บทที่ 22 ลูกศิษย์สายตรง (รีไรท์)
พวกเขาได้พบกับอาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาผู้เรียบง่าย เหยียนชิง
ผู้มีผมสีเงิน และหนวดเครายาวลงมาถึงกลางอก ชายชรานั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือ ถือพู่กันขนหมาป่าไว้ในมือกำลังเขียนอะไรบางอย่าง เมื่อเห็นเหยียนซู่พากลุ่มคนเข้ามา ความประหลาดใจก็ปรากฏบนใบหน้าที่สงบนิ่งของเขา
เซียวหน่วนหยางพบว่าเขาแค่แปลกใจเท่านั้น และไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจหรือดูถูกเสื้อผ้าเก่าโทรมของครอบครัวนางเลย
เพียงแรกพบเ้าก้อนแป้งก็ถึงกับพูดไม่ออก เมื่อเห็นแสงสีทองส่องสว่างอยู่ข้างหลังชายผู้นี้ เป็แสงสีทองเฉพาะผู้มีบุญเท่านั้นถึงจะมีได้
แต่แค่เปิดสำนักศึกษาย่อมไม่เพียงพอที่จะนำบุญมหาศาลมาจนเกิดแสงสีทองนี้ได้
เหยียนซู่ก้าวไปข้างหน้าและอธิบายเสียงเบาก่อนที่จะยื่นหนังสือของเซียวหยวนหลางให้
อาจารย์ใหญ่เหยียนพอใจกับเนื้อหาในหนังสือมาก และพยักหน้าไม่หยุด
แต่ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจผิดเสียแล้ว ชายชราเดินเข้ามาหาเซียวหย่งฝูและชมไม่หยุดปาก “คิดไม่ถึงเลยว่าน้องชายผู้นี้จะเขียนผลงานชิ้นเอกเช่นนี้ในขณะที่ทำงานเป็ชาวนาได้ ข้าเลื่อมใสจริง ๆ”
เซียวหย่งฝูและเหยียนซู่ต่างตกตะลึง ในขณะที่เซียวหยวนหลางยกมือขึ้นมาปิดปากกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น
หลินซื่อก้มศีรษะลงเพื่อจัดระเบียบเสื้อผ้าของหน่วนเป่าแล้วหัวเราะเสียงเบา
ส่วนเซียวจ้งหลางและเซียวเฉินหลางไม่เข้าใจคำศัพท์ที่เป็ทางการสักเท่าไหร่ จึงได้แต่มองซ้ายทีขวาที สงสัยว่าทำไมอาจารย์ใหญ่ถึงชมท่านพ่อทั้ง ๆ ที่เป็พี่ใหญ่ของเขาต่างหากที่เป็คนเขียนหนังสือเล่มนั้น?
มีเพียงเ้าก้อนแป้งที่หัวเราะคิกคักเสียงใสแล้วปรบมือแปะ ๆ ทำให้บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลง
อาจารย์ใหญ่เหยียนดูเหมือนจะตระหนักได้ว่าตนทำบางอย่างผิดพลาด และหันไปมองผู้เป็หลานชาย เหยียนซู่
แต่สายตาก็ถูกดึงดูดโดยเ้าตัวเล็ก มองดูจึงได้รู้ว่าเป็ทารกสวมชุดสีแดง ดวงตากระจ่างใสราวกับพูดได้
ฉลาดและยิ้มแย้ม
เหยียนซู่โค้งคำนับอย่างรวดเร็ว “ท่านปู่ หนังสือในมือของท่านเขียนโดยน้องชายผู้นี้นามว่าเซียวหยวนหลาง และคนผู้นั้นคือพ่อของเขาขอรับ”
อาจารย์ใหญ่เหยียนตบหน้าผาก “ฮ่า ๆ ๆ เป็ข้าที่เข้าใจผิดเอง”
ชายชราหันกลับไปนั่งลง กวักมือเรียกเซียวหยวนหลางให้ก้าวออกมาข้างหน้า “เนื้อหาเหล่านี้มีความหมายลึกซึ้งและละเอียดอ่อนมาก ข้ามีแบบทดสอบให้เ้า มีเวลาครึ่งชั่วยาม*[1]ในการตอบคำถาม เ้าจะทำหรือไม่?”
เซียวหยวนหลางโค้งคำนับ “ทำขอรับ!”
อาจารย์ใหญ่เหยียนพูดถึงหัวข้อสองสามคำแล้วนำกระดาษออกมา ก่อนจะพาครอบครัวที่เหลือไปนั่งพูดคุยและดื่มชาระหว่างรอ
ในขณะนี้เองสกุลเซียวดื่มชาแทบไม่รับรส และไม่รู้จะพูดคุยกับผู้คุมสอบอย่างไร
เซียวหยวนหลางเขียนคำตอบด้วยความรวดเร็ว กลิ่นชาที่ลอยมาตามลมทำให้สงบอย่างน่าประหลาด แทบไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ
เ้าก้อนแป้งค้นพบว่าพี่ใหญ่ของตัวเองมีความเปล่งประกายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะตอนที่ตั้งใจศึกษาหาความรู้ เป็ดังที่พี่สาวเซียน์กล่าวไว้ไม่มีผิด ผู้ชายที่จริงจังจะดูดีมากเป็พิเศษ!
ไม่ถึงครึ่งชั่วยามต่อมา เซียวหยวนหลางก็วางพู่กันลง เงยหน้าขึ้นแล้วพูดกับอาจารย์ใหญ่เหยียน “เสร็จแล้วขอรับ!”
อาจารย์ใหญ่เหยียนไม่ได้พูดอะไร สีหน้าเรียบเฉย พลางเดินไปดูคำตอบอย่างจริงจัง
อยู่ที่บ้านหากไตร่ตรองผิดก็แค่เขียนขึ้นมาใหม่ แต่กับการทดสอบครั้งนี้คือต้องใช้ความสามารถทั้งหมด
ขึ้นอยู่กับจิตใจที่จดจ่อ คลังความรู้ และสมาธิ
หากไม่แน่วแน่เพียงพอ ก็จะได้รับผลกระทบจากคำพูดและการกระทำของผู้อื่นได้ง่าย แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือสมาธิ หากคิดฟุ้งซ่านก็อาจจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างในหัวจนจำอะไรไม่ได้สักอย่าง
เห็นได้ชัดว่าสมาธิและจิตใจของเซียวหยวนหลางผ่านการทดสอบแล้ว
สำหรับความสามารถ เพียงแค่มอง เคราของอาจารย์ใหญ่เหยียนก็สั่นเทา
“ดี! ดี! ดี!”
สกุลเซียวรู้สึกวางใจทันทีที่ได้ยินอาจารย์ใหญ่เหยียนเอ่ยคำว่าดีถึงสามครั้ง
“เป็คำตอบที่มีจิติญญามาก ถ้อยคำก็ซับซ้อนล้ำลึก ไม่คิดว่าเ้าจะมีความคิดเห็นกับหัวข้อง่าย ๆ เช่นนี้ เยี่ยมมาก ฮ่า ๆ ๆ!”
ทันทีที่ชมเสร็จ ชายชราก็หันไปหาเหยียนซู่แล้วกล่าวว่า “รับไปและศึกษาให้ดี!”
ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเหยียนซู่หุบลงอย่างรวดเร็ว ข้ามแม่น้ำได้แล้วก็รื้อสะพานทิ้ง*[2]ทันที!
“อีกครู่ให้เหยียนซู่พาเ้าไปลงชื่อ ค่าเล่าเรียนไม่ต้องจ่าย เ้าสามารถอาศัยอยู่ในหอพักเดียวกันกับเหยียนซู่ได้เลย” อาจารย์ใหญ่เหยียนพูดจบก็คิดลังเลเล็กน้อย “ข้าจะรับเ้าเป็ศิษย์ เ้ายินดีหรือไม่?”
เซียวหยวนหลางตกตะลึงอยู่พักหนึ่ง ตัวแข็งทื่อ พูดอะไรไม่ออก ส่วนเ้าก้อนแป้งพ่นฟองน้ำลายปรบมืออย่างมีความสุข
นางรู้ว่าพี่ใหญ่ของนางเก่งที่สุด!
แม้จะล่าช้าไปหลายปี แต่เพียงอาศัยการลักจำจากซิ่วไฉในหมู่บ้าน และเรียนรู้ด้วยตนเอง นับว่าเป็คนที่มีพร์ทางด้านบุ๋นจริง ๆ
ใครก็ตามที่มีความรู้ย่อมมองออกว่าพี่ใหญ่เป็ม้าพันลี้*[3]
อาจารย์ใหญ่เหยียนลูบเคราแล้วมองไปที่เ้าก้อนแป้ง พลางยิ้มตาหยี “เ้ารู้อย่างนั้นหรือ? เ้าตัวเล็กอายุเท่าไรเอง ฉลาดจริงเชียว!”
เ้าก้อนแป้งตัวน้อยส่งเสียง “แอ๊ะ ๆ” ราวกับเป็การตอบรับคำพูดของชายชรา
ทั้งครอบครัวมองดูหน่วนเป่าด้วยความเอ็นดู ทำให้อาจารย์ใหญ่เฒ่าหัวเราะร่า
“ท่านอาจารย์ใหญ่ ศิษย์ยินยอมขอรับ!” เซียวหยวนหลางยิ้มและตอบอย่างจริงจัง
“เอาล่ะ! เหยียนซู่เขียนจดหมายไปบอกที่เมืองหลวงว่าข้าไม่รับศิษย์แล้ว!”
หลังจากจัดการเื่สำคัญที่สุดในบ้านเสร็จเรียบร้อย ชายแซ่เซียวและภรรยาก็พาลูก ๆ ไปซื้อของต่อ
ก่อนอื่นต้องซื้อชุดให้กับเซียวหยวนหลาง แม้ว่าสำนักศึกษาจะมีเครื่องนอนและเสื้อผ้าให้สำหรับศิษย์ที่เข้าเรียนก็ตาม
แต่เขาไม่สามารถสวมเสื้อผ้าซอมซ่อขาด ๆ แบบนี้ได้อีกต่อไป สำหรับศิษย์สายตรงของอาจารย์ใหญ่ คงจะทำให้อาจารย์ใหญ่เสียหน้ามากกว่า
“แน่นอนว่าเป็คนต้องพึ่งเสื้อผ้า เป็ม้าก็ต้องพึ่งอาน หยวนหลางของพวกเราดูดีจริง ๆ เมื่อแต่งตัวแบบนี้”
พูดถึงชาวนา ก็ถือว่าเป็คนง่าย ๆ
ตอนจ่ายเงินเซียวหย่งฝูก็พบว่าตั๋วเงินที่เจี่ยงอี๋โม่มอบให้เขาจริง ๆ มีมูลค่าสองพันตำลึง
เมื่อมีเงินอยู่ในมือ เขาจึงรู้สึกมั่นใจมากขึ้นที่จะใช้จ่าย
หลินซื่อซื้อทุกอย่างที่คิดได้ให้กับเซียวหยวนหลาง
นอกจากนี้ยังมีสิ่งของสำหรับครอบครัวที่ซื้อกลับมาอีกเป็กอง
เมื่อเ้าก้อนแป้งเห็นรถม้าวิ่งผ่านไปมาบนถนน นางก็กรีดร้องออกมาทันที
ทุกคนไม่เข้าใจและคิดว่านางไม่สบายใจ
มีเพียงเซียวหยวนหลางเท่านั้นที่พอคาดเดาได้ราง ๆ จึงเอ่ยขึ้น “น้องสาวอยากได้รถม้าสักคันใช่หรือไม่”
เ้าก้อนแป้งตัวน้อยบุ้ยปาก ยื่นมือออกไปคว้าเสื้อของพี่ใหญ่ พี่เป็ปากแทนข้า พี่ไม่อยู่บ้านแล้วใครจะเข้าใจข้ากัน!
เมื่อเห็นว่าทั้งเซียวหย่งฝูและหลินซื่อไม่เชื่อ เ้าก้อนแป้งก็กรีดร้องทุกครั้งเมื่อเห็นรถม้าวิ่งผ่าน
ขากลับ แม้จะมีคนน้อยกว่าตอนมาหนึ่งคน แต่ก็ต้องนั่งรถม้าคันใหญ่
เดิมหากลากเกวียนเดินจากหมู่บ้านหลิวกังไปยังในเมืองต้องใช้เวลาถึงสองชั่วยาม
แต่ตอนนี้ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงครึ่งชั่วยามเท่านั้น
ดวงอาทิตย์ยังไม่ตกลับูเา ควันฟุ้งกระจายไปทั่วหมู่บ้าน สุนัขสีน้ำตาลแดงตัวใหญ่บนถนนใกับรถม้าที่แล่นเร็วและเห่าใส่เสียงดัง
ผู้เฒ่าเซียวสงสัยว่าทำไมมีรถม้าคันใหญ่มาจอดหน้าบ้านของตัวเอง พอเขาเห็นหมาป่าขาวราวหิมะะโลงมาจากรถ
“หมาป่าตัวนี้หน้าตาเหมือนกับของที่บ้านเลย!” ผู้เฒ่าเซียวพูดด้วยความแปลกใจ
เมื่อเซียวหย่งฝูได้ยินผู้เฒ่าเซียวพูด ก็หัวเราะจนน้ำตาไหล “ฮ่า ๆ ๆ! ก็หมาป่าบ้านเราน่ะสิท่านพ่อ”
รถม้าไม่เพียงแต่สร้างเสียงอุทาน แต่ยังดึงดูดเพื่อนบ้านคนอื่น ๆ อีกด้วย
หลินซื่อ “วันนี้ไปสำนักศึกษาเพื่อลงชื่อมา หยวนหลางของพวกเราได้กลายเป็ศิษย์สายตรงของอาจารย์ใหญ่ด้วยล่ะ อาจารย์ใหญ่จึงมอบรถม้าให้กับพวกเราหนึ่งคัน”
“สกุลเซียวโชคดีมากที่อาจารย์ใหญ่ยอมรับเป็ลูกศิษย์”
“แม้ว่าเซียวหย่งเหวินจะเป็ซิ่วไฉ แต่อาจารย์ใหญ่ก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาคือใคร”
“ถ้าตอนนั้นเขาให้เซียวหยวนหลางไปเรียนั้แ่แรก ป่านนี้เขาคงสอบผ่านไปนานแล้ว เกรงว่ามีแต่คนอิจฉาเท่านั้นแหละที่ไม่ยอมให้เขาสอบ”
ท่ามกลางความชื่นชมของทุกคน เซียวหย่งฝูก็ดึงรถม้าเข้าไปในลานบ้าน จากนั้นก็เริ่มขนย้ายของ
[1] 1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
[2] ข้ามแม่น้ำได้แล้วก็รื้อสะพานทิ้ง (过河拆桥) แปลว่า ได้ผลประโยชน์แล้วถีบหัวส่ง
[3] ม้าพันลี้ (千里马) หมายถึง บุคลากรชั้นยอด