ชี่หยวนเฟิงเดินทางกลับถึงสำนักมือเปล่า แม้คราบโลหิตยังแปดเปื้อนเสื้อผ้า แต่ไม่หาเด็กหนุ่มมาล้างหน้าเช็ดตัวตามที่พูดไว้ กลับไปคุกเข่ามือห้อยตกอยู่กลางห้องโถงใหญ่
ด้านข้างของโถงมีเก้าอี้แปดตัว สีดำเจ็ดตัว สีขาวหนึ่งตัว เก้าอี้ดำทั้งหมดอยู่ในมุมมืด เมื่อมองไปจึงไม่อาจเห็นหน้าของผู้ที่นั่งอยู่ได้ชัด
ชี่หยวนเฟิงไม่ใส่ใจ ในรองเ้าสำนักทั้งหมด แม้มันอายุมากที่สุด แต่ด้านพลังฝีมือกลับมิได้เข้มแข็งที่สุด ที่ถูกส่งไปทำงานครั้งนี้ เพราะยากจะหาคนในตำแหน่งต่ำกว่ารองเ้าสำนักที่มีฝีมือพอสังหารบุปผาเย้ยจันทราได้ และที่สำคัญคือมันไม่มีความเมตตาต่ออิสตรี
หญิงชราผมขาวโพลนเดินกะโผลกกะเผลกออกมาจากม่านทึบด้านข้าง งกเงิ่นอ่อนแอ สาวน้อยน่ารักสดใสอายุสิบสี่สิบห้าปีคอยประคองแขนไว้มิให้ล้ม คล้ายหลานสาวกตัญญูดูแลท่านยายแก่เฒ่า
คนที่นั่งเก้าอี้ดำทั้งหกไม่มีผู้ใดส่งเสียง
ลำบากท่านมากแล้ว หญิงชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงการุณ
ชี่หยวนเฟิงที่คุกเข่าอยู่มีสีหน้าหน้าเคร่งเครียด เหงื่อไหลจากศีรษะลงมาตามลำคอ พยายามจะคารวะ แต่คงยกมือขึ้นมาได้เพียงข้างเดียว
“ขอแม่เฒ่าโปรดกราบเรียนต่อท่านประมุข ชี่หยวนเฟิงทุ่มเทต่อสู้สุดกำลังไม่ยินยอมให้สำนักเสียชื่อเสียง หากแม้นท่านประมุขเมตตา ขอรับโทษตายแล้วฝังร่างที่หลุมศพผู้กล้าริมผาชมทะเล”
นี่เป็บทลงทัณฑ์อันมีเกียรติ
มันก้มลงโขกศีรษะกับพื้น ด้วยกำลังแรงพอให้กะโหลกแตกสมองกระจาย
หญิงชราพลิกฝ่ามือกลางอากาศ ปรากฎพลังหยุ่นเยียบสายหนึ่งสกัดไว้ ศีรษะของชี่หยวนเฟิงจึงยังไม่บุบสลาย
“เมื่อลงมือเต็มที่ท่านประมุขย่อมทราบ ยี่สิบปีที่ผ่านมาเ้าสร้างผลงานมากมายมิเคยพ่ายแพ้ ครานี้แม้แต่อาวุธคู่กายก็สูญเสียไปย่อมถือเป็เหตุสุดวิสัย ท่านประมุขมีบัญชาให้พักผ่อนหนึ่งวันจากนั้นกักตัวฝึกฝีมือหนึ่งร้อยวัน ทุกวันรับประทานข้าวเปล่าหนึ่งชาม สุราหนึ่งถ้วย เมื่อผ่านพ้นยังคงตำแหน่งเดิม”
เหงื่อของซี่หยวนเฟิงเหงื่อไหลผ่านลำตัวลงไปถึงหัวเข่า ท่านประมุขกลับสามารถรู้ว่ามันาเ็สาหัส ต้องใช้เวลารักษาตัวถึงหนึ่งร้อยวัน
“ฝากแม่เฒ่ากราบขอบพระคุณท่านประมุข แม้ตายไม่ลืมเลือน”
ยุคสมัยราชวงศ์อู่โจว ทางการเข็มแข็งยุทธจักรเฟื่องฟู ฝ่ายธรรมะมีเจ็ดสำนักค้ำยัน ขึ้นชื่อที่สุดคือตระกูลหวง ซึ่งยกตนใกล้ชิดกับวังหลวงสามารถพื้นที่ในเมืองลั่วหยางนับหมื่นมู่ มีศิษย์ในสังกัดเกือบห้าพันคน การเข้าสู่สำนักใหญ่เช่นนี้ ย่อมต้องเข้มงวดกวดขันทั้งเต็มไปด้วยพิธีรีตอง ผู้สมัครส่วนใหญ่ตกคุณสมบัติั้แ่รอบแรก แต่เป็ที่ทราบกันอย่างไม่ทั่วไปว่า หากท่านมีทรัพย์สินเงินทองพร้อมบริจาคเพื่อให้นำไปเป็ทุนรอนใช้สอยผดุงคุณธรรม ย่อมพอมีที่ว่างสำหรับศิษย์หน้าใหม่เสมอ
ส่วนฝ่ายมาร มีเสียงกระซิบร่ำรือถึงสองสำนักใหญ่อันลึกลับพิสดาร หนึ่งไม่เคลื่อนไหว หนึ่งเร่งก่อการ วิธีรับศิษย์เข้าสำนักมิยุ่งยากซับซ้อน ขอเพียงยินยอมกระทำเื่ที่ผู้คนทั่วไปมิยอมกระทำ หรือมีทรัพย์สินเงินทองติดตัวมามากพอ ท่านก็อาจเข้าสังกัดได้ทันที หากประมุขยอมเอ่ยปากท่านอาจดำรงตำแหน่งสำคัญเป็ถึงรองเ้าสำนักได้ั้แ่วันแรกที่เข้ามา หรือหากมีพลังฝีมือเข้มแข็งสามารถโค่นล้มประมุขคนเดิมลงได้ ก็อาจเป็ประมุขพรรคคนใหม่ได้ทันที ปัญหามีเพียงประการเดียว คือคนทั้งหมดที่คิดก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ส่วนใหญ่ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว
สำหรับเป้าหมายที่แท้จริงของพรรคมาร คนนอกย่อมมิอาจทราบได้แน่ชัด แต่หากสำนักหนึ่งไม่ปรากฏที่ตั้งเป็หลักแหล่งแน่นอน แต่สามารถซ่องสุมผู้คนไว้นับหมื่น รวมตัวทั้งมหาโจรปล้นฆ่าหลวงจีนทุศีลหญิงคณิกาปลิ้นปล้อนหรือแม้แต่ฏหลบหนีไว้ด้วยกัน ย่อมถือว่าไม่รวบรัดธรรมดา
แม้แต่ทางการยังต้องจับตามอง
่กลางวันอันคึกคักของลั่วหยาง
สองฝากถนนมีร้านรวงตั้งอยู่มากมาย ลูกสาวชาวบ้านเลือกซื้อผ้าไปตัดเย็บเป็ชุดสวยสำหรับเทศกาลหยวนเซียว (เทศกาลโคมไฟ) บุตรีขุนนางคหบดีเลือกซื้อปิ่นหยกสลักรูปไก่ฟ้าไว้ประดับเรือนผมงาม เสียงต่อรองราคาระคนไปกับเสียงหัวเราะสดใส ซึ่งเหมือนจะดังขึ้นเมื่อมีชายหนุ่มรูปงามเดินผ่านมา ภายหลังทางการปรับลดภาษี การค้าขายก็ยิ่งเฟื่องฟู นอกจากสินค้าพื้นเมือง กองคาราวานต่างถิ่นยังนำของสวยงามแปลกตามาสู่ท้องตลาด
แม้ราชสำนักจะผูกขาดการค้าขายกับต่างชาติ แต่ก็ยังมีตุ๊กตาดินเผารูปสัตว์ต่าง ๆ หลุดรอดมาให้ซื้อหากันได้
บุรุษหนุ่มหน้าตาธรรมดาผู้หนึ่ง เดินโบกพัดไล่ลมร้อนชมความครื้นเครงของเมืองมาเงียบ ๆ มันไม่สนใจซื้อหาสิ่งใด แต่ส่ายตามองร้านอาหารโอชะที่ลูกค้าบางตา นี่เป็หนึ่งในเหตุที่ทำให้ต้องเดินอยู่นานเกินไป จนกระทั่งเหลือบเห็นคำว่า “พิทักษ์ธรรม” เขียนด้วยตัวอักษรสีทองบนป้ายไม้สีดำแขวนอยู่บนซุ้มประตูสีแดงสูงสิบห้าเชี๊ยะสองฟากประตูยืนไว้ด้วยนักบู๊ข้างละสิบคน นี่จึงเป็สำนักใหญ่ที่มีตำแหน่งว่างเสมอ สำหรับผู้ที่พร้อมบริจาคเงินทองผดุงคุณธรรม
ขณะที่กำลังจะเดินผ่านไป รถม้าคันหนึ่งแล่นสวนมา จะเป็ด้วยสารถีไม่ทันสังเกตหรือไม่ระวังสนใจ ม้าตัวหนึ่งจึงวิ่งเฉียดเข้ามาใกล้เกินไป หากเป็ชาวบ้านอาจถูกม้าชนจนเป็อันตราย แต่บุรุษหนุ่มยังเดินตรงไปอย่างร่ำไรอ้อยอิ่ง เพียงโบกพัดเล็กน้อย กลับเป็ม้าตัวนั้นที่เซไปจนชนกับเพื่อนอาชาตัวข้าง ๆ จนปั่นป่วนดึงตัวรถเซออกนอกทาง สารถีผู้ชำนาญต้องรั้งเชือกไว้อย่างฉุกละหุก จึงสามารถควบคุมรถไว้ได้
“ขออภัยคุณหนู ม้าคงใคนเดินเท้า นี่มิใช่เื่ปกติ”
“มีผู้ใดาเ็หรือไม่” เสียงหวานปานกระดิ่งน้อยดังมาจากด้านในรถ พร้อมกับม่านที่เลิกขึ้น
ใบหน้าสวยซึ้งวงหนึ่งโน้มออกมา แววตากังวลห่วงใยด้วยเกรงมีคนาเ็เสียขวัญ ซึ่งความจริงสตรีฐานะเช่นนาง มิจำต้องแยแส
แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นแล้ว
ม้าเทียมรถสะบัดตัวไปมาทำท่าฮึดฮัดขัดใจ ส่งสายตาโมโหมาให้นาง
ห่างออกไปครึ่งลี้ บุรุษหนุ่มเลี้ยวเข้าร้านบะหมี่ริมทางแห่งหนึ่งโดยไม่อาจเลือกมากไปกว่านี้ ด้วยความหิวโหยย่อมยกระดับรสชาติอาหารขึ้นเอง และที่สำคัญมันยังไม่อยากจะตอแยกับม้าตาหวานตัวนั้น
บะหมี่เนื้อตุ๋นชามหนึ่ง หมั่นโถวลูกหนึ่ง
บุรุษหนุ่มวางพัดไว้บนโต๊ะอย่างพึงพอใจ ั้แ่ได้พัดนี้มาชีวิตก็หวานหอมขึ้น นี่จึงเป็พัดที่ดีแม้จะมีราคาเท่าขนมเปี๊ยะไม่กี่ลูก
ของใช้สามัญชน ใยต้องแพงเกินไป
มันลงมือละเลียดบะหมี่ เนื้อตุ๋นเคี่ยวจนเปื่อยนุ่มเส้นเหนียวหนุบมีรสเผ็ดของเครื่องเทศ น้ำซุปหอมอ่อน ๆ ด้วยอบเชยกับโป๊ยกั๊ก กลมกล่อมพอดี โรยด้วยต้นหอมซอยและถั่วงอก ขณะจะหยิบหมั่นโถว ม้าตาหวานก็เดินเข้าร้านมา
ว่ากันตามความตรงนางไม่มีที่ใดละม้ายม้าสักน้อย เพียงแต่ใบหน้าเรียวกว่าสตรีทั่วไปนิดหนึ่งคางกลมมนได้สัดส่วน ผิวหน้าขาวใสราวกับจะมองทะลุได้ ที่โดดเด่นคือนางมีดวงตาสีฟ้าอ่อนหวานเปล่งประกายท้าทาย อาจกล่าวได้ว่าแม้ชั่วชีวิตนางมิได้ฝึกกระบี่สักหนึ่งท่ากระบวนเพลง ก็ยังสามารถทิ่มแทงบุุรุษให้ตกตายได้มากมายด้วยดวงตาคู่นั้น
นางเดินตรงมานั่งลงที่โต๊ะเดียวกันกับบุรุษหนุ่ม กั้นไว้ด้วยหมั่นโถวลูกหนึ่ง
จากนั้นจึงลงมือทิ่มแทงด้วยตาคู่งาม
ตอนนี้บุรุษหนุ่มนึกอยากย้อนกลับไปให้ม้าตัวนั้นเตะเสียให้จบเื่ราว
สำหรับชายชาตรีอกสามศอก หากหยิบพัดขึ้นมาเพื่อบังสายตาประดุจธนูสีฟ้านั่น อาจโดนค่อนขอดว่าอ่อนแอไร้ทางสู้
แต่จะให้รับมือกับประกายท้าทายระคนอ่อนหวานตรงหน้า ก็ยากทานทนได้จริง ๆ
ความอึดอัดเข้าครอบคลุมโต๊ะบะหมี่
หากประสงค์เป็ใหญ่ในยุทธภพ วาจาที่กล่าวย่อมสำคัญ
แต่สุดท้ายบุรุษหนุ่มคิดได้ว่าตนไม่้าเป็ใหญ่เหนือโต๊ะบะหมี่ ดังนั้น เอื้อมมือหยิบพัดแล้วลุกขึ้น
“ท่านเป็ใคร ถึงมาทำร้ายม้าของข้าฯ”
บุรุษหนุ่มชะงักลง
“เพียงแค่ผลักเบา ๆ เท่านั้น”
“แต่นั่นก็ทำให้ม้าใ”
บุรุษหนุ่มถอนหายใจยาว ก่อนยกมือถือพัดขึ้นคารวะ
"หากทำให้แม่นางขุ่นเคือง ข้าพเ้าฝากขออภัยม้าตัวนั้น”
จากนั้นล้วงเงินเหรียญออกมาวางบนโต๊ะเพื่อชำระค่าอาหาร แล้วเดินออกจากร้านบะหมี่ โบกพัดชมตลาดไปตามทาง
ทำเป็ไม่สนใจธนูสีฟ้าที่ทิ่มแทงมาทางด้านหลัง
คิดหลบหนีบ๊วยหวานต้นนี้ เกรงว่าไม่ง่ายนัก