The Dark Ages

    บทที่ 2 ข่าวร้าย

    การพบหน้ากันกับกลุ่มเพื่อนเหมือนจะดำเนินไปอย่างปกติสุขเหมือนทุกวันๆ อย่างไรก็ตามทันใดนั้นหน้าประตูห้องของเขาก็มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งได้ปรากฏตัวออกมา ทันทีที่นักเรียนเห็นชายผู้นั้นทุกคนต่างก็รีบหลบไปนั่งเก้าอี้ของตัวเองด้วยท่าทางที่เรียบร้อยมากเท่าที่จะมากได้

    “เวรแล้ว! ”

    กลุ่มของภานุเป็นกลุ่มเดียวที่กำลังยืนกันอยู่ต่างอุทานออกมาด้วยเสียงหลงเมื่อเห็นชายวัยกลางคนผู้นั้นชัดๆ ทันใดนั้นคำว่ามิตรภาพสำหรับพวกเขาได้หายไปชั่วคราวทุกคนต่างเบียดกันในพื้นที่เล็กๆ เพื่อที่จะแย่งกันว่าใครจะไปถึงที่นั่งของตนเองก่อน

    โชคร้ายยิ่งนักในท่ามกลางกลุ่มเพื่อนพ้องนั้นภานุเป็นผู้ที่มีพละกำลังอ่อนแอที่สุดทำให้เขาต้องตกอยู่ที่สุดท้าย ในเวลานั้นภายในจิตใจของภานุก็เริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีเสียแล้ว

    “ไอเวร! หยุดซะ! ”

    เสียงที่ดูดุร้ายดังขึ้นเบื้องหลังของภานุ โดยที่ภายในห้องตอนนี้นั้นภานุเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ใช่เพราะหน้าตาที่หล่อเหลาหรือท่าทางที่สง่างาม แต่เป็นเพราะมีตัวเขาคนเดียวที่ยืนอยู่ท่ามกลางสายตาที่จ้องมองของนักเรียนเกือบทั้งห้อง สายตาของแต่ละคนยามมองมาที่ภานุนั้นเต็มไปด้วยความเวทนา และเห็นอกเห็นใจ

    ทันทีที่เสียงอันดุร้ายดังขึ้น ภานุก็รู้สึกปวดหลังศีรษะขึ้นมา เนื่องจากมีแปรงลบกระดานดำถูกโยนมากระแทกอย่างแม่นยำ ภานุต้องการจะเดินหนีอย่างไรก็ตามเท้าของเขากลับไม่ยอมขยับตาม

    “ไอ้หมาบ้า…”

    ภานุกรีดร้องภายในจิตใจเมื่อต้องหันหลังกลับมาเผชิญหน้ากับบุคคลที่โหดร้ายที่สุดในโรงเรียนแห่งนี้ เขาสาปแช่งโชคชะตาของตัวเองทันที เพราะเขานั้นช่างโชคร้ายยิ่งนักบางทีอาจจะโชคร้ายกว่าพวกที่โดนจับบริเวณหน้าโรงเรียนเสียอีก ปกติแล้วตอนคาบเช้าของวันนี้นั้นเป็นคาบเรียนของศาสตราจารย์เอด้า ซึ่งท่านสอนเกี่ยวกับเรื่องพืชในดินแดนสายหมอกแห่งนี้

    “แกไปยืนอยู่หลังห้องซะ! ไม่ต้องนั่ง! ”

    หมาบ้ากล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันอย่างตามเคย ภานุเชื่อว่าการไปยืนอยู่ข้างหลังห้องนั้นเปรียบเสมือนกับการรอขึ้นเขียงตราบใดที่หมาบ้าทำธุระสำคัญในห้องของเขาเสร็จมันจะต้องพาเขาไปเชือดแน่ๆ

    เมื่อภานุมายืนที่หลังห้องแล้วเหล่าเพื่อนสนิทไม่ว่าจะเป็นเจ้าอ้วนหวัง และสองพี่น้องอันกับซันต่างหันกลับมามองภานุด้วยความเห็นใจ อย่างไรก็ตามภานุนั้นกลับไม่ได้รู้สึกดีแต่อย่างใดที่คนพวกนี้มาสงสารเขา เพราะพวกมันนั้นเป็นสาเหตุให้เขาต้องถูกจับขึ้นเขียงเช่นนี้

    “ทุกคนฟัง! ” หมาบ้ากล่าวขึ้นและไม่มีใครที่กล้าจะไม่สนใจเขา

    “วันนี้มีข่าวร้ายสองเรื่องจะมาบอก! เรื่องแรกในไม่กี่คืนก่อนนั้นกองกำลังหน่วยพลเรือนได้ทำการจับกลุ่มพ่อค้ากลุ่มเงาจันทราได้สำเร็จ! ”

    กลุ่มเงาจันทราดังกล่าวนั้นคือกลุ่มผิดกฎหมายที่ลักลอบนำเข้าสิ่งของจากโบราณสถานโดยไม่ผ่านรัฐบาล ยังไม่ใช่แค่นั้นที่เลวร้ายที่สุดก็คือพวกมันได้ลักลอบนำเข้าสัตว์ร้ายจำนวนมากจากโลกภายนอกเข้ามาด้วย เนื่องจากสินค้าพวกนี้นั้นมักเป็นที่ต้องการของเหล่าคนรวยในเมืองแห่งนี้

    แต่จากคำพูดที่หมาบ้ากล่าวมานั้นแน่นอนว่ามันต้องเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดมันจึงแจ้งบอกว่าเป็นข่าวร้าย ซึ่งตอนนี้เองหมาบ้าที่หยุดให้ทุกคนคิดสักพักมันก็ได้กล่าวต่อ

    “แน่นอนว่าเป็นเรื่องดีที่พวกหน่วยพลเรือนนั้นได้ปฏิบัติหน้าที่สำเร็จลุล่วง อย่างไรก็ตาม…ในระหว่างที่พวกมันฝืนเข้าทำการจับคุมในตอนแรกนั้น กลับมีสัตว์ร้ายสองตัวสามารถหลุดรอดออกมาสู่โลกภายนอกได้ ซึ่งหนึ่งในพวกมันถูกสังหารในตอนช่วงเช้านี้ แต่มีอีกหนึ่งตัวที่มีความสามารถในการหลบซ่อนกำลังหลบอยู่ภายในเมือง และจากการสันนิษฐานนั้นคาดว่าสัตว์ร้ายจะหลบอยู่ในพื้นที่ของพวกเรา! ”

    ทันทีที่หมาบ้ากล่าวจบเหล่านักเรียนต่างมีสีหน้าที่ไม่ดีทันที หลายต่อหลายคนนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและหวาดระแวง ความแข็งแกร่งของสัตว์ร้ายนั้นแม้ว่าจะอ่อนแอที่สุดพวกมันมีพลังอยู่ที่ด่านหนึ่งของการบ่มเพาะซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่นั้นยังไม่สามารถไปถึงระดับนี้ได้ แม้มันจะเป็นเพียงด่านแรกก็ตาม แต่ผู้ฝึกฝนจะต้องหมุนเวียนลมปราณให้ได้หนึ่งรอบภายในร่างกายของตนเสียก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

    “อย่าเพิ่งกลัวให้มันมากนักยังเหลืออีกหนึ่งข่าวร้ายที่จะมาบอกพวกแก! ”

    เสียงของหมาบ้าได้ดังขึ้นอีกครั้งซึ่งมันก็ได้ทำให้หลายคนถึงกับสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ รวมถึงภานุด้วยอีกคนเช่นเดียวกัน

    “ข่าวร้ายที่สอง! เนื่องจากทางโรงเรียนของเราได้มีการปรับเปลี่ยนหลักสูตรใหม่อย่างกะทันหัน ทำให้นักเรียนปีสามที่จะต้องออกไปฝึกภาคปฏิบัติในอีกไม่นานจำเป็นต้องเรียนคาบวิชาเอาชีวิตรอดเพิ่ม ซึ่งทุกวันต่อจากนี้พวกแกจะต้องเรียนแต่คาบวิชาเอาชีวิตรอดซึ่งสถานที่ก็คือ สนามฝึกฝนที่สอง! ”

    “ม่ายยยยยยย…”

    ทันทีที่หมาบ้ากล่าวถึงข่าวร้ายที่สองจบมีนักเรียนหลายคนถึงกับต้องรู้สึกสิ้นหวัง หากพูดถึงวิชาเอาชีวิตรอดนั้น มีไม่กี่คนในโรงเรียนแห่งนี้ที่อยากจะเรียนมัน เนื่องจากเพราะว่าวิชานี้โหดร้ายเกินไป ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ในอดีตภานุเรียนมันเพียงแค่สามชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็แทบจะทำให้เขาบ้าแล้ว แต่ตอนนี้นั้นทุกๆ วันเขาจะต้องเรียนมัน เมื่อนึกถึงมันยิ่งทำให้เขาอยากจะหนีออกจากเมืองแห่งนี้ หากไม่ติดว่าพ่อแม่ของเขาจะต้องรับโทษการหนีทหารแทนเขา