"นั่นมันผึ้งนี่หว่า"
"คนออกแบบคิดอะไรอยู่นะ"
"บางทีอาจเป็พวกสติเฟื่องก็ได้"
ฯลฯ
บรรดานักข่าวจากสำนักต่างๆ คุยซุบซิบกันพร้อมกับกดชัตเตอร์รัวๆ
หลังจากถูกปฏิเสธการเข้าสัมภาษณ์ 39 ครั้ง ในที่สุดนายฟีเรสบัดซบนั่นก็ตอบตกลงสักที
"ตามกำหนดการณ์ รองครูใหญ่ควรมาถึงได้แล้วนี่นา" นักข่าวหนุ่มผมทองบ่น เขารออยู่หน้าสถาบันศึกษามาพักหนึ่งแล้ว
"เอ่อ...สวัสดีครับ ผมชื่อ...."
ชายหัวล้านสวมแว่นกันแดดเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม
ั้แ่ถูกรุมสัมภาษณ์จนเสียงแหบเมื่อคราวก่อน แอนโทนี่ก็สวมแว่นพรางตัวจนกลายเป็ความเคยชินไปซะแล้ว
"นายเป็ยามสินะ ช่วยไปแจ้งรองครูใหญ่ทีสิว่าพวกเรามาถึงแล้ว เอ้า...ยังนิ่งอีก เร็วสิวะ ไม่เข้าใจภาษาคนหรือไง พวกการศึกษาต่ำก็ได้แค่นี้แหละ”
นักข่าวผมทองพูดแทรกขึ้นด้วยท่าทีที่เหนือกว่า อย่างน้อยยามตรงหน้าก็ช่วยระบายความหงุดหงิดจากการถูกหัวหน้าดุเมื่อเช้าไปได้บ้าง
“....” ชายหัวล้านหุบยิ้มทันที
ดูเหมือนแว่นกันแดดจะได้ผลดีไปหน่อยจึงทำให้คนตรงหน้าจำเขาไม่ได้ ทั้งๆ ที่อุตส่าห์ยืนคอยอยู่ตรงนี้มาตั้งเกือบ 20 นาที ที่ไม่แสดงตัวตอนแรกก็เพราะรอให้นักข่าวมากันครบทุกคนก่อนต่างหากล่ะ
อันที่จริงถ้าแค่แว่นก็ไม่เท่าไร แต่พอรวมกับเครื่องแบบกู้ภัยเก่าๆที่เขามักใส่จนชินด้วยแล้ว ก็ไม่แปลกถ้าจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็ยาม
"ฉันเนี่ยแหละรองครูใหญ่ และตอนนี้คุณก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปแล้ว" แอนโทนี่โต้ตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เขาเกลียดคนเเบบชายผมทองที่สุด
ต่อให้เป็ยามจริงแล้วอย่างไร? ผู้ที่ทำอาชีพสุจริตทุกประเภทล้วนแล้วแต่ไม่ควรถูกเหยียดหรือดูถูกไม่ว่าจากใครก็ตาม
ถึงจะรวยหมื่นล้านแต่ถ้าไม่มีอาชีพคนกวาดถนน คุณก็คงต้องเดินไปตามทางที่สกปรก จริงไหม?
“….”
นักข่าวปากเสียพอได้ยินชายตรงหน้าพูดก็ถึงกับหน้าถอดสี ถ้าพลาดข่าวนี้ไปก็มีหวังโดนเ้านายไล่ออกร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อเช้าหมอนั่นยังด่าเขาอยู่เลย
เขาก็พยายามขอโทษขอโพยชายตรงหน้า แต่ก็พบว่าทางนั้นทำราวกับเขาเป็อากาศธาตุ
“เอาล่ะ เมื่อครบแล้วก็เชิญตามมาได้เลย” แอนโทนี่พูดเสียงเรียบและเดินนำทุกคนเข้าซุ้มประตูสถาบันไป
นักข่าวกว่าร้อยคนทยอยตามไปอย่างเป็ระเบียบ แต่พอถึงคิวชายผมทองเขากลับถูกขวางโดยหุ่นเอชสองตน ถึงตอนนี้ที่พอทำได้ก็เหลือแต่ด่าตัวเองว่าปากสุนัขเท่านั้น
นี่แหละผลของการดูถูกอาชีพผู้อื่น!
------------
ภายในห้องประชุมเอนกประสงค์
“นี่คือแว่นตาโลกเสมือนกับเก้าอี้อัจฉริยะ เราจะจำหน่ายพวกมันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า” แอนโทนี่แนะนำคณะทัวร์ด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย
ส่วนสาเหตุว่าทำไมไม่ผลิตและวางขายเสียเดี๋ยวนี้ล่ะ? คำตอบก็คือเพราะมันยังทำไม่ได้นั่นเอง
เ้าแว่นตาโลกเสมือนจำเป็ต้องใช้สัญญาณเชื่อมต่อที่เร็วพอๆ กับระบบสื่อประสาทของมนุษย์ ซึ่งสัญญาณนี้ยังมีแค่ภายในสถาบัน
ดังนั้น ถ้าคิดจะวางขายให้คนทั่วไปใช้ เฟรีสก็จำเป็ต้องส่งดาวเทียมขึ้นไปกระจายสัญญาณเสียก่อน ซึ่งมันต้องใช้เวลาพอสมควร สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือการโฆษณาไว้ก่อนเท่านั้น
‘พวกแกโดนเ้านายวางยาแล้ว’
แอนโทนี่คิดพร้อมกับแสยะยิ้มออกมาเมื่อได้เห็นนักข่าวค่อยๆ หย่อนก้นลงบนเก้าอี้
ผู้ที่เคยเข้าสู่โลกเสมือน ถ้าไม่ได้เข้าไปอีกก็เหมือนปลาขาดน้ำยุงขาดเืนั่นแหละ
ขนาดตัวเขาเองยังกลายเป็เด็กติดเกมส์ไปแล้วเลย เพียงแต่เกมส์ที่เฟรีสออกแบบนั้นไม่ได้มีผลเสีย ยิ่งเล่นมากเท่าไรก็ยิ่งพัฒนาตัวเองได้มากขึ้น
“ให้เวลา 5 นาที สำหรับอ่านคู่มือบนโต๊ะ ถ้าเกิดสงสัยอะไรก็ค่อยไปถามเ้านายของผมเอง”
คู่มือมีเพียงไม่กี่หน้า บรรดากระจอกข่าวจึงอ่านจบอย่างรวดเร็ว จากนั้นพวกเขาก็รู้ซึ้งถึงความอัศจรรย์ของสิ่งประดิษฐ์ตรงหน้า
ทุกคนต่างพากันบันทึกภาพแว่นตากับเก้าอี้ไม่หยุดหย่อน ราวกับกลัวว่ามันจะอันตรธานหายไปยังงั้นแหละ
“ขอความร่วมมือนั่งให้เรียบร้อยด้วย เราจะได้กดสวิทซ์พร้อมกัน” แอนโทนี่ซึ่งรำคาญอย่างมากพูดเสียงดังเพื่อเรียกสติ
เ้าพวกนี้ไม่ได้น่ารักน่าชังเหมือนเด็กน้อย ความอดทนของชายวัยกลางคนจึงมีให้ได้จำกัด ที่สำคัญคือยิ่งเสร็จธุระเร็วเท่าไร เขาก็จะได้ไปเล่นเกมส์มวยปล้ำที่ค้างอยู่เร็วเท่านั้น
“3 2 1 กด”
พอนับจบ บรรดานักข่าวก็รู้สึกเสียววูบเล็กน้อย และก็เหมือนกับพวกนักเรียน พอโลโก้ผึ้งสีทองจางไปพวกเขาก็มาปรากฎบนโลกแห่งทุ่งหญ้า
"ข่าวนี้ต้องขึ้นหน้าหนึ่งแน่ๆ"
ช่างภาพสาวพึมพำพร้อมกับเตรียมยกกล้องวีดิโอขึ้นมาถ่าย แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า
“เอ๊ะ!! กล้องฉันล่ะ?”
ไม่ใช่แต่ช่างภาพสาว ทุกคนต่างก็พบว่าเครื่องมือหากินได้หายไปหมดเช่นกัน
“อย่าแตกตื่น ั้แ่พวกคุณเข้ามาก็ถูกบันทึกไว้หมดแล้ว ค่อยไปเอาไฟล์วีดิโอทีหลังก็ได้ เดินตามมาได้แล้ว อย่าลืมสิว่ามาทำไม” ชายหัวล้านเร่งบรรดานักข่าวที่มัวแต่ยืนเงอะๆงะๆอยู่ด้วยความรำคาญ
ตอนนี้ในใจเขามีแต่มวยปล้ำเท่านั้น เหลืออีกนิดเดียวก็จะปลดล็อกโหมดปล้ำข้ามเพศได้แล้ว
“เอ๊ะ! ตรงนั้นมีคนด้วย” นักข่าวชายอุทานขึ้นพร้อมกับชี้ไปที่ริมทะเลสาบ
บนก้อนหินสีเทาเรียบไม่ไกลออกไป ชายหนุ่มหน้าตาดีนั่งอยู่ด้วยท่าทางสบายๆ รอบๆ ตัวเขารายล้อมไปด้วยเด็กน้อยซึ่งกำลังหัวเราะคิกคัก
“เ้านายกำลังสอนนักเรียนอยู่ พวกคุณรอสักครู่เถอะ อืม...จะลองไปนั่งฟังบรรยายดูก็ได้นะ”
แอนโทนี่บอกกับบรรดานักข่าว ซึ่งแต่ละคนล้วนแต่มีสีหน้าแปลกใจ พวกเขาไม่คิดว่าผู้สร้างโลกเสมือนได้จะยังหนุ่มขนาดนี้
“ต่อไป ใครจะตอบ?" เสียงเฟรีสถามเด็กนักเรียน
....เงียบ ดูเหมือนไม่มีการตอบสนอง ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็ยิ้มละไม
“เคยตัวแล้วสินะเ้าพวกเด็กแสบ ก็ได้! รางวัลคือ...50 เครดิต กับลูกอมบลูไดมอนด์ 1 กล่อง”
คราวนี้พูดยังไม่ทันจบเด็กๆ ต่างก็รีบกดปุ่มสีเขียวตรงพื้นข้างๆ
ปี๊บๆๆๆ
เสียงปี๊บรัวๆ ดังขึ้นรอบบริเวณ จนเมื่อมันเงียบลงไปก็ปรากฎชื่อเฟลิเซียขึ้นบนท้องฟ้า
“เฟลี่อีกแล้วหรอ...มือไวใช้ได้เลยนะ" เฟรีสเอ่ยแซวเด็กหญิงที่กดปุ่มได้ก่อนเพื่อนเป็ครั้งที่ 2
"อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่างโลหะกับลิกไซน์? ถ้าตอบถูกก็รับรางวัลไปได้เลย” ชายหนุ่มถามยิ้มๆ
"เมื่อนำโลหะบริสุทธิและลิกไซน์มาหลอมด้วยกันที่ 7,320 องศาในอัตราส่วน 1 ต่อ 3 จากนั้นทิ้งไว้ที่อุณหภูมิ -15 องศา 10 วัน แร่โลหะจะต้านทานแรงโน้มถ่วงได้ 3% ค่ะ"
"เยี่ยมที่สุด!" เฟลิเซียตอบฉะฉานจนเฟรีสถึงกับต้องเอ่ยชม ทำเอาแอนโทนี่ภูมิใจไม่น้อย เขาอวดลูกสาวตัวเองกับนักข่าวไม่หยุดปาก
แทบทันทีที่ได้ขนมมาเด็กหญิงก็ถูกรุมโดยเพื่อนๆ แต่ละคนมีสีหน้าละห้อย....แม้จะแกล้งทำก็เถอะนะ
ด้วยความใจดีเธอจึงแจกไปคนละเม็ดสองเม็ด พอรู้สึกตัวอีกทีลูกอมก็หมดซะแล้ว ถึงอย่างนั้นเฟลิเซียก็ยังคงมีความสุข
แม้ในโลกเสมือนหน้าตาที่เต็มไปด้วยแผลเป็จะได้รับการแก้ไขจนเป็ปกติก็ตาม แต่ในโลกข้างนอกกลับยังคงเหมือนเดิม
แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือสังคมรอบข้าง เพื่อนๆที่นี่ไม่เคยล้อเลียนหรือรังเกียจเธอเลย บางทีอาจเป็เพราะพวกเด็กกำพร้าเองก็มีปมด้อยเช่นกัน หลายคนถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง บ้างก็โดนทำร้าย ไม่ก็เจอเื่แย่ๆสารพัด
ในบางครั้งสำหรับผู้มีปัญญา ความทุกข์ที่เคยได้รับอาจทำให้เห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้นก็ได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีความทุกข์เฉกเช่นตน
ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนจึงเป็สถานที่ที่เฟลิเซียมีความสุขที่สุด
บรรยากาศของคลาสเต็มไปด้วยความสนุกสนานและเป็กันเอง ช่างต่างกับโรงเรียนทั่วไปเสียเหลือเกิน บรรดานักข่าวต่างก็นึกอยากให้ลูกๆ ได้เรียนที่นี่บ้าง
“เอาล่ะ พักเที่ยงได้ จำกฎได้ไหม? ถ้ากินข้าวไม่เสร็จห้ามเข้าโลกเสมือนเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเดือนนี้จะโดนตัดค่าขนม 10%" เฟรีสพูดพร้อมปรายตามองเด็กหญิงผมแดงกับเ้าตัวน้อยทรงกระลาครอบข้างๆ
"เข้าใจไหม? ที่น่า,สมิท” ชายหนุ่มแกล้งทำเป็ดุ
“ค่าา/คร๊าบบ” เสียงอ่อยๆ ของเด็กแสบตอบกลับมา คราวก่อนทั้งสองคนมัวแต่เล่นจนลืมกินข้าวกลางวัน ตอนนี้จึงโดนหมายหัวเรียบร้อยแล้ว
“เฮ้อ เ้าพวกตัวแสบ” เฟรีสคลี่ยิ้มอ่อนโยนพร้อมกับถอนหายใจ สำหรับเขาเด็กน้อยพวกนี้ถือเป็ครอบครัวไปแล้ว อะไรที่ควรเข้มงวดก็ต้องทำไม่มีทางปล่อยไปเด็ดขาด
เด็กๆ ค่อยๆ ทยอยล็อกเอาท์ออกไปทีละคน จนในที่สุดก็เหลือแต่พวกนักข่าวและชายหัวล้าน
“ขอโทษที่ให้คอยนาน ขอแนะนำตัวอีกครั้ง ผม ฟีเรส เอเทนีก้า ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่โลกเสมือน” เฟรีสในคราบฟีเรสผายมือออกพร้อมกับแนะนำตนเอง
“สวัสดีครับ ผม อลัน วาร์กเนอร์ จากทีบีซี ขออนุญาตถามนะครับ คุณคิดค้นและสร้างทั้งหมดนี้ด้วยตัวเองหรือครับ? มีองค์กรใดสนับสนุนหรือเปล่า?” นักข่าวคนหนึ่งรีบยิงคำถามทันทีโดยไม่เสียเวลา
"ผมเป็ผู้คิดค้นและสร้างมันด้วยตัวคนเดียว ไม่มีคนอื่นอยู่เื้ั" เฟรีสเอ่ยเสียงเรียบ
หลังตอบคำถามแรกเสร็จ คำถามอื่นๆ ของพวกกระจอกข่าวก็ระดมตามมาราวกับห่าฝน ซึ่งเขาก็ตอบไปทีละคำถามด้วยความใจเย็น
"เรียนฟรีครับผม"
"ตอนนี้ยังไม่เปิดรับนักเรียนเพิ่มครับ"
"พวกเขาส่วนใหญ่เป็เด็กกำพร้า"
"อืม…ในอนาคตจะมีชั้นมัธยม ปริญญาและสูงกว่านั้นด้วย"
"หลักสูตรมีสองแบบ แบบธรรมดากับแบบเฉพาะสถาบันนิวอีร่า"
“กระทรวงศึกษา…พวกนั้นดักดานเกินไป อย่าไปสนคนพวกนี้เลย”
ฯลฯ
“เอาล่ะ นี่ก็พอสมควรแล้วและมันก็ไม่ได้คือจุดประสงค์ที่ผมเรียกพวกคุณมาด้วย" เฟรีสพูดตัดบทพวกนักข่าว ไม่เช่นนั้นก็คงต้องตอบคำถามต่อไปแบบไม่รู้จบ
“ตามมาสิ อ้อ…รองครูใหญ่ด้วย” พูดจบชายหนุ่มก็ลุกขึ้นเดินออกไปโดยไม่เปิดโอกาสให้ใครถามอีก พวกนักข่าวจึงไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากเดินตามเขาไป
เฟรีสเดินนำคณะทัวร์มาจนถึงหน้าประตูวาร์ป และจัดการพาทั้งหมดข้ามมายังโลกอนาคตทันที
เมื่อเห็นสีหน้าตื่นตะลึงของคนพวกนั้น เขาก็รู้ทันทีว่าภารกิจขั้นต้นของตนได้เสร็จสิ้นแล้ว
ตอนนี้ก็เหลือแต่เพียงรอเวลาให้สื่อต่างๆ กระจายข้อมูลออกไป หลังจากนั้นสายตาของผู้คนทั่วโลกก็จะจับจ้องมายังเขา
แม้ว่าโดยปกติเฟรีสจะเป็คนค่อนข้างเก็บตัว เขาชอบอยู่แต่ในห้องทดลองและไม่ค่อยได้ออกไปไหน แต่ว่าครั้งนี้มันต่างออกไป
เนื่องจากากับพวกเพลกที่ใกล้เข้ามาทุกทีๆ เฟรีสจึงจำเป็ต้องแสดงศักยภาพของตนให้ผู้อื่นได้เห็น เขา้าสร้างอำนาจในการต่อรองขึ้น
แต่การที่จะมีอำนาจที่ว่าได้นั้นก็จำเป็ต้องมีอิทธิพลให้เพียงพอเสียก่อน ส่วนวิธีการขยายอิทธิพลนั้นเขาก็คิดไว้แล้ว
อะไรจะดีไปกว่าการทำให้ผู้คนเสพติดความสุขสบายทางเทคโนโลยีอีกล่ะ?
เมื่อภายในถ้ำมีไฟนีออนใช้จนชิน ในที่สุดพวกมนุษย์ลิงก็จะไม่กลับไปใช้คบไฟแบบเก่าอีก และแน่นอนว่าเขาก็คือคนที่ขายหลอดไฟนั่นเอง
ในยุคปัจจุบันซึ่งเต็มไปด้วยประเทศเผด็จการที่ไม่ค่อยมีเหตุผล ผู้ที่มีกำปั้นใหญ่กว่าก็ย่อมมีสิทธิต่อรองได้มากกว่า ซึ่งเขาก็จะใช้มันเพื่อหยุดาระหว่างมนุษย์ด้วยกัน
ยิ่งมนุษยชาติแตกแยกกันเองมากเท่าไร โอกาสชนะพวกเพลกก็ยิ่งน้อยลงไปเท่านั้น
“วันนี้พวกคุณเที่ยวให้เต็มที่ รองครูใหญ่แอนโทนี่จะเป็ไกด์นำทางให้ แล้วก็ขากลับอย่าลืมเอาไฟล์วีดิโอไปด้วยล่ะ”
พอบรรดากระจอกข่าวได้ยินดังนั้นก็ดีใจมาก งานก็ได้ทำเที่ยวก็ได้เที่ยวหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว
“รองครูใหญ่! นี่ 1 ล้านเครดิต จัดให้เต็มที่ ลุงเองก็จะได้เที่ยวด้วย” ไม่พูดเปล่า เฟรีสจัดการโอนเครดิตให้แอนโทนี่ทันที
พอได้เห็นตัวเลขกลมๆ ในบัญชี ชายหัวโล้นก็ซึ้งใจจนน้ำตาแทบไหล เมื่อคืนก่อนเขาถูกลูกสาวรบเร้าให้พาไปดูการแข่งแคนนอนบอลซึ่งจัดบนสนามกีฬาลอยฟ้าสุดหรู
หลังจากจ่ายค่าตั๋วที่แสนแพงไป เครดิตของเขาตอนนี้ก็เหลือน้อยกว่าลูกสาวเสียอีก
“เ้านาย...ผมขอขอบคุณมากนะครั……...”
แอนโทนี่ยังเอ่ยขอบคุณไม่ทันจบ ชายหนุ่มตรงหน้าก็กระแอมเบาๆ และพูดแทรกขึ้นก่อน
"อะแฮ่ม...ยังพูดไม่จบ หลังเสร็จธุระแล้วเครดิตก็จะหายไปทั้งหมดรวมถึงของที่ลุงซื้อด้วย ดังนั้นห้ามงก พาพวกเขาไปเที่ยวที่ดีๆ ซะ” พูดจบเฟรีสก็แสยะยิ้ม
นึกว่าเขารู้ไม่ทันหรืออย่างไร! จะเอาเงินทอนหรอ! ฝันไปเถอะ!
“…..”
เป็อีกครั้งที่ชายหัวล้านนึกด่าย้อนไปถึงบรรพบุรุษของเ้านายตรงหน้า
***เก็บตก***
หลังจากแอนโทนี่ปลดล็อกโหมดปล้ำข้ามเพศได้ ศัตรูคนแรกที่เจอ ไม่สิ! ต้องเรียกว่าตัวถึงจะถูก เพราะมันคือคิงคองเพศเมียสูงสองเมตรครึ่ง แน่นอนว่าเขาถูกกระทืบตายคาเท้าแทบจะทันที
ทว่า ฟ้าย่อมไม่ทอดทิ้งผู้มีความเพียร ชายหัวล้านกัดฟันฝึกฝนจนเอาชนะได้ในครั้งที่ 199
'แข่งครั้งหน้าขอสวยๆ เหมือนในหนังทีเถอะ' เขาคิดในใจพร้อมกับตั้งความหวัง
ราวกับภัยธรรมชาติบังเกิด นัดถัดมาเขาได้เจอกับ LGBT ชายใจสาวร่างั์ขนดกดำ
แม้เธอจะสูงน้อยกว่าไอ้คิงคองบัดซบ แต่ในมุมมองของแอนโทนี่ เขากลับรู้สึกสยองกว่ามาก โดยเฉพาะตอนเ้านั่นส่งจูบให้เขาอ่ะนะ
ขนลุกั้แ่ระฆังยังไม่ดัง! นับจากวันนั้นแอนโทนี่ก็เลิกเล่นเกมนี้อย่างเด็ดขาด