ยากูซ่าพลังผู้กล้า

    เหมันต์ที่ 26 : ตำแหน่งทรงเกียรติ

            แสงแดดยามเช้าลอดผ่านเข้าผ้าม่านกระทบบนใบหน้าของชายขี้เซาบนเตียงเสียงคลื่นทะเลขับขานพัดพาเข้าฝั่งเป็นท่วงทำนองแห่งการขับกล่อมกลิ่นอายยามเช้าอันสดใสโชยเข้าจมูกบังคับให้ร่างกายขยับเกียจคร้านคล้ายไม่อยากตื่นจากนิทรา

     

            ความฝันอันแสนหวานสิ้นสุดลงด้วยเสียงเคาะประตูรัวขึ้นเสียงดังรีบร้อนของใครบางคนเขาเด้งตัวนั่งเตียงด้วยดวงตาที่ยังไม่ตื่นดีท่าทางง่วงซึมแฝงไปกับท่าเดินคล้ายคนเมา

     

            เสียงร้องโหวกเหวกโวยวายกึ่งตะโกนผสานมาด้วยการเคาะประตูอันหนักหน่วง“เฮ้ยจินตื่นเพื่อน! แย่แล้ววะ แย่แล้ว!”

     

            ชาวหนุ่มเปิดประตูแล้วรับกับแสงแรกไม่ไหวจนต้องยกมือปิดตาหาวถาม“มีอะไรกันแต่เช้า”

     

            เทนตะเปิดเสื้อผ้าออกให้จินดูร่างกายตัวเอง“ดูนี่สิ!”

     

            จินหรี่ตามองข้างหนึ่ง“เล่นอะไรตั้งแต่เช้า ไม่เป็นมีอะไรเลย”

     

            “ใช่ไม่มีอะไรเลย! แผล!แผลหายไปหมดแล้วโว้ย! และดูนี่!”

     

            รอยฟกช้ำและบาดแผลของเทนตะกับมาโคโตะจางหายไร้ร่องรอยคล้ายไม่เคยเกิดขึ้นทุกอย่างเหมือนกลับไปเป็นปรกติได้น่ามหัศจรรย์ใจ แน่นอนว่าสองคนไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทานไปเมื่อคืนนั้นมีมูลค่ามากแค่ไหนในโลกอีกด้าน

     

            “มันก็ดีแล้วนี่ ขอตัวไปนอนต่อละ”ชายหนุ่มพูดโดยไม่เหลือบตามองเรื่องราวอันน่าแปลกประหลาดตรงหน้าเลยด้วยซ้ำ

     

            “เดี๋ยว!”

     

            ยังไม่ทันที่เทนตะจะร้องท้วงประตูตรงหน้าก็ปิดดัง ปัง!บอกกล่าวโดยอ้อมอย่างรุนแรงว่าเจ้าของห้องไม่ต้องการเสวนาสิ่งใดในเวลานี้

     

            เทนตะเอื้อมมือไปข้างหน้าตั้งใจจะทุบประตูมันอีกสักรอบแต่เลือกหยุดไว้กลางคัน “มันไม่ตกใจเลยเว้ย! แต่ช่างเถอะ...ถือว่าดีก็ว่าดี ดีแล้วดีเนอะ ดีแหละ!”

     

            มาโคโตะได้แต่ยืนนิ่งข้างหลังเพื่อนตัวเองแม้สงสัยในตัวยาแต่กลับไม่พูดสิ่งใดให้เหนื่อยเปล่าผลกระทบทั้งหมดตกไปยังเทนตะที่บ่นพึมพำกับตัวเองเข้าใกล้เขตแดนคนบ้าเข้าไปทุกที

     

            ส่วนตัวเจ้าต้นเหตุกลับนอนหลับปุ่ยเสียสนิทไม่สนใจเรื่องราวภายนอกเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงสายจินจึงเดินออกจากห้องมาด้วยใบหน้าอันสดใสแห่งการนอนเต็มอิ่มดวงตาชื่นชื่มซ่อนอยู่ภายใต้แว่นตาสีดำ

     

            เทนตะพูดเสียงดัง“เฮ้ยจิน! ทางนี้!”

     

            ชายหนุ่มหันไปตามเสียงเรียกพบว่าเทนตะกับมาโคโตะนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวที่พวกเขานั่งกันเมื่อคืนเบื้องหน้าเต็มไปด้วยขนมขบเขี้ยวและน้ำอัดลมหลากรสถือว่าสองคนสองหน่อเลือกจุดยุทธศาสตร์ได้ดี ขอบสนามแห่งการถ้ำมองอยู่ตรงนั้นโดยแท้

     

            ชายหนุ่มเดินเข้านั่งด้านข้างที่ว่างเว้นไว้“คนอื่นล่ะ”

     

            “ตื่นปุ๊บก็ถามหาสาวปั๊บกับพงกับเพื่อนนี่ไม่มี! เฮ้อ…” เทนตะส่ายหน้าพลางถอนหายใจ

     

            “ไอ้คนที่ถอนหายใจต้องเป็นฉันมากกว่าแล้วแผลหายดีหมดแล้วเหรอ”

     

            “หายแล้วดิ ถึงไม่รู้ว่าหายได้ไงแต่รู้สึกฟิตราวกับโดฟยามาเลย”เขาไม่พูดเปล่ายังเปร่งกล้ามแขนโชว์เพื่อนไปหนึ่งดอก

     

            “แล้วรู้เหรอว่าโดฟยาคืออะไรหรือว่าลองแล้ว”

     

            เทนตะโวยวายรับกับการส่ายหน้าของมาโคโตะ“เปรียบเปรยโว้ย!นี่จิตใจของแกจะไม่แปลกใจเลยเหรอวะเนี้ยที่เพื่อนหายได้เพียงข้ามคืน!”

     

            “ตกใจก็เท่านั้นผลลัพธ์มันออกมาดีก็พอแล้ว หรืออยากกลับไปเจ็บตัวอีก”จินยักไหล่ให้หนึ่งทีก่อนสนใจแต่ภาพตรงหน้า

     

            “เอ่อ...ไม่ดีกว่าแต่มันก็อดแปลกใจไม่ได้จริงๆ”

     

            แม้ท่าทีของจินจะไม่สนใจคำพูดกับความสงสัยของเทนตะแต่ความในใจกับโล่งอกที่เพื่อนเขาไม่มีผลข้างเคียงชายหนุ่มตัดสินใจด้วยตัวเองอยู่นานในการหยิบยื่นยาสองเม็ดนั้นให้ ถึงจะมั่นใจ 9 ส่วนว่าปลอดภัย แต่ไม่อาจดูหมิ่น 1ส่วนแปรผันไม่ได้

     

            เทนตะชะงักเมื่อจู่ๆ เกิดขึ้นอะไรออก“หรือว่าเป็นถั่วสวรรค์ นายไปปล้นเทพเจ้ามาใช่ไหม”

     

            “มั้ง”

     

            “เฮ้ย! จริงดิงี้นายปล่อยคลื่นพลังได้น่ะสิ”

     

            “…”

     

            จินมองหน้าเทนตะนิ่งไม่ตอบแล้วเขาหันไปอีกทางไม่สนใจสักพักหัวข้อการสนทนานี้ก็ตกไปพร้อมกับการนั่งกินลมมองสวรรค์บนชายหาด

     

            จินถามซ้ำเข้าไปอีก“แล้วตกลงคนอื่นไปไหน”

     

            “เห็นบอกว่า ความลับของผู้หญิงเลยไม่ได้ถามต่อ”

     

            “สนิทกันขนาดนั้นแล้วสินะ”

     

            ตามแผนแล้วช่วงเวลานี้เป็นเวลาส่วนตัวของทุกคน อยากซื้ออะไร อยากไปไหน หรืออยากทานอะไรจินให้โอกาสทุกคนได้ทำตามใจอยากเต็มที่ แน่นอนว่าต้องมีมากิกับสแตนไปด้วยเสมอ

     

            ฉับพลันสายตาของชายหนุ่มเหลือบไปเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนเดินดุ่มๆเข้ามาด้วยใบหน้าจริงจัง เสื้อผ้าหน้าผมดูคุ้นตา

     

            เทนตะลุกขึ้นเตรียมความพร้อมก่อนเป็นคนแรก“หรือว่าพวกมันจะมาเอาคืน?”

     

            “ไม่ลองถามพวกนั้นดูล่ะ”จินเอามือเท้าแก้มหันมองพวกแก๊งซิ่ง ใบหน้าเรียบนิ่งไร้อารมณ์โน้มเอียง

     

            ชายหัวตั้งสีเหลืองหน้าตาบูดบวมฟกซ้ำเดินนำลูกน้องในมือไร้ซิ่งอาวุธเครื่องทุ่นแรง แต่ด้วยความมากันเยอะทำให้คนพบเห็นต่างหลีกเลี่ยงไม่อยากมีปัญหาเหตุการณ์เมื่อวานเย็นยังคงสลักอยู่ในดวงจิตดวงใจใครหลายคน

     

            “ต้องการอะไรเหรอครับ”

     

            ชายหนุ่มนัยน์ตาสีทองถามขึ้นเพราะเขาจับสัมผัสอันตรายจากกลุ่มคนตรงหน้าไม่ได้เลยรังสีอาฆาตมาดร้ายไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว สร้างความแปลกใจให้กับเขาอยู่ไม่น้อย

     

            ทันใดนั้นกลุ่มคนชุดขาวทิ้งตัวคุกเข่าลงกับที่เสียงดังด้วยความพร้อมเพรียงกันเกิดความเงียบอันโกลาหลทำเอาทุกคนแตกตื่นตกใจ

     

            เทนตะอุทานในเวลาเดียวกัน “เฮ้ย!”

     

            ชายทั้งยี่สิบคนต่างประสานเสียงพูดกันเสียงดังเสียงเดียว“พวกเรากลุ่มพิราบขาว ขอให้คุณมาเป็นหัวหน้าคนใหม่!”

     

            จินกับเทนตะร้องตกใจพร้อมกันดัง หา!ส่วนมาโคโตะเบิกตากว้างนิ่งค้าง

     

            ชายทรงผมจิ๊กโก๋หัวตั้งสีเหลืองเงยหน้าขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงขอร้อง“ได้โปรดมาเป็นหัวหน้าพวกเราด้วยเถอะครับ!”

     

            จินทำหน้าลำบากใจตามเรื่องราวไม่ทัน“ไม่มาหาเรื่องกันก็ดีแล้ว ยังไงก็ลุกขึ้นก่อนเถอะ พวกผมงงกันไปหมดแล้วแล้วช่วยเล่าให้ฟังหน่อยมันเกิดอะไรขึ้น”

     

            กลุ่มพิราบขาวทุกตามคำพูดของจินโดยง่ายไร้ซึ่งการโต้แย้งอวดดีรุนแรงเหมือนเมื่อวาน

     

            “มันคือกฎของพวกเราเรื่องมันมีอยู่ว่า...”

     

            แล้วชายหัวตั้งสีเหลืองหรือไคนุก็เล่าเรื่องราวความเป็นมาของกลุ่มพิราบขาวที่ยาวนานและสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นซึ่งพวกเขาทั้งหมดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันต่างยึดถือความแข็งแกร่งเป็นที่สุดหากชายคนใดมีความแข็งแกร่งมากกว่าทุกคนในกลุ่ม คนนั้นก็จะถูกเสนอชื่อให้เป็นหัวหน้า

     

            จินใช้ช่องโหว่แรกในการหนีรอด“แต่ผมไม่ได้เข้าร่วมกลุ่ม”

     

            “นั่นเป็นกรณีพิเศษครับพวกเราเห็นแล้วว่าคุณต่อสู้ได้เก่งแค่นั้นพวกเราเชื่อว่าคุณยังไม่ได้เอาจริงด้วยซ้ำ โปรดให้พวกเราติดตามคุณไปด้วยเถอะครับ”

     

            ทันทีที่ไคนุกล่าวเสร็จคนที่เหลือก็พูดพร้อมกันตามเสียงดัง “โปรดให้เราติดตามไปด้วยเถอะครับ!!”

     

            จินพูดเสียงดังฟังชัด “ผมขอปฏิเสธ”พร้อมกับการพยักหน้าของเทนตะกับมาโคโตะซึ่งเชื่อในการตัดสินใจของเพื่อนเขาทำเอาเหล่าคนตรงหน้าทำหน้าเหลอหลากันทันทีอย่างนึกอึ้ง

     

            ไคนุทำหน้าน่าสงสารแล้วพูดถาม“ทำไมล่ะครับ”

     

            เพราะเท่าที่มีก็ปวดหัวแล้วยังไงล่ะ จินอยากจะพูดเกินคณา แต่เขากลืนคำเหล่านั้นลงคอไป

     

            “เลือกได้ผมขอหลีกเลี่ยงเรื่องต่อยตี”

     

            “พวกเราจะทำตาม!”กลุ่มพิราบขาวตอบพร้อมเพรียงกันอีกครั้ง

     

            “ผมไม่ค่อยชอบมอเตอร์ไซค์เสียงดัง”

     

            “พวกเราจะเดินแทน!”

     

            “ผมไม่ชอบไว้ผมตั้ง”

     

            “พวกเราจะโก้นผมทิ้ง!”

     

            “ผมไม่อยากรับตำแหน่งอันทรงเกียรตินั้นของพวกคุณ!”

     

            กลุ่มพิราบขาวทำหน้าทำตาเว้าวอน“ได้โปรดเถอะครับ!” จินปั้นหน้ายากเหมือนเจอไคนุใช้ลูกเล่นกอดขา

     

            เทนตะกับมาโคโตะยิ้มแห้งมองหน้าจินพวกเขาไม่รู้ว่าต้องแก้ไขเรื่องอันน่าปวดหัวนี้ยังไงกันปฏิเสธทั้งทางตรงทางอ้อมก็แล้ว พวกนี้กลับไม่มีทีท่าจะยอมโดยง่าย

     

            “ถ้าผมเป็นหัวหน้า ผมจะยุบแก๊งนี้ทิ้ง”

     

            แก๊งพิราบขาวพอได้ยินคำขาดแรกเข้าก็นิ่งกันไปเป็นระเบียบแต่ความกดดันตกไปอยู่กับจินเสีย เพราะดวงตาแห่งความเด็ดเดี่ยวนับยี่สิบที่ส่งมา

     

            “เฮ้อ...ต่อยตีกันไปมีแต่เจ็บตัวเปลืองทรัพย์สิน พวกคุณอยากจะมีชีวิตแบบนั้นไปจนตายกันเหรอยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว บ้านเมืองมีขื่อมีแป กฎหมายจะเล่นงานพวกคุณเอาสักวันลองคิดดูสิ...มันคุ้มแล้วเหรอ” พูดเองเจ็บเองเป็นเช่นไร จินเข้าใจถึงจุดนี้แล้ว

     

            ไคนุกล่าวจากข้อเท็จจริง“นอกจากเรื่องต่อยตีแล้วพวกเราก็ทำอะไรได้ไม่ดีกันเลยครับหากถอนตัวออกไปคงไม่เป็นที่ต้องการของสังคมแน่”

     

            เริ่มแรกกลุ่มพิราบขาวเกิดจากการรวมตัวของคนโดนกีดกันจากสังคม ถูกบรรทัดฐานแห่งความจริงตัดสินความไม่ยุติธรรมของเงินตราทำให้ชีวิตใครหลายคนในที่นี้ผกผันกลับสู่ความโดดเดี่ยวไร้ซึ่งความช่วยเหลือพวกเขาจึงต้องช่วยเหลือกันเอง

     

            จินชี้ไปยังด้านหลังพวกเขา “นั่นไงล่ะ”พวกพิราบขาวหันมองตามกันทันที

     

            ไคนุและพวกพ้องหันกลับมามองจินพร้อมทำหน้ามึนงง“อะไรครับ ไม่เห็นมีอะไร!?”

     

            “ไม่เห็นจริงเหรอสิ่งที่พวกคุณรักนั่นไงล่ะ”

     

            ไคนุทำตาโตพูดขึ้น“สิ่งที่พวกเรารัก…รถมอเตอร์ไซค์งั้นเหรอครับ”

     

            “ใช่ ทำมันให้ดีเสียสิ หากพวกคุณทำได้ผมจะหาช่องทางการตลาดให้ อีกอย่างหากเป็นไปได้สวยผมจะนำพามันเข้าสู่สนามแข่งขันไปพร้อมกับพวกคุณ”

     

            ไคนุทำหน้าปั้นยาก “แต่ว่า…”

     

            “เรื่องงบไม่ต้องห่วงพวกคุณหาทำเลและโทรไปเบอร์นี้บอกว่าผมมอบบัตรนี้ให้”จินยื่นนามบัตรของชาโต้ให้ไคนุ ซึ่งเป็นการ์ดสีดำสลักด้วยชื่อ ตำแหน่งและเบอร์โทรด้านหน้า ด้านหลังเป็นรูปมังกรยุโรปสีทองสยายปีกคำรามอยู่

     

            ไคนุเบิกตากว้างเมื่อเห็นสัญลักษณ์ด้านหลังบัตรเกิดอาการนิ่งค้างคล้ายเจอผีกลางวันแสกๆ

     

            “คุณมาจากแก๊งมังกรคำราม!?ละ แล้วนี่บัตรของหัวหน้าแก๊งนี่ครับ!”อาการช็อกเล่นงานลิ้นของชายหัวเหลืองไปเป็นที่เรียบร้อยกว่าใครหลายคนจะจับใจความได้ก็เกิดอาการแตกตื่นกันทั่วหน้าซึ่งพวกเขายังเชื่อว่าชาโต้ยังคงเป็นหัวหน้าแก๊งอยู่

     

            “อะไรประมาณนั้น ละมั้ง”จินไม่รู้จะบอกยังไงว่า ตัวเขานี่แหละเป็นหัวหน้าแก๊งหากพูดแบบนั้นเดี๋ยวพวกนี้จะกัดฟันตัวเองตายเอา

     

            ไคนุและพวกพ้องต่างก้มหัวขอบคุณกันจ้าละหวั่น“ขอบคุณมากครับๆ แต่ว่าทำไมคุณถึงดีกับพวกเราแบบนี้! ทั้งๆ ที่…”

     

            จินเกาแก้มพูดในสิ่งที่คิดออกมา“เอาเข้าจริง...ผมต่างหากที่ทำร้ายพวกคุณอีกอย่าง...แค่คิดว่าหากเป็นแบบนี้ต่อไปพวกคุณก็จะก่อเรื่องทำให้คนอื่นจะเดือดร้อนอีก สถานที่แห่งนี้ไม่ควรมีเรื่องวุ่นวาย เห็นด้วยไหม?พวกคุณมีโอกาสได้กลับตัวกลับใจแล้วก็ทำสิ่งดีๆ เข้าไว้เถอะเพื่อเป็นประโยชน์แก่ตัวเองกับคนรอบข้างบ้าง”

     

            เทนตะกับมาโคโตะจับต้นชนปลายไม่ถูกไหนจะแก๊งพิราบขาว ไหนจะแก๊งมหาอำนาจอย่างมังกรคำรามอีกทั้งสองน็อคหัวหลุดไปเสียแล้ว ได้แต่ทำหน้ามึนๆ ซึ้งๆ ผสมปนเปกันมั่วซั่ว

     

            เหมือนเห็นแสงที่เดินตามหามานานสาดส่องยังอุโมงค์อันมืดมิดหลายคนหมดหวังแล้วกับการทำดีแล้วได้ดีพอได้ฟังถึงตรงนี้ต่างพากันโขกศีรษะกับพื้นเสียงดัง ปัง!เล่นเอาคนรอบข้างตื่นตกใจร้องกรีด

     

            ไคนุกล่าวเสียงดังให้คำสัตย์ปฏิญาณเลือดกลางหน้าผากเป็นพยาน “พวกเราไม่รู้จะขอบคุณยังไงดี มีแต่คำสัญญาเท่านั้นพวกผมจะทำมันให้ดีที่สุด! ไม่ให้คุณผิดหวังแน่นอนครับ!!!”

     

            คนที่เหลือกล่าวเสียงดังเช่นกัน“จะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอนครับ!”

     

            จินไม่มั่นใจว่าพวกนี้จะสงบเสงี่ยมกันไปได้อีกนานแค่ไหนแต่ก็หวังเชื่อลึกๆ ภายในจิตใจว่าทุกคนย่อมเป็นคนดีแค่สังคมกับสภาพแวดล้อมทำให้พวกเขาทิ้งตัวตนไปเท่านั้น

     

            “เยี่ยม! อย่าทำให้ผิดหวังเด็ดขาดไม่งั้นจะเอาคนของแก๊งมาถล่มนะ”

     

            ประโยคกล่าวทีเล่นทีจริงของจินเล่นเอาทุกคนต่างลอบกลืนน้ำลายดังอึก

     

            ถึงแบบนั้นพวกเขาก็ไม่ยอมแพ้ฉายแววมุ่งมั่นอยู่ในดวงตา “ครับ!”

     

            เหตุการณ์คลี่คลายด้วยความสงบเรียบง่ายสิ้นบทสนทนากลุ่มแก๊งพิราบขาวขอตัวกันไปดูทำเลตำแหน่งในการสร้างธุรกิจอำนาจสั่งการเบื้องต้นกลับไปอยู่ในมือของไคนุจินแลกเบอร์โทรพวกนั้นไว้บวกกับกำชับหนักแน่นว่าอย่าทำให้ใครเดือดร้อนไม่งั้นตนนี่แหละจะมอบความทรมานให้พวกเขากับมือเอง

     

            เทนตะเดินมากระดี๊กระด๊าด้านข้างพลางนวดไหล่ให้จินด้วยท่าทางหมั่นไส้“เท่จังเลยตัวเอง”

     

            “ออกไปไกลๆ เลยเทนตะ ถ้าไม่อยากโดนถีบ”

     

            “ฮ่าๆๆว่าแต่ทำไมนายไม่รับตำแหน่งหัวหน้าพวกเขาไปละ”เทนตะแม้จะเข้าใจจินแต่ก็อยากลองถามดู

     

            จินพูดด้วยใบหน้าเหนื่อยๆ“ฉันไม่อยากเพิ่มภาระให้ตัวเอง แค่นี้ก็วุ่นวายจนปวดหัวอยู่แล้ว”

     

            เทนตะกับมาโคโตะมองหน้ากันมึนงง“วุ่นวายอะไร?” พอเห็นจินเดินจากไปก็ตะโกนเรียกตามหลัง

     

            จินโวยวายเสียงดัง“แค่คิดถึงตอนกลับก็อยากจะบ้าตายแล้วโว้ย!” ท่าทางเหมือนผีเข้าเล่นเอาเทนตะกับมาโคโตะกระโดดถอยหลังหนี ใบหน้าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

     

            “เป็นอะไรของมัน…เฮ้ยจิน!กินยาลืมเขย่าขวดอีกแล้วเหรอ!”

     

            “โว้ยยยยยยยยย!”

    คล้ายกับเรื่องยากูซ่าพลังผู้กล้า ที่คุณอ่าน