ถังจื่อฉวนเงี่ยหูฟังรอบด้าน ทำท่าทางคล้ายได้ยินอันใด จากนั้นจึงเร่งม้าออกนำหน้าไปก่อน สกุลถังเองก็นิยมใช้สัตว์พิษเช่นกัน แต่แนวทางนั้นแตกต่างไปจากพรรคห้าเซียน สกุลถังเลี้ยงสัตว์พิษเพื่อนำพิษมาใช้จัดทำอาวุธลับ ยาพิษแขนงต่าง ๆ แต่มิได้ใช้สัตว์พิษในการโจมตีอย่างพรรคห้าเซียน จะอย่างไรสกุลถังทราบถึงแนวทางวิชาพิษของพรรคห้าเซียนไม่น้อย
ถังจื่อฉวนหยุดม้าห่างออกมาจากผู้ติดตามหลายสิบก้าว ถังจื่อฉวนประสานมือคารวะไปยังทิศของยอดเขาจุ้ยถิง ผนึกลมปราณกล่าวด้วยเสียงอันดัง
“ผู้เยาว์ ถังจื่อฉวน เป็ตัวแทนของประมุขสกุลถัง เข้าเยี่ยมคารวะสหายพรรคห้าเซียน มิได้มีเจตนารุกล้ำ”
สิ้นเสียงของถังจื่อฉวน คล้ายมีเสียงหัวร่อเบา ๆ ในพงป่ารอบด้าน เสียง “ซี่ ซี่ “ยังคงขยับเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ขบวนของสกุลถังที่อยู่ห่างไปด้านหลัง เริ่มล้อมวงเข้าหากัน มองดูไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง ม้าของเฉวียนหวาฉีมีอาการใ ยกเท้าหน้าขึ้นจนทำให้ หลั่วเซียนหล่นเข้าสู่อ้อมอกของเฉวียนหวาฉีโดยไม่ทันระวัง
“หลั่วเซียน เ้าไม่ต้องกลัว ข้า เออ คนของสกุลถังจะปกป้องเ้าเอง”
เฉวียนหวาฉีตั้งใจจะกล่าวว่า ตนเองจะปกป้องอีกฝ่ายแต่ลืมนึกไปว่า ตนเองถูกพิษที่ยากจะถอน วิชาฝีมือสูญสิ้น อีกทั้งดูไปแล้วหลั่วเซียนที่ดูน่าถนุถนอมนี้ อาจมีวิชาฝีมือสูงส่งกว่าตนเองมากนัก คำที่ว่าปกป้องยังไม่แน่ว่าผู้ใดจะปกป้องผู้ใดก่อน
แต่หลั่วเซียนกลับรู้สึกซาบซึ้งเป็อย่างยิ่ง เฉวียนหวาฉีที่อ่อนแอถึงเพียงนี้ ในยามขับขั้นกลับแสดงธาตุแท้ลูกผู้ชายออกมา นิสัยชอบปกป้องผู้อื่นนี้ ช่างคลับคล้ายบิดาของตนเองยิ่ง หลั่วเซียนหันหน้าไปสบตากับเฉวียนหวาฉี ยิ้มรับเบา ๆ
ท่ามกลางการระแวดระวังของสกุลถัง เสียงคนผู้หนึ่งดังขึ้นจากกลางป่า ฝังดูจากเสียงผู้ที่กล่างเหมือนอยู่ตรงหน้าแต่ก็เหมือนห่างไปหลายสิบหลี้
“พรรคห้าเซียนกับสกุลถัง ต่างไปข้องเกี่ยวกัน ท่านอยู่ของท่าน พวกข้าอยู่ของข้า คำว่าคารวะ คนป่าคนดอยอย่างพวกเราไม่กล้ารับไว้ พวกท่านกลับไปเถอะ”
หลั่วเซียนฟังจากวิชาใช้เสียงพันหลี้ก็ทราบว่าผู้ที่กล่าววาจา สมควรมีตำแหน่งสูงส่งไม่น้อยในพรรคห้าเซียน ดูเหมือนว่าพรรคห้าเซียนกับสกุลถังแม้มิได้เป็ศัตรูกันอย่างในอดีตแต่ก็มิได้คบหาไม่มาหาสู่กัน ถ้าในเวลานี้ ซุนอวี้ เ้าหัวหน้าพรรคห้าเซียนที่คอยตามแต่คนงามอยู่ใกล้ ๆ ก็คงจะดี
ถังจื่อฉวนรีบลงจากหลังม้า ประสานมือคารวะอีกครา กล่าวว่า
“สหายพรรคห้าเซียน ข้าเป็ตัวแทนของสกุลถัง ประมุขสกุลถังมีจดหมาย้าส่งถึงประมุขพรรคห้าเซียน”
ซุนซูเย่ได้ยินว่าสกุลถังมีจดหมายถึงประมุขของพรรคก็เปลี่ยนท่าที ซุนซูเย่เป็ผู้าุโธาตุไม้ รักษาตำแหน่งทิศตะวันออกของยอดเขา วิชาฝีมือสูงเยี่ยม พอได้ยินที่ถังจื่อฉวนกล่าวก็ลอยลงมาจากยอดไม้ เผชิญหน้ากับถังจื่อฉวน
ถังจื่อฉวนสังเกตดูคนของพรรคห้าเซียนผู้นี้ คนอายุราวสี่สิบกว่าปีแต่งกายแบบชาวเขาเผ่าอี้ ใบหน้ามีหนวดเครารกครึ้ม ดวงตาสดใส สวมชุดเขียวประดับด้วยหมุดสีเงิน ดูจากวิชาเสียงพันหลี้ที่ใช้ออก ถังจื่อฉวนยากที่จะเอาชัยได้โดยง่าย
ซุนซูเย่แบมือ “เ้าว่ามีจดหมายให้ประมุขเรา ส่งมาให้ข้า จากนั้นก็กลับไปได้แล้ว”
ถังจื่อฉวนถอยหลังหลายก้าวโดยไว มือยังคงประสานอยู่
“นี่เห็นจะมิได้ ท่านปู่สั่งการว่าจดหมายนี้ต้องมอบให้กับประมุขพรรคห้าเซียนกับมือเท่านั้น”
ซุนซูเย่ยิ้มเยาะ เสือกเท้าตามเข้าหา
“เหอะ คำสั่งประมุขสกุลถังเ้า เหตุใดข้าต้องเชื่อฟัง”
ซุนซูเย่ไข้วมือทั้งสองข้างกระแทกออกโดยพลัน บังเกิดกระแสลมหอบหนึ่งพัดเอาถังจื่อฉวนจนลืมตาไม่ขึ้น คนของสกุลถังที่อยู่ด้านหลัง ต่างพากันส่งเสียง
“คุณชาย นี่เ้า”
“อย่าได้ลงมือ ผู้าุโเพียงทดสอบฝีมือข้าเท่านั้น”
ถังจื่อฉวนนับว่าเฉลียวฉลาด เข้าใจสถานการณ์ ต่อให้อีกฝ่าย้าหักหน้าสกุลถัง แต่หากคนของสกุลถังทั้งหมดลงมือ จะยิ่งทำให้เหตุการณ์ย่ำแย่ลงไปอีก ถังจื่อฉวนไม่ทราบว่าภายในจดหมายนั้นเขียนไว้ว่าอย่างไร แต่ดูจากการที่ท่านปู่ของตนเองให้นำพาเฉวียนหวาฉีมาด้วย แสดงว่าอาจเกี่ยวข้องกับการถูกพิษของเฉวียนหวาฉี
เฉวียนหวาฉีมาอยู่ที่สกุลถังได้ราวครึ่งเดือนแล้ว ในทุกวันจะได้รับการรักษาจากสกุลถัง แต่ผ่านไปนานวัน แม้แต่ประมุขสกุลถังยังอับจนปัญญา ถังจื่อฉวนไม่ทราบว่าเฉวียนหวาฉีกับสกุลถังมีความเกี่ยวข้องใด แต่การที่ท่านปู่ของตนเอง ประมุขสกุลถังลงมือรักษาด้วยตนเอง แสดงว่าสกุลถังไม่แน่ว่าติดหนี้น้ำใจสกุลเฉวียน ถังจื่อฉวนไม่อาจให้การลงแรงของสกุลถังต้องสูญเปล่า
ถังจื่อฉวนแม้กล่าววาจาอ่อนน้อม แต่ยามลงมือรับกระบวนท่ายังคงเข้มแข็งไม่ยอมแพ้ ซุนซูเย่ยกยิ้มอย่างพอใจ ลงมือด้วยความหนักหน่วงกว่าเดิม หลั่วเซียนชมดูจนคันไม้คันมือแต่ไม่อาจทำอย่างไรได้
หลั่วเซียนในเวลานี้มิได้ยึดติดกับพรรคห้าเซียนหรือว่าสกุลถังอันใด ในใจยังนับถังจื่อฉวนเป็สหายไปเสียแล้ว เมื่อมองเห็นว่าถังจื่อฉวนกำลังเสียเปรียบก็อดที่จะเอาใจช่วยมิได้
กระบวนท่าที่ผู้าุโของพรรคห้าเซียนลงมือคือ วิชาฝ่ามือทำลายภูผา สองแขนม้วนวนเป็วงรอบ โจมตีพร้อมกันมิอานุภาพไม่เลว ถังจื่อฉวนใช้วิชาฝ่ามือของตระกูล ฝ่ามือจรดฟ้า แต่กำลังภายในของถังจื่อฉวนดูเหมือนจะด้อยกว่า เมื่อปะทะฝ่ามือกันทำให้ถังจื่อฉวนต้องคอยถอยร่นออกมา
หลั่วเซียนมองดูท่าฝ่ามือจากหลังม้า ส่งเสียงออกมาอย่างช้า ๆ
“ทิศเหนือธาตุดิน แต่ความจริงธาตุไม้ แสดงออกธาตุน้ำแต่ที่จริงแล้วธาตุไฟ ธาตุทองไหนเลยใช่อย่างที่ตาเห็น”
ถังจื่อฉวนได้ยินเสียงของหลั่วเซียน ผู้าุโของพรรคห้าเซียนได้ยินที่หลั่วเซียนกล่าวต้องชะงักไปวูบหนึ่ง จากนั้นลงมือรวดเร็วกว่าเดิม ฝ่ามือทั้งสองที่ในตอนแรกพอจะมองเห็นด้วยตา ตอนนี้รวดเร็วปานจักรผัน
ที่หลั่วเซียนกล่าวเป็หลักการของวิชาฝ่ามือทำลายภูผา ที่ใช้หลักวิชาห้าธาตุ ไม้กำเนิดไฟ ไฟกำเนิดดิน ดินกำเนิดทอง ทองกำเนิดน้ำ น้ำกำเนิดไม้ หากคิดทำลายย่อมต้องแสดงย้อนกลับ นอกจากนี้ยังบกบอกถึงท่าฝ่ามืออีกด้วย ธาตุทั้งห้าหมายถึงทิศทั้งห้า ที่หลั่วเซียนกล่าวยังเป็การบอกถึงกระบวนท่าของฝ่ามือทำลายภูผา
ถังจื่อฉวนเป็ผู้ฝึกวิทยายุทธพอได้ฟังก็บรรลุถึงความหมายที่แฝงเอาไว้ พออีกฝ่ายร่ายรำจนจบกระบวนท่า เริ่มต้นกระบวนท่าที่หนึ่งอีกรอบ ถังจื่อฉวนก็เข้าทำลายด้วยความรวดเร็ว ซุนซูเย่ส่งเสียงดัง เอ้ะ คำหนึ่งจากนั้นพุ่งกายถอยไปด้านหลัง มองดูหลั่วเซียนด้วยสายตาโกรธแค้น
“นี่เ้า มองข้าด้วยเหตุใด ข้าไม่พิสมัยคนแก่คราวปู่อย่างเ้าหรอกนะ” หลั่วเซียนกล่าว
“สหายน้อย เ้ามีสายตาไม่เลว ดูกระบวนท่าฝ่ามือของข้าออก” ซุนซูเย่กล่าวอย่างไม่พอใจ
ถังจื่อฉวนส่งยิ้มให้หลั่วเซียนคราหนึ่ง
“ผู้าุโ ออมมือแล้ว” ถังจื่อฉวนก้มตัวคารวะอีกครา
ซุนซูเย่ยังไม่ยินยอมพร้อมใจ หากกล่าวตามจริงถังจื่อฉวนแม้มีฝีมือไม่เลวแต่หากไม่มีคนสอดปากเข้ามา อีกไม่กี่กระบวนท่าตนเองต้องได้ชัยแล้ว ถือว่าสยบความโอหังของสกุลถังเอาไว้ก่อน กลับถูกเ้าเด็กหน้าอ่อนไม่รู้ความกล่าวแทรกเข้ามาได้
หลั่วเซียนยกยิ้มอย่างพอใจ หันไปกล่าวกับเฉวียนหวาฉี
“พี่หวาฉี ข้าจะลงจากหลังม้า”
“ให้ข้าไปกับเ้าด้วย”
เฉวียนหวาฉีลงจากหลังม้าก่อน จากนั้นจึงประคองให้หลั่วเซียนลงจากหลังม้าอย่างแ่เบา เพราะออกกำลังมากไปเล็กน้อย เฉวียนหวาฉีต้องกลั้นไอจนหน้าแดง เมื่อล้วงผ้าเช็ดหน้าในอกออกมาวับเหงื่อ กลับเป็ผ้าเช็ดหน้าผืนเดิมที่หลั่วเซียนเคยมอบเอาไว้ให้ที่หอน้ำชา
หลั่วเซียนเดินไปด้านหน้าที่ ถังจื่อฉวนกับซุนซูเย่ยืนอยู่ โดยที่เฉวียนหวาฉีเร่งฝีเท้าติดตามมา
“ท่านเป็ผู้าุโกลับคิดลงมือต่อผู้เยาว์ ท่านเอาชนะได้แล้วเป็อย่างไร สกุลถัง้าพบกับประมุขของท่าน ทั้งยังมีจดหมายของประมุขสกุลถังมาด้วย หากนี่เป็เื่สำคัญ มิใช่ท่านกำลังทำให้เสียเื่หรืออย่างไร”
ซุนซูเย่อยู่ ๆ ก็ถูกหลั่วเซียนตำหนิ แม้คิดจะเอ่ยปากแก้ตัวกลับอ้าปากไม่ทันที่อีกฝ่ายกล่าว
“อย่างไร ที่ข้ากล่าวไม่ถูกต้อง ประมุขเ้าก็อยู่ที่นี่แล้ว เ้าก็แก้ตัวกับประมุขเ้าก็แล้วกัน”
ซุนซูเย่ใจหายวาบ ต้องหันมองไปรอบตัว แต่มองหาอยู่นานยังไม่เห็นตัวประมุข ที่หลั่วเซียนกล่าวถึง
“เด็กน้อยเ้า กล่าววาจาอันใด” ยังไม่ทันที่ซุนซูเย่จะกล่าวจนจบประโยค หลั่วเซียนก็ส่งเสียงออกมาอีกครา จนซุนซูเย่สะดุ้ง
“ซุนอวี้ ถ้าเ้ายังไม่ออกมาข้าจะกล่าวเปิดโปงเ้าแล้วนะ”
“หลั่วเซียน สหายน้อยอย่าวู่วามไป ข้ามาแล้ว”
สิ้นประโยคที่กล่าว เงาร่างสีแดงเพลิงก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าของหลั่วเซียน ซุนซูเย่ถอยหลังหลายก้าวประสานมือกล่าว
“ซุนซูเย่ น้อมพบท่านประมุข”
ถังจื่อฉวนไม่เคยเห็นซุนอวี้มาก่อน ที่หอสราญหอมน้อยครั้งที่ซุนอวี้จะปรากฏตัวออกมา ไม่มีใครทราบว่าประมุขพรรคห้าเซียนคนปัจจุบันจะเป็หนุ่มรูปงามอายุน้อยเช่นนี้ ถังจื่อฉวนแม้ประหลาดใจในความอายุเยาว์ของอีกฝ่าย ยังไม่ลืมมารยาทในยุทธภพ ซุนอวี้ในที่นี้มีสักฐานะทัดเทียมกับปู่ของตนเอง ประมุขสกุลถัง
“ผู้เยาว์ ถังจื่อฉวนกราบพบท่านประมุข”
“คุณชายถัง อย่าได้มากมารยาท พวกเราถือเป็เพื่อนบ้านกัน ในเมื่อท่านมาเยือนถึงถิ่น พรรคห้าเซียนย่อมต้องให้การต้อนรับ
ผู้าุโธาตุไม้ “
“บ่าวอยู่ขอรับ” ซุนซูเย่รับคำ
“เ้าส่งข่าวขึ้นไปที่สำนัก ตระเตรียมต้อนรับสหายสกุลถัง ข้าจะขึ้นเขาไปพร้อมกับแขก”
“ขอรับ ท่านประมุข”
ซุนอวี้ส่งสายตามีความหมาย ว่าอย่ากล่าววาจามากความให้กับหลั่วเซียน หลั่วเซียนขยิบตาให้อีกฝ่าย คล้องแขนเฉวียนหวาฉีเดินนำหน้าไปเพื่อขึ้นยอดเขาไปยังพรรคห้าเซียน
ถังจื่อฉวนกับซุนอวี้ ต่างก็ส่งเสียงเรียกหลั่วเซียนพร้อม ๆ กัน
“หลั่วเซียน เ้าเดินนำหน้า รู้หรือว่าพรรคห้าเซียนไปทิศทางใด”
เมืองหลวงเปี้ยนจิง พระตำหนักทักษิณวิเวก
จ้าวเหวียนหย่าน หรือที่ประชาชนมักเรียกขานว่าท่านอ๋องแปดนั้นพระปิตุลาของฮ่องเต้ซ่งเหรินจง ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันของราชวงศ์ซ่ง ท่านอ๋องแปดมีพระชมน์ได้หกสิบแปดชันษา นับว่าชราแล้วแต่ยังทรงต้องช่วยเหลือภารกิจในราชสำนักอยู่อย่างสม่ำเสมอ ในวันนี้ก็เช่นกัน ในห้องทรงอักษร ทรงสนทนาอยู่กับขุนนางวัยกลางคนผู้หนึ่ง
“ท่านอ๋อง ข่าวที่องครักษ์จั่นเพิ่งส่งมา ดูเหมือนจะมีการเคลื่อนไหวที่เมืองเฉิงตู”
ขุนนางวัยกลางคน มีใบหน้าสัตย์ซื่อถือมั่น แววตาสดใสใบหน้าเที่ยงธรรม ไว้หนวดเครายาวราวหนึ่งฝ่ามือ ส่งจดหมายในมือให้กับท่านอ๋องแปดที่นั่งอยู่ด้านตรงข้าม
ท่านอ๋องแปดอ่านจดหมายอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าว
“ในความเห็นของท่าน เื่นี้เกี่ยวข้องกับคดีของไทเฮาหรือไม่”
เมื่อหกปีก่อน เปาเจิ้งผู้ตรวจการเมืองเปี้ยนจิงได้รับจดหมายลึกลับ จดหมายนั้นเขียนมาบนผ้าไหมพร้อมกับผ้าลายัเปื้อนเืเก่าคร่ำคร่าผืนหนึ่ง ในจดหมายบรรยายถึงเหตุการณ์เมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน เมื่อครั้งอดีตฮ่องเต้ซ่งเจินจงยังมีพระชมน์ชีพ พระสนมสองพระองค์ทรงมีประสูติการในคืนเดียวกัน แต่พระองค์หนึ่งโชคร้ายสิ้นพระชนม์พร้อมกับพระโอรสในครรภ์ พระโอรสที่รอดก็คือฮ่องเต้ซ่งเหรินจงในปัจจุบัน
แต่ว่าในจดหมายผ้านั้นกลับบ่งบอกว่า พระสนมที่เข้าใจว่าสิ้นพระชนม์ไปพร้อมพระโอรสนั้นที่จริงยังมีพระชมน์ชีพอยู่ เปาเจิ้งในตอนนั้นยังไม่เชื่อในจดหมาย แต่ก็ส่งองครักษ์จั่นออกไปเพื่อสืบข่าว จนพบกับพระสนมหลี่ในวัดนางชีในเมืองแถบทางใต้ เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจแล้ว จึงถวายรายงานให้กับฮ่องเต้ กลับกลายเป็ว่าพระสนมหลี่ต่างหากจึงเป็พระมารดาที่แท้ของฮ่องเต้ แต่เพราะการสมคบคิดกันของขันที ที่เห็นแก่ประโยชน์ของตนเองถึงกลับลอบสับเปลี่ยนทารก สังหารเชื้อพระวงศ์
โชคดีที่พระสนมหลี่หนี้รอดไปได้ แต่ก็ด้วยการเสียสละชีวิตของขันทีน้อยผู้หนึ่ง
คดีนั้นแม้สุดท้ายแล้วไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลิวไทเฮา แต่ก็ทำให้ฮ่องเต้เ็ากับหลิวไทเฮา ทารกถูกสลับกับพระสนมหลิวในตอนนั้น ฮ่องเต้ในวัยเยาว์ทรงเติบโตขึ้นมาด้วยการดูแลของหลิวไทเฮา ที่ทรงรักราวกับมารดาแท้ ๆ แม้เหตุการณ์นี้จะทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองชืดชาลงไป แต่ในพระทัยของฮ่องเต้ยังทรงเชื่อว่าหลิวไทเฮาในตอนนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
เปาเจิ้งรำลึกถึงเหตุการณ์ในคดี กล่าวตอบว่า
“กระหม่อมว่า คดีสังหารทายาทเชื้อพระวงศ์ในตอนนี้ ไม่น่าจะเกี่ยวกับคดีในตอนนั้น”