บทที่ 16คำสาปสายเื
ท่านบารอนบัคข่มความกราดเกรี้ยวที่พลุ่งพล่านภายในจิตใจไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยเขาไม่เคยคลางแคลงใจในคำพูดของเอมิลแม้แต่น้อย ใครก็ตามบนโลกนี้อาจหลอกลวงเขาได้แต่ไม่ใช่ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์คนนี้
“คนทรยศอย่างนั้นรึ...”
บารอนบัคพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา
“ข้ารู้ดีว่าในปราสาทแห่งนี้มีหนอนบ่อนไส้อยู่เสมอมาแต่แล้วอย่างไร? คิดว่าคนพวกนั้นจะทำอะไรข้าได้?”
เขายืนตระหง่านอยู่บนแท่นสูงดวงตาคมกริบเปี่ยมด้วยอำนาจกวาดมองไปรอบลานงานเลี้ยงบรรยากาศพลันเงียบสงัดจนไม่มีใครกล้าสบสายตา
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาสิ่งที่เขาใช้ปกครองหุบเขาดูร์ ไม่ใช่เพียงจำนวนยามสามร้อยคนแต่คือพละกำลังมหาศาลของตนเองในฐานะอัศวินชั้นสูงที่ไม่มีใครเทียบเคียงในดินแดนห่างไกลแห่งนี้
กึก... กึก... กึก...
จู่ๆเสียงคล้ายกีบม้ากระทบพื้นหินก็ดังสะท้อนกึกก้องไปทั่วงานเลี้ยงทว่าเมื่อตั้งใจฟังให้ดี มันกลับมีจังหวะที่หนักและแปลกประหลาดกว่าม้าทั่วไปราวกับหัวใจที่เต้นรัวจากขุมนรก
ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงชายผมสีน้ำตาลในชุดคลุมสีดำสนิทปรากฏตัวขึ้นใจกลางลานเขาขี่สิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาด ตัวมันไร้ขน ิัมีสีขาวซีดอมเงินและมีปีกขนาดใหญ่คล้ายค้างคาวงอกออกมาจากแผ่นหลัง
ชายผู้นั้นมีใบหน้าที่ดูธรรมดาและเต็มไปด้วยกระแต่รอยยิ้มของเขากลับชวนให้ผู้ที่มองรู้สึกขนลุกชันดั่งเงามืดที่เลื้อยคลานขึ้นสันหลัง
“ขออภัยที่ข้ามาล่าช้าไปเสียหน่อยพอดีข้ากำลังยุ่งกับการเตรียมวัตถุดิบสำหรับการร่ายเวทย์น่ะ”
ชายผู้นั้นกล่าวพลางลงจากหลังสัตว์ประหลาด
“ข้าชื่อมัลคอล์ม โอนีล มาจากกระท่อมเขียว”
เขาหันมาลูบศีรษะสิ่งมีชีวิตนั่นอย่างเอ็นดู
“ทำได้ดีมาก ไปเถอะ”
เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวมัลคอล์มก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“อ้อ... พวกท่านคงไม่เคยเห็นมันสินะมันเรียกว่า ไนท์สตีดเป็สิ่งมีชีวิตที่มีเพียงผู้ที่เคยผ่านความตายมาแล้วเท่านั้นจึงจะมองเห็นมันได้น่ารักใช่ไหมล่ะ?”
คำพูดนั้นดังก้องราวเสียงกระซิบจากหลุมศพทำให้อากาศในลานหนาวเย็นะเืยิ่งกว่าเดิม
ทั่วทั้งงานเงียบงันราวกับสุสานมัลคอล์มปรากฏตัวขึ้นกลางลานอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยราวกับว่าเขาขี่สัตว์นั่นทะลุออกมาจากห้วงมิติที่ว่างเปล่า
“พ่อมด อย่างนั้นรึ?”
บารอนบัคเอ่ยถามเสียงของเขาหนักแน่นทว่าเคร่งเครียดราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดในชีวิต
มัลคอล์มฉีกยิ้มกว้าง
“ถูกต้อง ข้าเป็พ่อมดระดับหนึ่ง จากกระท่อมเขียวแต่ท่านคงไม่รู้จักหรอกว่ามันคืออะไร และไม่รู้ว่าข้าเป็ใครนั่นแหละคือเหตุผลที่ท่านยังกล้าพูดกับข้าได้แบบนี้... ซึ่งก็นับว่าดีแล้ว”
เขาหัวเราะขบขันในท่าทีของคนรอบข้าง
“ท้ายที่สุดพวกท่านก็เป็เพียงคนป่าเถื่อนบนทวีปคาร์ลสันรู้หรือไม่ว่าทวีปแห่งนี้มีขนาดเล็กเพียงปลายนิ้วก้อยของข้าเมื่อเทียบกับแผนที่โลกกว้างใหญ่เอาละ ข้าพูดมากเกินไปแล้ว งานสำคัญกำลังรออยู่”
มัลคอล์มชูมือซ้ายขึ้นแล้วถูนิ้วเข้าหากันเพียงแ่เบาพริบตานั้นลูกแก้วคริสตัลใสใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นลอยเด่นอยู่กลางอากาศส่องประกายระยิบระยับราวดวงดาวที่หลุดจากฟากฟ้า
“ท่านคือ บัค ซาลารา ใช่หรือไม่?”
“ใช่ ข้าเอง”
ท่านบารอนบัคตอบอย่างองอาจ
“อืม... ดีมาก”
มัลคอล์มพยักหน้าพลางเกาหัวอย่างเก้อเขิน
“ขออภัยด้วยจริงๆ นะ แต่ข้าได้รับการว่าจ้างให้มาล้างบางตระกูลของท่านให้สิ้นซากเสียใจด้วยจริงๆ”
คำพูดนั้นราบเรียบและเป็ธรรมชาติราวกับเขากำลังพูดเื่ดินฟ้าอากาศแต่มันกลับทำให้บรรยากาศรอบด้านเย็นเยียบจนถึงกระดูกผู้คนรู้สึกเหมือนลมหายใจถูกกลืนกินโดยความมืดมิดที่แผ่ซ่าน
“ต้องทำเช่นไรท่านจึงจะยอมละเว้นข้าและครอบครัว? สิ่งใดที่ไซมอนให้ท่านข้าจะให้เพิ่มเป็สองเท่า!”
บารอนบัคกำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดโปนเหงื่อเย็นๆ เริ่มผุดพรายบนใบหน้า
มัลคอล์มถอนหายใจ
“เป็ไปไม่ได้หรอก สิ่งที่เขาให้ข้าท่านให้ไม่ได้แน่ เพราะเขามอบ ิญญา ของตนเองให้ข้า ยอมเป็ทาสิญญาชั่วนิรันดร์แต่ท่าน... ท่านเป็คนที่มีเจตจำนงแข็งแกร่งเกินไป ท่านคงไม่ยอมเป็ทาสหรอกจริงไหม?”
“ิญญาอย่างนั้นรึ?”
บารอนบัคไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน
“ถูกต้องและมันเป็ิญญาที่เปี่ยมไปด้วยความเกลียดชังต่อท่านอย่างรุนแรงที่สุดิญญาเช่นนี้คือวัตถุดิบในการใช้พลังเวทมนตร์ที่ยอดเยี่ยมและข้าก็โชคดีที่จะได้ทดสอบว่าแบบจำลองเวทย์ของข้ามีข้อบกพร่องตรงไหนหรือไม่”
มัลคอล์มพูดด้วยท่าทางตื่นเต้น มือของเขาขยับประกอบคำพูดอย่างมีชีวิตชีวา
เมื่อความตื่นเต้นจางลงมัลคอล์มกวาดตามองรอบๆ อย่างเก้อเขิน
“อา... ข้าพูดมากอีกแล้ว เสียเวลาจริงๆเรามาเริ่มกันเลยดีไหม ท่านบัค?”
“ข้าจะไม่ยืนรอความตายเฉยๆ แน่!”
ทันทีที่พูดจบบารอนบัคคำรามพร้อมชักดาบยาวพุ่งเข้าจู่โจมด้วยความเร็วสูงสุดของอัศวินชั้นสูง การเคลื่อนไหวนั้นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
ความเร็วนั้นทำให้เฮรัคตกตะลึง พบว่าแม้เขาจะมีเชนหลานคอยช่วยเตือนแต่ร่างกายก็ไม่อาจตอบสนองต่อความเร็วระดับนั้นได้ทัน
ทว่า...เมื่อปลายดาบของบัคจวนจะถึงตัวมัลคอล์ม ร่างของอัศวินชั้นสูงกลับหยุดนิ่งค้างกลางอากาศในท่าฟันสีหน้าแข็งค้างราวกับถูกแช่แข็งไว้
มัลคอล์มยักไหล่พลางกางมือออกลูกแก้วคริสตัลลอยไปหยุดอยู่ตรงหน้าของบัค
“พวกคนป่าเถื่อนนี่ช่างหยาบคายและหุนหันพลันแล่นเสียจริง”
“เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลาข้าขอแนะนำเวทของข้าสักเล็กน้อย เวทนี้เรียกว่า คำสาปสายเืมันจะสังหารทุกคนที่มีสายเืเกี่ยวข้องกับเป้าหมายภายในสามชั่วอายุคนให้สิ้นซากการจะร่ายเวทนี้ต้องใช้เืทั้งหมดของเป้าหมาย และิญญาที่ยินยอมทำสัญญา...ข้าเองก็ไม่คิดว่าจะรวบรวมเงื่อนไขได้ครบเร็วขนาดนี้”
น้ำเสียงของเขาสั่นเครือด้วยความยินดี
มัลคอล์มเริ่มร่ายคำสาปพึมพำเสียงต่ำที่ฟังดูน่าขนลุกราวบทสวดจากนรกที่กัดกินิญญา ลูกแก้วคริสตัลหมุนวนอย่างบ้าคลั่งก่อนจะหยุดนิ่งปากของท่านบารอนบัคถูกพลังลึกลับบางอย่างบังคับให้อ้าออกจนสุด
“แจ้งเตือน!ตรวจพบแหล่งพลังเวทมนต์ความเข้มสูง!”
เสียงของชิปพันธุกรรมดังเตือนในใจของเฮรัค
ในทัศนวิสัยของเฮรัคมัลคอล์มถูกห่อหุ้มด้วยรัศมีพลังเวทมนตร์มหาศาลจนร่างทั้งร่างจมหายไปในกระแสพลังสีน้ำเงิน
ลูกแก้วคริสตัลยื่นเสาพลังงานพุ่งตรงเข้าไปในปากของบัคเืสีแดงฉานเริ่มไหลทะลักออกมาจากร่างของอัศวินชั้นสูง ถูกดูดซึมผ่านท่อเวทเข้าสู่ลูกแก้วอย่างไม่ขาดสายกลิ่นคาวเือบอวลผสานกับไอเย็นะเืของเวทมนตร์
ลูกแก้วที่เคยใสสะอาดเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำดุจทับทิมร่างที่เคยกำยำของบารอนบัคเหี่ยวแห้งลงอย่างรวดเร็วต่อหน้าต่อตาผู้คนจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกที่ไร้เรี่ยวแรง
“อ๊าก!”
เสียงกรีดร้องด้วยความสยดสยองดังระงมไปทั่วผู้คนในงานต่างแตกฮือหนีตายกันอลหม่านฝุ่นควันและเสียงฝีเท้าราวพายุหมุนวนแห่งความสิ้นหวัง
เฮรัคมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกทุกสิ่งที่เขาเคยประสบมา ทั้งพละกำลังของอัศวินหรือความร่ำรวยของขุนนางช่างดูน่าขันและไร้ค่าเมื่ออยู่ต่อหน้าพ่อมด ต่อให้ยิ่งใหญ่เป็กษัตริย์ก็คงไม่ต่างอะไรจากมดที่รอวันถูกเหยียบย่ำหัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความหวาดเกรงปนตื่นตะลึงต่อพลังที่เหนือธรรมชาติ
“ท่านบารอน!”
เอมิลคำรามด้วยความโกรธแค้นเขาชักดาบหมายจะพุ่งเข้าไปช่วยแม้จะหวาดกลัวจนสุดหัวใจ
เมลิสซาที่อยู่บนแท่นสูงพยายามจะลุกวิ่งไปหาบิดาแต่แข้งขาของเธอกลับอ่อนแรงจนทรุดลงกับพื้น เธอร้องไห้ปานจะขาดใจท่ามกลางความสิ้นหวังที่ปกคลุมไปทั่วปราสาทดูร์วัลเลย์