
ปีวราไปถึงฟาร์มหอยมุกเหมือนทุกวันมีนายดำเกิงเข้ามาดูแล ให้ข้อมูลการทำงานอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดจะไม่ได้เข้าหูเธอสักเท่าไหร่ เมื่อขณะนี้ใจเธอกลับจดจ่อไปทางฝาผนังเพื่อมองนาฬิกาเป็นระยะ
จากสายจนถึงเที่ยงทุกคนต่างแยกย้ายกันไปทานมื้อกลางวัน ก็ยังไม่เห็นแม้เงาของคนที่เธอกำลังเฝ้ารอในที่สุดความสงสัยก็ทำให้ออกปากถามกับนายดำเกิงไปว่า
“วันนี้นายหัวน้อยของเธอได้บอกหรือเปล่าว่าจะเข้ามากี่โมง”
เธอปรับสีหน้าให้เป็นปรกติทั้งที่ใจเต้นตึกตักประหลาดแล้วคำตอบของนายดำเกิงก็ทำให้เธอหงุดหงิดมากขึ้นกว่าเก่า
“อ้าว!นายหัวน้อยไม่ได้บอกกับนายหญิงหรือครับว่าวันนี้จะไปสำรวจที่โรงงานฟาร์มไข่มุกบนฝั่งกับคุณณรงค์ไม่ได้มาที่นี่...ตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นแล้วครับ”
หญิงสาวตอบแก้เก้อออกไปว่า “อ๋อ...เขาบอกฉันแล้วล่ะแต่พอดีฉันลืม”
แล้วเธอก็ไม่มีแก่ใจที่จะอยู่เรียนรู้งานส่วนใดเพิ่มในช่วงบ่ายเดินลงจากเรือนรับรอง ค่อยๆลัดเลาะไปตามชายหาด มองเห็นเรือเร็วของนายเกลี้ยงจอดอยู่พร้อมกับที่เจ้าตัวกำลังสนทนาอยู่กับเด็กหนุ่มอ่อนวัยกว่าอีกรายเธอจึงก้าวไปยืนริมชายหาด ใกล้คนทั้งคู่
เมื่อเด็กหนุ่มรายนั้นหันกลับมาที่แท้ก็คือลูกชายของสุธาสินีนั่นเอง
นายเกลี้ยงเห็นเธอก็ยิ้มยิงฟันอย่างเคย“นายหญิงมาพอดี ผมกำลังคิดว่าจะลงไปตามที่บนเรือน”
“มีอะไรหรือเปล่าล่ะ” เธอยกมือขึ้นป้องแดดที่ส่องเข้าหน้าเพราะไม่ได้หยิบหมวกปีกติดมือลงมาจากเรือนด้วย
“ก็คุณไป๋นี่ไงครับ...ขอให้ผมมาส่งที่ฟาร์มบอกว่าจะมาหานายหญิง”เจ้าตัวหันไปยิ้มให้หนุ่มรุ่นน้องวัยไล่เลี่ยกับนายเกลา ผู้เป็นน้องชาย
“ถ้าอย่างนั้นก็เข้าไปคุยในที่ร่มๆเถอะฉันร้อน”
สาริศ เด็กหนุ่มวัยสิบห้าเศษจึงเดินตามสะพานไม้จนถึงเนินทราย ก็พลุ่งตัวกระโดดลงมา ส่วนนายเกลี้ยงนั้นขอตัวอ้างว่าทางฝั่งติดต่อเข้ามาว่ามีลูกค้าจะใช้บริการ
เมื่อปีวราอยู่กับสาริศตามลำพังในนาทีแรกนั้น ต่างเงียบงันกันทั้งคู่...ต่างคนต่างมองไปยังทะเลสีเขียวอมฟ้าซึ่งต้องแดดเป็นประกายระยับราวกับกำลังเต้นระบำไปตามจังหวะเสียงคลื่นลม
เด็กหนุ่มเป็นฝ่ายทิ้งตัวลงบนพื้นทรายใต้ต้นหูกวางขนาดใหญ่ซึ่งขึ้นเหนือเนินดิน เขาชันเข่าใช้คางเกยเหนือหัวเข่ามือข้างหนึ่งหยิบเศษกิ่งไม้ใกล้ตัวขึ้นมา แล้วเขี่ยลงบนผืนทรายวนไปมาขณะที่ดวงตารียาวมองการเคลื่อนไหวของมืออย่างเหม่อลอย
ปีวรามองเด็กหนุ่มซึ่งไม่ต่างจากคนแปลกหน้ายังไม่ทันไร เจ้าตัวก็เปรยขึ้นคล้ายไม่ได้ต้องการคำตอบว่า “พี่อยู่ที่นี่มานานแล้วเหรอครับ”
เธอพินิจมองกิริยาท่าทางของคู่สนทนาอย่างถี่ถ้วนแล้วตอบกลับขณะที่ทรุดกายลงนั่งกับพื้นทรายข้างๆกัน “อยู่มาสิบกว่าปีแล้วถามทำไมเหรอ”
มือข้างที่จับกิ่งไม้หยุดชะงักลงแล้วหันมาสบตาเธอ โดยไม่ได้ตอบ แต่กลับตั้งคำถามใหม่ขึ้นอีก “พี่เบื่อไหมถ้าต้องอยู่บ้านเดียวกับคนที่ไม่ชอบขี้หน้ากัน”
คำถามที่แสนธรรมดา กลับจี้ใจดำเข้าพอดีจนทำให้เธอแทบสะอึก...ไม่เชื่อว่า เด็กหนุ่มผู้เงียบขรึมนับแต่เจอในตอนเช้ายังจับความรู้สึกของเธอที่มีต่อคนในครอบครัวได้ ที่สำคัญไม่คิดว่าเขาจะกล้ายิงคำถามกับเธอตรงๆทั้งที่ไม่เคยได้รู้จักมักจี่กันอย่างสนิทสนม
เธอจึงเลี่ยงที่จะไม่ตอบและเบนความสนใจออกไป “เห็นนายเกลี้ยงบอกว่าเธอจะมาหาพี่ มีอะไรหรือเปล่า”
เขากลับไปเขี่ยกิ่งไม้ตามเดิมและตอบแบบแกนๆ “ไม่มี ก็แค่อยากจะไปให้พ้นจากแถวๆนั้น...”
เพียงได้คุยไม่กี่ประโยคปีวราก็จับความรู้สึกของาสาริศได้หลายส่วน...เขาเป็นคนค่อนข้างเงียบขรึมก็จริงแต่ในความเมินเฉยนั้น กลับช่างสังเกตความเป็นไปรอบตัวอย่างมีนัยและจุดสำคัญอย่างเห็นได้ชัด คือเขาเป็นคน ‘เก็บ’ ความรู้สึกบางอย่างในใจ ซึ่งเธอก็ยังเดาไม่ถูกว่าเป็นไปในทิศทางใด
ดังนั้นหญิงสาวจึงคิดจะลองใจ ‘ล้วง’เอาความรู้สึกของเขาออกมา เพื่อปูทางไปสู่ความคลางแคลงในตัวสุธาสินีกับนายหัวผู้มีพระคุณ
เธอจึงย้อนรอยกลับไปยิงคำถามเดียวกัน เหมือนเด็กหนุ่มถามเธอเมื่อครู่ว่า “พี่มีความรู้สึกว่าเธอไม่อยากมาอยู่ที่นี่เธอไม่ชอบขี้หน้าใครหรือเปล่า”
เด็กหนุ่มหันกลับมามองดวงตาที่ว่างเปล่ากลับแดงก่ำจนน่าตกใจ พลันลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ขว้างกิ่งไม้ในมือออกไปสุดแรงโดยไม่ตอบคำถามของเธอ แต่กลับสาวเท้าหนีไปตามผืนทรายที่มุ่งตรงไปยังฟาร์มมุก
ปีวราได้แต่มองตามแผ่นหลังของเด็กหนุ่ม...ในความไม่เข้าใจอาการของเขามีความเข้าใจกระจ่างแจ้งอยู่สิ่งหนึ่งคือสาริศต้องจำเพาะเจาะจงเกลียดขี้หน้าใครสักคนในตระกูลสมบูรณ์พูนผล
เธอจะต้องถามให้รู้จงได้เพราะถ้าเป็นบุคคลที่เธอคาดเดา...มันก็มีความเป็นไปได้ ว่านั่นล่ะคือ ‘จุดอ่อน’ที่เธอจะนำไปสู่การเอาคืน
...............................................................