ตอนที่ 21 จิตใจที่ชั่วร้าย ยากจะรักษาได้
หลังจากที่เปลวเพลิงเริ่มลุกโชนไปทั่วเรือทั้งลำ เสียงร้องโหยหวนของใครบางคน ก็ดังแทรกเปลวเพลิงร้อนแรงออกมา..
ฉีเล่ยยังไม่จากไปในทันที เขาพยุงร่างของเฉินอวี้หลัวไปนั่งอยู่บนท่อนไม้ที่อยู่ข้างริมแม่น้ำ
ฉีเล่ยไม่ใช่คนวิปริตโรคจิตที่ชื่นชอบการเข่นฆ่าผู้คน แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องฆ่าเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็หลิวไห่หยาง หรือโจรทั้งหกคน เขาไม่สามารถปล่อยให้พวกมันมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกจริงๆ
และเหตุผลที่ฉีเล่ยยังคงนั่งอยู่ก่อนนั้น ไม่ใช่เพราะเขามีจิตใจผิดปกติ ที่จะมานั่งชื่นชมผลงานของตัวเอง แต่เป็เพราะเฉินอวี้หลัวถูกจับมัดไว้ทั้งวันทั้งคืนแบบนั้น ทำให้หญิงสาวยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เป็ปกติ
อีกทั้งระหว่างที่ถูกมัดอยู่นั้น พวกโจรชั่วช้าเดี๋ยวก็ราดน้ำเย็นเข้าใส่ร่างของเธออยู่เรื่อยๆ ทำให้ร่างกายของหญิงสาวยังคงอยู่ในสภาพเหนื่อยล้าอย่างมาก และอีกหนึ่งเหตุผลที่ฉีเล่ยให้หญิงสาวนั่งอยู่ข้างเรือที่กำลังลุกไหม้นั้น ก็เพื่อ้าอาศัยไออุ่นของเปลวไฟ ช่วยทำให้ร่างกายของหญิงสาวอบอุ่นขึ้นมานั่นเอง
อีกทั้งยัง้าให้หญิงสาวพักผ่อนเอาแรงเสียก่อน เพื่อให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นมาได้บ้าง เพราะการจะออกจากป่าลึกแห่งนี้ ยังต้องเดินอีกเป็ระยะทางกว่าหนึ่งกิโลเมตรเลยทีเดียว
เฉินอวี้หลัวนั่งจ้องมองเปลวเพลิงที่ลุกโชน แววตาทั้งสองข้างเป็ประกายระยิบระยับ ในขณะที่ฉีเล่ยซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ พร้อมกับยื่นมือออกไปรับบุหรี่ที่กวนไห่ผิงจุดให้
ความจริงแล้ว กวนไห่ผิงนั้นอยู่ในเหตุการณ์มาโดยตลอด เพียงแต่เขายังไม่เปิดเผยตัวออกมา เป็เพราะฉีเล่ยนั้นไม่แน่ใจว่า อีกฝ่ายจะมีอาวุธปืนหรือไม่? หากอีกฝ่ายมีปืน ก็อาจเกิดอันตรายขึ้นกับกวนไห่ผิงได้
เมื่อคืน.. ที่ประตูด้านหลังสวนสาธารณะบีโกเนียนั้น หลังจากที่ฉีเล่ยถูกโจรกลุ่มนั้นนำตัวขึ้นรถไป กวนไห่ผิงที่ซุ่มอยู่ในบริเวณใกล้ๆ ก็ได้แอบเกาะท้ายรถมินิแวนของพวกมันมาด้วย จนกระทั่งมาถึงป่าแห่งนี้..
และสำหรับคนที่ฝึกวรยุทธมาก่อนอย่างกวนไห่ผิง การทำเช่นนี้ไม่ใช่เื่ยากเย็นอะไรเลย
ตอนแรก ฉีเล่ยก็ไม่ยินยอมให้กวนไห่ผิงตามมาด้วย แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ยืนกรานที่จะตามมาให้ได้ และให้เหตุผลว่า หากฉีเล่ยตกอยู่ในอันตราย เขาจะได้เข้าไปช่วยอีกแรง ถึงอย่างไรเสียง สองหัวก็ดีกว่าหัวเดียว!
ในเมื่อเป็เช่นนี้ ฉีเล่ยจึงจำเป็ต้องยอม แต่ได้สั่งกวนไห่ผิงว่า ให้อยู่ห่างจากเขา อย่าให้โจรพวกนั้นเห็นเข้า และเมื่อใดที่เขาตกอยู่อันตรายจริงๆ เขาจะส่งสัญญาณให้กวนไห่ผิงออกมาช่วยเอง
กวนไห่ผิงที่รออยู่นาน แต่ก็ยังไม่ได้รับสัญญาณจากฉีเล่ย จึงค่อนข้างมั่นใจว่า ชายหนุ่มได้ช่วยภรรยาของตนเองสำเร็จแล้ว!
ท่ามกลางป่าลึกที่ไร้ผู้คน และเรือทิ้งร้างในแม่น้ำกลางป่าทึบ จากสถานที่ที่หลิวไห่หยางเลือกนั้น มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่า อีกฝ่ายไม่ได้ลักพาตัวมาเพื่อเรียกค่าไถ่ แต่้าพาคนทั้งคู่มาฆาตกรรมที่นี่ต่างหาก
แต่ที่คิดไม่ถึงก็คือว่า สถานที่ลึกลับและน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ จะเป็สถานที่ที่ฉีเล่ยเองก็กำลัง้าเช่นกัน
ในระหว่างที่สูบบุหรี่อยู่นั้น กวนไห่ผิงก็หันไปถามฉีเล่ยว่า “ท่านหมอเคยฆ่าคนมาก่อนมั๊ยครับ?”
ฉีเล่ยส่ายหน้า และตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ไม่เคย! นี่เป็ครับแรก!”
กวนไห่ผิงพ่นควันบุหรี่ออกจากปาก พร้อมกับถามต่อทันที “ท่านหมอรู้สึกยังไงบ้าง?”
“ผมไม่รู้สึกอะไรเลย แล้วก็ไม่ควรต้องรู้สึกอะไรด้วย!”
ฉีเล่ยตอบกลับด้วยสีหน้าท่าทางสงบนิ่ง ไม่บ่งบอกว่าชอบ หรือไม่ชอบ เพราะสำหรับเขา โจรพวกนี้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องตายเท่านั้น..
กวนไห่ผิงพยักหน้า และตอบกลับไปว่า “ท่านหมอพูดได้ถูกต้อง!”
หลังจากที่เปลวเพลิงเผาไหม้เรืองลำนั้นไปได้ครู่ใหญ่ พละกำลังของเฉินอวี้หลัวก็เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาบ้างแล้ว ฉีเล่ยจึงได้โทรรายงานซูชางฉินว่า ทั้งเขาและภรรยาปลอดภัยดี เขาให้ซูชางฉินได้ฟังเสียงลูกสาว เธอก็ได้แต่โล่งใจ หลังจากที่ไม่สามารถข่มตาให้หลับได้ตลอดทั้งคืน
หลังจากที่เดินออกจากป่าทึบได้แล้ว ฉีเล่ยก็เห็นรถมินิแวนยังคงจอดอยู่ที่เดิม เขาจึงได้จัดการถอดป้ายทะเบียนออก ก่อนจะขับรถมินิแวนคันนั้นกลับเข้าไปในเมืองหนานหยาง และเมื่อไปถึงบริเวณรกร้างแห่งหนึ่ง ฉีเล่ยก็ได้จอดรถคันนั้นทิ้งไว้ จากนั้นทั้งสามคนก็เดินเท้ากันต่อไป
ทั้งสามคนเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบรถบรรทุกคันหนึ่งขับผ่านมา พวกเขาจึงได้โบกและขออาศัยไปด้วย หลังจากเข้าสู่ตัวเมืองแล้ว ทั้งสามคนจึงได้เดินทางกลับบ้านโดยรถแท็กซี่ต่อ..
และเมื่อทั้งหมดต่างกลับไปถึงบ้านของตัวเอง ก็เป็เวลารุ่งสางพอดี..
ทันทีที่ซูชางฉินเห็นเฉินอวี้หลัวเดินเข้ามา สองคนแม่ลูกก็โผเข้ากอดกันทันที ต่างฝ่ายต่างก็ร้องห่มร้องไห้กันอยู่ครู่ใหญ่ หลังจากสงบสติอารมณ์ได้แล้ว แม่ยายของฉีเล่ยก็ได้เดินเข้าไปจับมือของเขาไว้ ก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้า
จากนั้น ซูชางฉินก็ยกมือขึ้นตบหน้าตัวเองอย่างแรงหลายครั้ง ปากก็พร่ำแต่ว่า หลายปีที่ผ่านมา เธอทำทำไม่ดีต่อฉีเล่ยอย่างมาก และนับจากนี้ไป ทั้งเธอและลูกสาวจะขอเป็ทาสของฉีเล่ยไปตลอดชีวิตทีเหลือ..
ฉีเล่ยเห็นเช่นนั้นก็ใเป็อย่างมาก เขารีบร้องบอกแม่ยายไปทันที “แม่ครับ อย่าพูดถึงเื่ในอดีตดีกว่า อดีตเป็เื่ที่ผ่านมาแล้ว ไม่มีใครสามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ พวกเราทั้งหมดมาเริ่มต้นใหม่ แล้วก็ใช้ชีวิตหลังจากนี้ให้มีความสุขจะดีกว่า!”
ความใจกว้างของฉีเล่ย ทำให้สองแม่ลูกยิ่งรู้สึกดีต่อเขามากขึ้น และเวลานี้ บ้านก็ได้กลายเป็บ้านจริงๆเสียที!
นอกเหนือจากอาการเป็หวัดของเฉินอวี้หลัวแล้ว ร่างกายของหญิงสาวไม่ได้บอบช้ำอะไร และด้วยทักษะทางการแพทย์ของฉีเล่ย เธอพักฟื้นเพียงแค่ไม่กี่วันก็หายดีแล้ว
เฉินอวี้หลัวลาหยุดงานเป็เวลาหนึ่งอาทิตย์ และได้ใช้่เวลานี้อยู่บ้านกับสามีของเธอ..
และในเมื่อมีเวลาว่างตั้งหนึ่งอาทิตย์ ฉีเล่ยจึงไม่้าอยู่บ้าน เขา้าพาทุกคนออกไปเที่ยวพักผ่อน จึงได้เอ่ยปากชวนภรรยาและแม่ยายไปเที่ยวต่างจังหวัด
แต่หลังจากที่ซูชิงฉานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ปฏิเสธ เพราะเห็นว่าหนุ่มสาวทั้งสองคนแต่งงานกันมานาน แต่กลับไม่เคยได้อยู่กันลำพังสองต่อสองเลย
“พวกเธอสองคนหนุ่มสาวไปกันเถอะนะ! ถือซะว่าเป็การไปฮันนีมูนในตัว ั้แ่แต่งงานกันมา พวกเธอสองคนก็ยังไม่เคยมีเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังเลย..”
เฉินอวี้หลัวอยากไปเที่ยวทะเล..
หลังจากปรึกษาหารือกันอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดหญิงสาวก็บอกกับฉีเล่ยว่า เธอ้าไปเที่ยวที่ซานย่า แต่หลังจากฉีเล่ยทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจบอกภรรยาว่า เขาจะพาเธอไปเที่ยวมัลดีฟแทน
ฉีเล่ยหันไปบอกกับเฉินอวี้หลัวว่า “อวี้หลัว ต่อไปไม่ว่าคุณจะ้าอะไร ผมจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคุณ!”
เฉินอวี้หลัวฟังแล้วก็ได้แต่ซาบซึ้งใจเป็อย่างมาก จากนั้น ทั้งคู่ก็ใช้เวลาอยู่ด้วยกันบนเตียงนอนอย่างมีความสุข
เหตุผลที่ฉีเล่ยเลือกที่จะพาภรรยาไปมัลดีฟนั้นก็เพราะว่า ตัวเขาเองก็ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศเลยสักครั้ง ในเมื่อ้าที่จะไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ เขาก็้าไปต่างประเทศ เพราะเวลานี้ เขาไม่ได้ขาดแคลนเงินทองเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
เงินหนึ่งล้านหยวนที่หวู่เฉิงเฟิงให้เขามาก่อนหน้านี้ แม้จะไม่ได้มากมายอะไรนัก แต่ก็นับว่ามากพอที่จะใช้เป็ทุนในการท่องเที่ยวของคนสองคนได้ แม้เขาจะปฏิเสธไม่รับเช็คของหวู่เฉินเทียนในคืนนั้น แต่เขาก็ไม่รังเกียจที่จะใช้เงินหนึ่งล้านหยวนที่หวู่เฉิงเฟิงเคยให้ไว้
แม้จะเป็เงินเหมือนกัน แต่จุดประสงค์ของผู้ให้นั้นแตกต่างกัน หวู่เฉินเทียนตั้งใจใช้เงินสามล้านดูิ่ศักดิ์ศรีความเป็คนของเขา ในขณะที่หวู่เฉิงเฟิงมอบเงินหนึ่งล้านให้เขาด้วยความซาบซึ้งใจ ที่เขาได้ช่วยชีวิตไว้..
..……
ในวันแรกของวันหยุด เฉินอวี้หลัวไปที่บริษัททัวร์พร้อมกับฉีเล่ย หลังจากทำการสำรองตั๋ว และโรงแรมกับริษัททัวร์แล้ว วันต่อมา ทั้งคู่ก็บินไปมัลดีฟทันที
ในระหว่างที่นั่งอยู่บนเครื่องบิน เฉินอวี้หลัวได้ทอดสายตาลงมองท้องฟ้าสีครามเบื้องล่างผ่านกระจกหน้าต่าง หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็ได้หันมาถามฉีเล่ยถึงอนาคตที่เขาได้วางแผนไว้
เมื่อแปดปีก่อนหน้านี้ ั้แ่เมื่อครั้งที่ฉีเล่ยเขาสกุลเฉินมา เขาก็ไม่ได้ทำงานทำการ อีกทั้งยังถูกสองแม่ลูกที่เคียดแค้น กดข่มไม่ให้เขาได้แสดงความสามารถของตนเองออกมา แต่เวลานี้ ฉีเล่ยกลับสามารถตอบคำถามของหญิงสาวได้โดยแทบไม่ต้องคิด
“ผมก็จะเป็หมอรักษาคนไข้..”
เฉินอวี้หลัวจ้องหน้าฉีเล่ยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามต่อว่า “ถ้าอย่างนั้น รอให้กลับจากมัลดีฟก่อน ฉันจะพานายไปแนะนำกับทางโรงพยาบาล ด้วยฝีมือด้านการแพทย์แผนจีนของนาย รับรองได้ว่า นายต้องได้เป็ถึงตำแหน่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแน่!”
แต่ฉีเล่ยกลับมีสีหน้าลังเลใจ..
บรรพชนสกุลเฉินไม่เพียงมอบความรู้ และทักษะทางการแพทย์ให้กับฉีเล่ยเท่านั้น แต่ยังได้ส่งต่อความกระตือรือร้นที่จะช่วยผู้คนบนโลกนี้ให้กับฉีเล่ยด้วย เพราะฉะนั้น การได้ทำงานในโรงพยาบาล ซึ่งเป็สถานที่ที่เขาจะได้พบเจอผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยในทุกๆวัน จึงนับเป็ความคิดที่ไม่เลว
เพียงแต่ว่า.. ในสถานที่อย่างโรงพยาบาลนั้น นอกจากจะมีระบบที่ค่อนข้างวุ่นวายน่าเวียนหัวแล้ว นอกจากการรักษาคนไข้ ก็ยังต้องคอยคำนึงถึงความสัมพันธ์กับผู้คนในองค์กรอีกด้วย
และสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ฉีเล่ย้า!
หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มก็หันไปบอกกับภรรยาว่า “ขอผมคิดดูก่อน! ไม่แน่ว่า ผมอาจจะมีหนทางอื่นที่ดีกว่านั้น!”
ต่อหน้าเฉินอวี้หลัวผู้เป็ภรรยา ฉีเล่ยยังมีบางเื่ที่ปิดบังเธออยู่..
หลังจากเหตุการณ์ลักพาตัว และหลังจากที่เขาได้ฆ่าคนตายไปหลายคนด้วยมือตัวเองนั้น ฉีเล่ยก็เริ่มรับรู้ได้ว่า จิตใจของตนเองได้เปลี่ยนไป!
เพื่อความร่ำรวยมั่งคั่ง ผู้คนมากมายสามารถเสาะหาเงินทองได้ โดยไม่แยแสต่อชีวิตของเพื่อนมนุษย์ อย่างเช่นหลิวไห่หยางเป็ต้น..
ฉีเล่ยเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ท้องฟ้าสดใส และกลุ่มเมฆสีขาวดั่งปุยนุ่น ภายในใจพลันคิดว่า
‘โรคภัยไข้เจ็บในร่างการมนุษย์ ไม่ยากเลยที่จะรักษาให้หายได้ แต่จิตใจที่ชั่วร้ายของมนุษย์ต่างหาก ที่ยากจะรักษาให้หายได้!’