีน้ำตาลเข้มล้วงค้นอะไรบางอย่างไปมา ริมฝีปากเต็มไปด้วยเลือด ดวงตานองด้วยน้ำตา อนูปถอยออกมายืนพิงผนังเครื่องปั่นไฟ “ฉันมีอะไรบางอย่างให้นาย”
กระบอกปืนสั้นวางบนฝ่ามือของวินัย “ถ้าไม่ยกโทษให้ฉัน นายก็ยิงฉันทิ้งเถอะวะ ฉันรู้ว่า นายคงไม่ให้อภัยเพื่อนคนนี้ แต่ขอร้องยกโทษให้กุสุมกับลูกน้อย นายคือเพื่อนคนเดียวที่ฉันไว้ใจ ขอฝากพวกเขาทั้งสอง” อนูปจ้องที่กระบอกปืนสั้น “หมายความว่ายังไง” อนูปเค้นเสียงถามด้วยความไม่พอใจ “อนูป แม่ของฉันไม่ให้โอกาสฉันไปลาใคร” อนูปเม้มริมฝีปากคว้ากระบอกปืนสั้นขึ้นมาจ่อตรงเข้ากลางหน้าผากของเพื่อนรัก เปลือกตาของวินัยค่อยๆปิดลง “โกหก นายรู้ไหมว่าจินนี่ก็ท้อง เธอตั้งใจจะบอกนายในคืนแต่งงาน ถ้าไม่ได้รักผู้หญิงคนนั้น ไปมัวกับเธอทำไม ถ้ามีอะไรกันแล้วทิ้งไปแบบนั้นได้ไงวะ รอให้การแต่งงานจบไม่ได้เหรอ นายสร้างปัญหาไม่พอ นายมันคือฆาตกรฆ่าลูกตัวเอง” อนูปปากระบอกปืนลงบนพื้น “ฉันไม่เคยคิดจะฆ่าใคร ฉันไม่มีอะไรที่จะต้องพูดหรือเสียเวลาอธิบายความรู้สึกของฉัน ทุกอย่างมันจบแล้ว พ่อนายเสียชีวิต แม่อยู่อาการซึมเศร้า นี่เหรอวะความสุขที่พวกเราแสวงหา”
อนูปดึงผ้าเช็ดหน้าของเขาออกมาจากกระเป๋ากางเกงโยนให้เพื่อน วินัยรับผ้าเช็ดหน้าซับหยดเลือดริมฝีปาก “ความจริงจินนี่บอกว่า เธอป้องกันแล้ว ถ้าฉันรู้ว่าเธอท้อง ฉันต้องรับผิดชอบเด็กในท้อง” วินัยกุมศีรษะของตนเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเขาจับต้นชนปลายไม่ถูก “ทุกอย่างที่เกิดขึ้น อารีน่าใช้มันเป็นทางออก ฉันขอบอกอะไรอย่างหนึ่ง นายไปให้พ้นจากสายตาของฉันก็พอ” วินัยนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ลุกขึ้นก้าวช้าๆเข้าสวมกอดร่างของอนูป “นายเป็นอะไรวะ อนูป ทำไมไม่ยิงฉัน” อนูปผลักร่างของวินัยออกห่าง ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชา สบตาเพื่อนรัก “ฉันไม่ได้คิดอะไรโง่ๆเเบบนาย ความตายทำให้ความเจ็บปวดจบสิ้นเฉพาะนาย แต่คนที่อยู่ด้านหลังพวกเขาจะอยู่อย่างไร ฉันขออย่างหนึ่งจากนาย เราสิ้นสุดการเป็นเพื่อนกัน แค่นี้ก็พอ ฉันไม่ต้องการอะไรอีก” หัวใจของวินัยแตกสลายความสัมพันธ์มากกว่า25ปีจะสิ้นสุดอย่างง่ายได้อย่างไร วินัยส่ายหน้าไม่ยอม “ฉันไม่ยอม นายคือเพื่อนเเท้ของฉัน เราจะไม่คบกันต่อก็ได้ แต่ความเป็นเพื่อนมันทีค่ายิ่งใหญ่กว่าทุกสิ่งทุกอย่าง” นิ้วมือของอนูปจิ้มที่แผงอกของเพื่อน “ทำไมไม่คิดแบบนี้ในวันนั้น ฉันเคยบอกกันอารีน่า ฉันมักจะเป็นคนที่ได้ยินคำว่า ขอโทษและให้อภัย ส่วนใหญ่ทุกคนสำนึกได้ในตอนหลังเพราะอะไร”
ปลายเท้าของอนูปเขี่ยไปโดนกระบอกปืน ชายหนุ่มก้มลงเก็บกระบอกปืนสั้น วางลงในมือของวินัย อนูปทิ้งเพื่อนรักให้ยืนตามลำพังมองดูเขาเดินจากออกมา “อนูป นายไม่ยอมรับคำขอโทษ ฉันจะทำอย่างไรดี” อนูปชูมือทั้งสองข้างขึ้น “จำวันที่เราติดเกาะที่ฟินเเลนด์ได้ไหมวะ นายพูดอะไรในคืนนั้น” วินัยทวงคำพูดของเพื่อนรักด้วยน้ำตานองใบหน้า ปลายเท้าทั้งสองข้างของอนูปหยุดก้าวต่อ “จำได้ ฉันจำได้ไม่เคยลืม”
อนูปเดินลงบันไดลงมาตรงเข้าไปกดลูกศรขึ้นลงของลิฟต์โดยสาร วินัยวิ่งลงตามลงมา “ฉันมีซองจดหมายนี้จะให้นาย คิดว่ามันคงจะมีประโยชน์กับนาย” วินัยยื่นซองจดหมายจ่าหน้าที่อยู่ของวินัย อนูปมองที่ตัวเลขชั้นที่เริ่มเลื่อนขึ้นมาที่ละชั้น “พี่ชายของนายส่งจดหมายฉบับนี้ให้ฉัน เมื่อเปิดอ่านพบว่ามีอีกซองจ่าหน้าถึงนาย” สายตาของอนูปมองที่ซองจดหมายในมือของวินัย “ตอนกลับไปบ้านที่อินเดียพบจดหมายซองนี้วางบนโต๊ะทำงานในห้องนอนของฉัน วันนี้ตั้งใจจะมาส่งให้นายกับมือ” อนูปรับซองจดหมาย “ขอบใจ” เขาไม่กล่าวอะไรอีก เดินเข้าไปในห้องลิฟต์ นิ้วมือกดลงตัวอักษรชั้นลานจอดรถ ประตูลิฟต์เลื่อนปิดอย่างช้าๆ สายตาของอนูปจ้องมองใบหน้าเศร้าหมองของเพื่อนรัก วินัยยืนรอให้เพื่อนรักให้อภัยที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน
เสียงประตูลิฟต์เปิดออกมา “เจอกันที่ร้าน Hunting Forest อีก 10นาที” น้ำเสียงและแววตาของอนูปทำให้วินัยดีใจแทบตัวลอย สอดมือระหว่างประตูลิฟต์เพื่อลงไปด้วย แต่อนูปดันร่างของวินัยออกมา “ลงทางบันได” วินัยชี้ลงบนพื้น “52ชั้น นะโว้ย”
ภายในห้องลิฟต์ อนูปก้มอ่านชื่อที่จ่าหน้าซองจดหมายถึงเขา “พี่อรุณมีอะไรแปลกๆ ส่งการ์ดแต่งงานให้วินัย หรือว่าส่งอะไร” เมื่อถึงลานจอดรถชั้นล่างสุด เสียงเปิดประตูรถเอนกประสงค์ ร่างของอนูปเข้านั่งในที่คนขับรถทันใดนั้นเสียงประตูเปิดด้านข้างของเขา “จะไปไหน พ่อพระเอกใจบุญ” ร่างของคานเข้ามานั่งข้างคนขับ “เราจะไปฉลองกันเล็กน้อยระหว่างเพื่อนฝูง” อนูปอมยิ้ม อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อสี่หนุ่มเพื่อนรักเวียนมาพบกันอีกครั้ง “นายจะกลับไปฮันนิมูนต่อก็ได้” ฮารีมหันหน้ามายักคิ้ว หัวเราะเสียงดัง “นาย รอรับการแก้แค้นจากฉัน” คานชูกำปั่นพร้อมคว้าซองจดหมายที่วางบนคันโซลรถมาอ่าน “ถามเมียนายหรือยังว่า ความคิดของใคร เป็นนักสืบมือหนึ่งได้ไงวะ” ฮารีมเอียงคอมองแววตาคมกริบของอนูป “ความคิดของเมียฉัน ให้ฉันนอนบนพื้นห้องในคืนแรกของการแต่งงาน” ฮารีมพูดไม่ออกตลอดทาง เมื่ออนูปขับมาถึงผับดังเจ้าประจำ “เธอก็เป็นเมียนายแล้ว นายจะไปอาละวาดใส่เธอทำไมวะ” ฮารีมวางซองจดหมายไว้ที่เดิม “โอ้เหรอ นายช่างเป็นท่านสุภาพบุรุษจริงๆ ทำไมไม่ไปง้ออารีน่าวะ นายโดนใบสั้งพร้อมถูกปรับ 300เหรียญ เกิดอะไรขึ้นที่สีแยกนั้นวะ” ปลายนิ้วมือของอนูปลูบไล้แผ่นกระจกหน้าต่าง “ไม่ได้เจอเธอหลายวัน อยากเจอหน้าก็แค่นั้น”
รั้วหน้าผับถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว เสียงพนักงานต้อนรับที่คุ้นเคยกันมาก่อน “วันนี้กี่ที่ครับ” ฮารีมชูนิ้วสี่นิ้ว “อย่าบอกนะว่า นายยอมหย่ากับอารีน่าอีกสองวันข้างหน้านี้” ฮารีมพยายามมองหาความหวังจากแววตาที่มืดสนิทของอนูป ความรู้สึกกลัวอนูปจะปิดตายหัวใจตัวเอง อาการเงียบขรึมของอนูปไม่ใช่สิ่งที่ควรละเลย “ฉันคิดว่า เราต่างฝ่ายต่างควรใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เธอต้องการอานีช่าและขอยกเลิกนามสกุลของฉัน เหตุผลน่าฟัง ฉันไม่ต้องการสู้คดีเพื่อให้เธอต้องเปลืองเวลา เงินทอง” ฮารีมพยักหน้าเข้าใจความคิดเห็นของอนูป “เเล้วถ้า….” ฮารีมหมายถึงคนรักคนใหม่ที่จะเข้ามาในชีวิตของอารีน่า “ชีวิตของเธอ ไม่ใช่ของฉัน” อนูปกล่าวออกมาเสียงเย็น
“แสดงว่านายไม่รู้จักอารีน่าดีพอ นายเป็นสามีแบบไหนวะ อนูป” ฮารีมมองหาเพื่อนคู่ใจที่ไม่ยอมรู้ใจผู้หญิงที่ตนเองรัก “ฉันเดาผิดมาตลอด ฉันคิดว่าอารีน่ารักฉันมาก แต่ไม่ใช่” อนูปยืนพ่นลมหายใจท่ามกลางความหนาวเย็น “นายเป็นคนไร้หัวใจจริงๆ นั่นมันคือความสัมพันธ์ระหว่าง แม่กับลูก นายบ้าไปแล้ว ความจริงก็คือ นายมาก่อนอานีช่า เพียงแต่นายหาจุดยืนในหัวใจของเธอไม่เจอ มัวแต่สงสัยว่าเด็กน้อยคือลูกใคร จนลืมดูไปว่า นายคือใคร มีความสำคัญกับเธอแค่ไหน อนูปฉันเตือนสตินายหลายครั้งว่า อานีช่า อาจจะไม่ใช่ลูกของพี่อรุณ แต่ไม่ได้ให้นายตัดสินความสัมพันธ์ของแม่กับลูกแบบนั้น” ฮารีมกำลังเทศนาเรื่องนี้กับเขาอีกจนได้ อนูปโต้กลับอย่างเร็ว “ในฐานะเพื่อน ฉันไม่ต้องการให้ใครเจ็บปวดอีก ทำไมไม่มีใครเข้าใจความคิดและความรู้สึกของฉัน อย่ามองฉันเพียงด้านเดียวซิวะ นายก็เป็นแบบนี้ คิดเรื่องการขอตรวจ ดีเอ็นเอ ว่ามันทำร้ายจิตใจของเธอ ไม่คิดว่าจุดประสงค์ของฉันคืออะไร” ฮารีมรีบตัดบท “ไว้คุยกันพรุ่งนี้ก็ได้” อารมณ์ของอนูปเริ่มเเปรเปลี่ยน ฮารีมกลัวงานเลี้ยงค่ำนี้ถูกยกเลิก “นายตัดบทฉันทุกครั้ง สักวันพวกนายทั้งหมดจะเสียใจ” อนูปดันร่างของเพื่อนให้เข้าไปในผับ ฮารีมกอดคอเพื่อน “ทุกวันนี้พวกเราก็เสียใจที่นายเลิกกับอารีน่าอยู่เเล้ว”
หลายวันผ่านไป ทุกๆเย็นอนูปวิ่งออกกำลังกาย ร่างกายเริ่มปกติแข็งแรง เขาจะนั่งพักตรงสนามหญ้าหน้าตึกของเขา เย็นวันนี้ก็เช่นกัน เขาดื่มน้ำและล้างใบหน้า อากาศหนาวดูๆจะไม่ใช่อุปสรรคสำหรับนักวิ่งลมกรด เขากำลังนั่งเอาหลังมือปาดเหงื่อที่ซึมไหลออกมาทางไรผม กลุ่มผมสีดำสนิทของอนูปปลิวไปตามทิศทางลม เขาไม่รู้ตัวว่าสายตาอีกคู่จดจ้องมองดูความเคลื่อนไหวของเขาอยู่นานพอสมควร เสียงแตรรถดังเพื่อให้การจราจรเคลื่อนตัวออกไป รถเก๋งคันงามเคลื่อนที่เข้ามาจอดที่ริมทางเดิน “เขาอยู่คนเดียวจริงๆ พระเจ้า เราต้องหาวิธีช่วยอนูปให้ได้” โซรินี่หญิงสาวลูกครึ่งปาดหยดน้ำตาที่ร่วงไหลออกมา
อนูปวิ่งกลับเข้ามาในตึกคอนโดของเขา “คุณอนูปครับ เมื่อสักครู่มีท่านผู้หญิงชื่อโซรินี่มาพบครับ ฝากกล่องอาหารให้คุณครับ” โซรินี่ตั้งใจมาเยี่ยมอนูปเพื่อเชิญชวนเขาไปชิมร้านอาหารเปิดใหม่ของเธอ “ขอบคุณมากครับ”
ภายในห้องพักของอนูป
“แม่บ้านทำความสะอาดเรียบร้อยดี” ชายหนุ่มวางกล่องอาหารบนโต๊ะอาหาร เดินเข้าไปในห้องครัว เตรียมเครื่องดื่มน้ำผลไม้ปั่น เสียงข้อความดังในมือถือ “ทานอาหารแล้วบอกด้วยนะว่าอร่อยไหม” อนูปอมยิ้มไม่ตอบข้อความของเธอ เขาเปิดฝากล่องอาหารกลิ่นหอมโชยฟุ้งแตะจมูก “อืม กลิ่นใช้ได้” อนูปยกกล่องอาหารและแก้วเครื่องดื่มเข้าไปในห้องทำงาน
ชายหนุ่มเริ่มลงมือกินข้าวกล่องอย่างเอ็ดอร่อย “กล่องเดียวไม่อิ่มแน่ๆ” เขาเดินกลับเข้าในหยิบกล่องที่สองเข้าไปทานต่อ สายตามองไปที่เอกสารทั้งหมดที่เขาไม่คิดจะเปิดอ่าน ปลายนิ้วเขี่ยกองจดหมาย เขาเปิดอ่านที่ละซอง อนูปรับรู้คำร้องอีกฉบับจากทนายความของอารีน่า เขาไม่ถูกตัดสิทธิ์การพบทารกน้อยได้ทุกเวลา อนูปยิ้มอย่างพอใจ “ใจดีด้วย” จดหมายฉบับสองฉบับสุดท้ายวางซ้อนกัน อนูปฉีกอ่านเนื้อหาในฉบับนี้ทำให้เขาลุกยืนขึ้น “ผลการตรวจดีเอ็นเอน้ำเชื้อของอรุณ” อนูปคว่ำหน้ากระดาษลงไม่เชื่อสายตาของตนเอง ร่างของเขาสั่นสะท้าน หัวใจเต้นแรง “ไม่ใช่ลูกของพี่อรุณจริงๆ แล้วอานีช่าลูกของใคร” ร่างของอนูปทรุดลงบนเก้าอี้ สายตามองจดหมายของพี่ชาย “พี่อรุณ พี่ทำอะไรกับชีวิตของเธอ ถ้าพี่มีชีวิตอยู่ ผมเป็นคนแรกที่จะชกหน้าของพี่ พี่รู้ไหมว่า ผมเกลียดพี่มาก เพื่อกองมรดกพี่เอาอารีน่ามาเกี่ยวข้องทำไม ทำไมไม่ปล่อยเธอไป ให้เธอไปแต่งงานกับใครก็ได้ คนที่ทำให้พวกเราทุกคนทุกข์คือ พี่คนเดียว ไม่ใช่ผม ผมเป็นห่วงอานีช่า โตขึ้นเด็กคนนี้ต้องขอตรวจดีเอ็นเอ ตอนนี้ผมถูกกล่าวหาว่า ไร้มนุษยธรรมกับเด็ก แต่ความจริง ผมคิดถึงความรู้สึกของเด็กมากกว่าความรู้สึกของอารีน่ากับผม”
ซองจดหมายถูกเปิดออก ดวงตาของอนูปโตขึ้น “รหัสตู้เซฟอยู่หลังภาพวิว” อนูปหันหลังมองภาพแขวนผนังปิดตู้เซฟใบนั้น ชายหนุ่มก้าวไปที่รูปภาพอย่างไว ยกรูปภาพวาดลง “มีตู้เซฟตรงนี้ แล้วตู้เซฟนั้น” อนูปกดรหัสอย่างช้าๆ เสียงดังกิ๊ก เขาทิ้งจดหมายลง บานประตูเซฟเปิดออก กองสมุดไดอารี่สองสามเล่มวางเรียงกัน กุญแจตู้นิรภัยพร้อมใบมอบอำนาจให้อนูป สองมือของอนูปรวบรวมข้าวของในตู้เซฟ สายตาของเขามองที่ใบตรวจดีเอ็นเอ หัวกระดาษลงวันที่ 15 มีนาคม สองปีก่อนอานีช่า “พี่เตรียมการไว้ล่องหน้า การตรวจน้ำเชื้อนี้มันคืออะไร โอ้ย งงไปหมดแล้ว” อนูปมองไปที่สมุดไดอารี่สีเหลืองหน้าปกแบบเดียวกัน เขาเปิดลิ้นชักค้นหาอะไรบางอย่าง “โธ่เว้ย อยู่อินเดีย เขาขนสมุดหนังสือบางส่วนกลับอินเดียครั้งก่อน” ชายหนุ่มเริ่มสมองเสีย ปาข้าวของบางอย่าง
อนูปกำลังจะปาลูกเป็ดน้อยในมือ “พ่อจะปาของหนูทำไมครับ” ริมฝีปากจูบลูกเป็ดน้อย สงบสติอารมณ์ลง เปิดไดอารี่อ่านที่ละหน้า อนูปคืออาจารย์ที่มีความสามารถในการจำลายมือ และจำเนื้อหาในหนังสือได้ทั้งหมดเพียงการอ่านครั้งเดียว “นี่มันไม่ใช่ลายมือของพี่อนูป เนื้อหาในเล่มนั้นเขียนเหมือนกัน” เขาเริ่มเปิดอ่านที่ละหน้าจนจบเล่ม ย้อนกลับไปมา “เล่มนี้น่าจะเป็นเล่มจริง เขียนถึงประตูไม้จากพม่า” อนูปได้รับข้อความของมีราในเวลาเดียวกัน “โทรมาหน่อยพี่” มีรายืนรอโทรศัพท์พี่ชายที่สนามบิน “ว่าไงน้องรัก” อนูปทักน้องสาวน้ำเสียงสดใส “พี่หนูต้องไปอินเดียด่วน คุณพ่อและคุณแม่ของราหุลได้รับอุบัติเหตุสองชั่วโมงก่อน อาการน่าเป็นห่วง” ร่างของอนูปยืนขึ้นด้วยความตกใจ “จะให้พี่ไปด้วยไหม” คุณหมอได้ยินคำพูดของอนูป คว้าโทรศัพท์มาคุยเอง “อนูป รอฟังข่าวครับ ตอนนี้ผมเป็นห่วงอานีช่า มีไข้ขึ้นลงทุกวัน รอผลตรวจเลือด คุณอยู่ทางนี้จะดีกว่า”
อนูปตกใจเมื่อรู้ว่าอานีช่าไม่สบาย “เธอไม่บอกผมเลยครับ” คุณหมอราหุลถอนหายใจ “เธอก็เป็นห่วงคุณ อยู่ในระยะพักฟื้นไม่ใช่เหรอครับ” อนูปมองรอยผ่าตัดที่แขน “ครับ ส่งข่าวมาก็แล้วกัน”