เดิมแผ่นดินเมืองจีน ทั้งปวงนั้นเป็สุขมาช้านานแล้วก็เป็ศึก ครั้นศึกสงบแล้วก็เป็สุข มีพระมหากษัตริย์ทรงพระนามพระเ้าจิวบูอ๋อง๑ แลพระวงศ์ได้เสวยราชย์ต่อ ๆลงมาเป็หลายพระองค์ ได้ความสุขมาถึงเจ็ดร้อยปีจึงมีผู้ตั้งแข็งเมืองถึงเจ็ดหัวเมือง ครั้งนั้นพระเ้าจิ๋นอ๋อง ได้เสวยราชย์ในเมืองจิ๋นก๊กให้ไปตีเอาหัวเมืองทั้งเจ็ดนั้นเข้าอยู่ในอาณาจักรพระเ้าจิ๋นอ๋องทั้งสิ้น๒
ครั้นอยู่มาพระเ้าจิ๋นอ๋องเสียแก่ ฮั่นฌ้อแล้ว ฮั่นโกโจ กับ ฮั่นฌ้อ รบกัน จึงได้ราชสมบัติแก่ ฮั่นโกโจ ฮั่นโกโจแลพระราชวงศ์ได้เสวยราชสมบัติต่อๆ มาในแผ่นดินจีนนั้นถึงสิบสององค์ มีขุนนางคนหนึ่งชื่อ อองมัง เป็ขบถชิงเอาราชสมบัติได้เป็เ้าแผ่นดินอยู่สิบแปดปีแล้วจึงมีหลานพระเ้าฮั่นโกโจชื่อ ฮั่นกองบู๊ จับ อองมัง ฆ่าเสียชิงเอาราชสมบัติได้เสวยราชย์สืบวงศ์มาสิบสององค์พระองค์ได้เสวยราชย์ที่สุดนั้น ทรงพระนามว่า พระเ้าเหี้ยนเต้จึงแตกเป็สามเมือง ภาษาจีนเรียกว่า สามก๊ก
เหตุทั้งนี้เพราะพระเ้าฮั่นเต้๓ หาพระราชบุตรมิได้ ขอ เลนเต้ มาเลี้ยงจนเลนเต้ได้เสวยราชย์มีพระราชบุตรสององค์ ชื่อ หองจูเปียนหนึ่ง หองจูเหียบหนึ่ง
แลเมื่อพระเ้าเลนเต้เสวยราชย์นั้นมิได้ตั้งอยู่ในโบราณราชประเพณี แลมิได้คบหาคนสัตย์ธรรมเชื่อถือแต่คนอันเป็อาสัตย์ ประพฤติแต่ตามอำเภอใจแห่งพระองค์ เสียราชประเพณีไปจึงมีขันทีผู้ใหญ่คนหนึ่งชื่อ เทาเจียด กับพวกขันทีทั้งปวง เห็นว่าพระเ้าเลนเต้รักใคร่ไว้พระทัยจึงคิดกันกระทำการหยาบช้าต่าง ๆ แต่บรรดาราชกิจสิ่งใดนั้นขันทีว่ากล่าวเอาผิดเป็ชอบ ขุนนางแลอาณาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อนนักจึงมีขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสองชื่อ เตาบู ตันผวน เห็นผิดคิดอ่านจะจับขันทีฆ่าเสียเทาเจียดขันทีรู้ตัวจึงให้พรรคพวกจับเตาบู ตันผวนไปฆ่าเสียเทาเจียดแลพวกขันทีทั้งปวงยิ่งทำการกำเริบขึ้นกว่าแต่ก่อน
ครั้นอยู่มาพระเ้าเลนเต้เสวยราชสมบัติได้สิบสองปี(พ.ศ. ๗๒๒) ณ เดือนสี่ ขึ้นสิบห้าค่ำ เสด็จอยู่บนพระเก้าอี้ ณพระที่นั่งอุนต๊กเตี้ยน เวลาตะวันเที่ยงเกิดลมพายุหนัก มีงูสีเขียวใหญ่ตกลงมาพันอยู่ที่เท้าพระเก้าอี้ซึ่งเสด็จอยู่นั้นพระเ้าเลนเต้ตกพระทัยล้มลงจากพระเก้าอี้หาพระสติมิได้ชาวรักษาพระองค์เข้าช่วยพยุงเชิญเสด็จเข้าไปที่ข้างใน บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยซึ่งเฝ้าอยู่นั้นเห็นงูก็ใกลัวต่างคนก็วิ่งหนีไปอยู่หน่อยหนึ่งงูนั้นก็หายไป จึงเกิดฟ้าร้องฝนตกห่าใหญ่ลูกเห็บตกลงตึกแลเรือนราษฎรทั้งปวงหักทลายเป็อันมาก จนเวลาเที่ยงคืนฝนจึงหยุด
ครั้นอยู่มาได้สี่ปี (พ.ศ. ๗๒๖) ณ เดือนยี่เมืองลกเอี๋ยงแผ่นดินไหวน้ำทะเลเกิดใหญ่ท่วมตึกแลเรือนอาณาประชาราษฎรซึ่งอยู่ตีนท่านั้นถล่มลอยไปเป็อันมาก ไก่ตัวเมียกลายเป็ตัวผู้
ครั้นถึงเดือนหก ขึ้นค่ำหนึ่งเกิดนิมิตเป็ควันเพลิงพลุ่งขึ้นไปสูงประมาณยี่สิบวาแล้วควันเพลิงนั้นพลุ่งเข้าไปในพระที่นั่งอุนต๊กเตี้ยน
ครั้น ณ เดือนเจ็ดเกิดนิมิตรัศมีรุ้งตกลงในพระราชวัง แลเขารันซัวสูงใหญ่บันดาลแตกทลายลง พระเ้าเลนเต้จึงถามขุนนางทั้งปวงว่านิมิตวิปริตดังนี้จะดีร้ายประการใด ยีหลง ขุนนางจึงเขียนหนังสือลับกราบทูลว่าเหตุทั้งปวงนี้เพราะขันทีประพฤติล่วงพระราชอาญา จึงเกิดนิมิตให้พระองค์ปรากฏ
พระเ้าเลนเต้เห็นหนังสือนั้นทอดพระทัยอยู่มิได้ตรัสประการใด แล้วเสด็จลุกขึ้นผลัดฉลองพระองค์ใหม่
เทาเจียด ขันทีเฝ้าอยู่หลังพระที่นั่งมองเห็นหนังสือนั้นจึงคิดอ่านกับพรรคพวกว่าจะหาความผิดข้อใหญ่ใส่โทษยีหลงให้ออกจากที่ขุนนางแลพวกเทาเจียดขันทีซึ่งเป็ผู้ใหญ่นั้นเก้าคน ชื่อ เตียวต๋งหนึ่ง เตียวเหยียงหนึ่งฮองสีหนึ่ง ต๋วนกุยหนึ่ง เหาลำหนึ่ง เกียนลิดหนึ่ง เห้หุยหนึ่ง ก๊กสงหนึ่ง เชียกง๔ หนึ่งเป็สิบคนทั้งเทาเจียดถ้าขุนนางผู้ใดมิได้อยู่ในโอวาทก็ให้ถอดเสียผู้ใดอยู่ในบังคับบัญชานั้นก็ให้ยกแต่งตั้งขึ้นแลเทาเจียดกับพวกเก้าคนนั้นตั้งชื่อตัวเป็สิบเสียงสี แลพระเ้าเลนเต้นั้นเชื่อถือถ้อยคำเตียวเหยียงเรียกเป็บิดาเลี้ยงราชการกฎหมายแผ่นดินก็ผันแปรไป อาณาประชาราษฎรทั้งปวงได้ความเดือดร้อนเกิดโจรผู้ร้ายปล้นสะดมเป็อันมาก
ฝ่ายเมืองกิลกกุ๋นนั้น มีชายพี่น้องสามคนชื่อเตียวก๊กหนึ่ง เตียวโป้หนึ่ง เตียวเหลียงหนึ่งแลเตียวก๊กนั้นไปเที่ยวหายาบนูเา พบคนแก่คนหนึ่ง ผิวหน้านั้นเหมือนทารกจักษุนั้นเหลือง มือถือไม้เท้าคนนั้นพาเตียวก๊กเข้าไปในถ้ำจึงให้หนังสือตำราสามฉบับ ชื่อไทแผงเยาสุด แล้วว่า “ตำรานี้ท่านเอาไปช่วยทำนุบำรุงคนทั้งปวงให้อยู่เย็นเป็สุขถ้าตัวคิดร้ายมิซื่อตรงต่อแผ่นดิน ภัยอันตรายจะถึงตัว” เตียวก๊กกราบไหว้แล้วจึงถามว่าท่านนี้ชื่อใดคนแก่นั้นจึงบอกว่า เราเป็เทพดา บอกแล้วก็เป็ลมหายไป
ฝ่ายเตียวก๊กก็กลับมาบ้านจึงเรียนตามตำราทั้งกลางวันกลางคืนก็เรียกลมเรียกฝนได้สารพัดทุกประการจึงตั้งตัวเป็ โต๋หยิน (แปลภาษาไทยว่าพราหมณ์มีความรู้)ครั้งนั้นห่าลงเมืองกิลกกุ๋น ชาวเมืองทั้งปวงเกิดความไข้เตียวก๊กจึงเขียนเลขยันต์ตามตำรา ไปแจกให้ชาวเมืองบำบัดความไข้คนก็นับถือเตียวก๊กมาเป็ศิษย์ให้สั่งสอนอยู่ประมาณร้อยเศษเตียวก๊กจึงไปเที่ยวรักษาไข้ตามเมืองใหญ่น้อยคนทั้งปวงได้เลขยันต์ซึ่งเตียวก๊กให้นั้น ความไข้อันตรายนั้นก็หายชาวเมืองทั้งนั้นก็นับถือไปอยู่เป็ศิษย์เตียวก๊กทวีมากขึ้นทุกวัน
เตียวก๊กครั้นมีศิษย์มากแล้วจึงตั้งศิษย์ไว้เป็นายบ้านซ่องสามสิบตำบล ตำบลใหญ่คนประมาณหมื่นเศษตำบล น้อยมีคนประมาณหกพันเจ็ดพันมีนายคุมไพร่ มีธงสำหรับรบศึกทุกตำบล
เตียวก๊กตั้งตัวเป็ จงกุ๋น แปลว่าพระยาแล้วจึงแต่งอุบายให้ปรากฏไปว่า แผ่นดินจะผันแปรปรวนไปแล้วจะมีผู้มีบุญมาครองแผ่นดินใหม่ บ้านเมืองจะเป็สุขแล้วให้เอาปูนขาวเขียนเป็อักษรไว้ที่ประตูบ้านเรือนสองตัวอักษรว่าปีชวดบ้านเมืองจะเป็สุข แลเมืองเฉงจิ๋ว เมืองอิวจิ๋ว เมืองชิวจิ๋ว เมืองเกงจิ๋วเมืองยังจิวเมืองกุนจิ๋ว เมืองอิจิ๋วชาวเมืองทั้งแปดเมืองนี้นับถือเขียนเอาชื่อเตียวก๊กไว้บูชาทุกบ้านเรือน เตียวก๊กจึงใช้ม้าอ้วนยี่ เอาเงินทองไปให้ฮองสีขันทีเป็กำนัลแล้วม้าอ้วนยี่บอกความลับแก่ฮองสีขันทีว่าเตียวก๊กสั่งมาว่าให้ฮองสีช่วยทำการเป็ไส้ศึกในเมืองแล้วเตียวก๊กจึงคิดอ่านกับน้องชายสองคนว่า “ถ้าจะคิดอ่านการสิ่งใดเอาใจไพร่เป็ประมาณบัดนี้ชาวเมืองทั้งแปดเมืองก็รักใคร่นับถืออยู่ในโอวาทเราสิ้นแล้วเมื่อการพร้อมฉะนี้ควรจะคิดเอาแผ่นดินครั้นจะมิคิดการบัดนี้ก็เสียดายดูมิควร”น้องสองคนก็ยอมด้วยเตียวก๊กจึงซ่องสุมทหารแลเครื่องศัสตราวุธพร้อมเตรียมไว้ถึงกำหนดแล้วจะได้ทำการสะดวก
แล้วเตียวก๊กจึงใช้ศิษย์คนหนึ่งชื่อ ตองจิ๋วถือหนังสือลับไปบอกฮองสี ตองจิ๋วมิได้เอาหนังสือนั้นให้ฮองสี เอาหนังสือนั้นไปให้ขุนนางกราบทูลพระเ้าเลนเต้พระเ้าเลนเต้จึงให้ โฮจิ๋น ขุนนางผู้ใหญ่ยกกองทัพไปจับม้าอ้วนยี่ซึ่งเอาของกำนัลไปให้ฮองสีขันทีมาฆ่าเสียจับฮองสีขันทีใส่คุกไว้
ฝ่ายเตียวก๊กครั้นรู้ข่าวก็เตรียมทหารไว้พร้อมแล้วจึงตั้งตัวเป็ เทียนก๋งจงกุ๋น แปลว่าเ้าพระยา์ แล้วตั้งเตียวโป้ ผู้น้องเป็แตก๋งจงกุ๋น แปลว่าเ้าพระยาแผ่นดิน ตั้งเตียวเหลียง น้องผู้น้อยเป็ ยินก๋งจงกุ๋น(แปลว่าเ้าพระยามนุษย์) เตียวก๊กป่าวประกาศแก่ทหารแลไพร่พลทั้งปวงว่า
“เมืองพระเ้าเลนเต้จะสาบสูญฉิบหายแล้วผู้มีบุญจะมาเสวยสมบัติใหม่ คนทั้งปวงจงทำตามคำเทพดาทำนายเถิดจะได้อยู่เย็นเป็สุขพร้อมมูลกัน”
ไพร่พลทั้งปวงก็ยินดีด้วยเตียวก๊กให้เอาผ้าเหลืองโพกศีรษะเป็สำคัญ คนประมาณสี่สิบห้าสิบหมื่น เตียวก๊กกับทหารทั้งปวงพร้อมใจกันเป็โจรหาผู้ใดจะต้านทานมิได้มีกำลังมากขึ้น โฮจิ๋น จึงเอาเนื้อความกราบทูลพระเ้าเลนเต้ พระเ้าเลนเต้ให้มีตราไปทุกหัวเมืองว่าถ้าผู้ใดมีฝีมือกล้าหาญให้ช่วยกันจับโจรโพกผ้าเหลืองได้แล้วจะปูนบำเหน็จให้เป็ขุนนางแล้วสั่ง จงลงเจียง ทหารเอกหนึ่ง โลจิ๋นหนึ่ง ฮองฮูสงหนึ่งจูฮีหนึ่งให้คุมทหารยกออกไปเป็สามด้าน ให้จับตัวเตียวก๊กจงได้
ฝ่ายเตียวก๊กยกทหารเข้าตีปลายแดนเมืองอิวจิ๋วเล่าเอี๋ยน เ้าเมืองอิวจิ๋วนั้นเป็ชาวเมืองกังแฮเป็เชื้อฮั่นโกโจเป็หลานหลังจงฮองรู้ข่าวว่าโจรโพกผ้าเหลืองมาตีปลายแดนเมืองอิวจิ๋ว จึงให้หาเจาเจ้ง นายทหารมาปรึกษาเจาเจ้งจึงว่า”โจรมีกำลังมากนัก ทหารเมืองเราน้อย จำจะให้มีหนังสือไปเกลี้ยกล่อมป่าวร้องชาวเมืองซึ่งอยู่ปลายแดนว่าถ้าผู้ใดกล้าหาญมีปัญญาจับโจรได้จะบอกความชอบไปให้กราบทูลพระเ้าเลนเต้”
เล่าเอี๋ยนเห็นชอบด้วยจึงให้ทำตามแล้วแต่งเป็หนังสือเกลี้ยกล่อมแจกไปทุกหัวเมืองให้เ้าเมืองเอาหนังสือปิดไว้ทุกประตูเมือง
แลเมืองตุ้นก้วนมีชายคนหนึ่งชื่อเล่าปี่เมื่อน้อยชื่อเหี้ยนเต๊ก ก็ไม่สู้รักเรียนหนังสือแต่มีปัญญาน้ำใจนั้นดี ความโกรธความยินดีมิได้ปรากฏออกมาภายนอกใจนั้นอารีนัก มีเพื่อนฝูงมาก ใจกว้างขวาง หมายจะเป็ใหญ่กว่าคนทั้งปวงกอปรด้วยลักษณะรูปใหญ่สมบูรณ์สูงประมาณห้าศอกเศษ หูยานถึงบ่า มือยาวถึงเข่าหน้าขาวดังสีหยก ฝีปากแดงดังชาดแต้ม จักษุชำเลืองไปเห็นหู
แลเล่าปี่นั้นเป็บุตรเล่าเหงเล่าเหงเป็เชื้อพระวงศ์พระเ้าฮั่นเกงเต้ เล่าเหงตาย ยังแต่ภรรยาเล่าปี่ผู้บุตรมีกตัญญูรักษามารดามิให้อนาทร แลเล่าปี่กับมารดาเป็คนเข็ญใจไร้ทรัพย์ทอเสื่อขายเลี้ยงชีวิตบ้านที่เล่าปี่อยู่นั้นชื่อบ้านเล่าซองฉุนอยู่ใกล้เมืองตุ้นก้วนเรือนนั้นอยู่ริมต้นหม่อน ต้นหม่อนนั้นสูงประมาณแปดวาเศษ กิ่งนั้นเป็พุ่มดังฉัตรมีหมอดูคนหนึ่งเดินมาเห็นภูมิบ้านแลต้นหม่อนต้องตำราจึงทายว่าบ้านนี้มีผู้มีบุญอยู่
เล่าปี่เมื่อยังเด็กอยู่นั้นเล่นกับลูกชาวบ้านทั้งปวงเล่าปี่จึงว่า “ถ้ากูได้เป็เ้ากูจะเอาต้นหม่อนต้นนี้ไปทำคันเศวตฉัตรกั้น” เล่าอ้วนกี ผู้เป็อาได้ยินเล่าปี่ว่าประหลาดจึงชมเล่าปี่ว่าจะมีบุญเป็มั่นคง เล่าอ้วนกีทำนุบำรุงให้เงินทองแก่เล่าปี่เนือง ๆเมื่อเล่าปี่อายุได้สิบห้าปี มารดาจึงให้ไปเรียนหนังสือกับเต้เหี้ยนผู้เป็ครูเล่าปี่นั้นมีเพื่อนสองคน ชื่อโลติดหนึ่ง กองซุนจ้านหนึ่งเรียนหนังสืออยู่ด้วยกันจนอายุได้ยี่สิบห้าปีขณะนั้นเล่าปี่เดินไปเห็นหนังสือซึ่งปิดไว้ที่ประตูเมืองเล่าปี่คิดไปมิตลอดยืนดูหนังสือทอดใจใหญ่อยู่
มีคนหนึ่งยืนอยู่ข้างเล่าปี่แล้วว่า “เป็ผู้ชายไม่ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินแล้วสิมาทอดใจใหญ่”ฝ่ายเล่าปี่กลับหน้ามาดู เห็นผู้นั้นสูงประมาณห้าศอก ศีรษะเหมือนเสือ จักษุกลมใหญ่คางพองโต เสียงดังฟ้าร้อง กิริยาดังม้าควบ เห็นผิดประหลาดจึงถามว่าท่านนี้ชื่อใดผู้นั้นจึงตอบว่า
“เราชื่อเตียวหุยเอ๊กเต๊ก บ้านอยู่ตุ้นก้วน เรามีทรัพย์สินไร่นาเป็อันมากทั้งร้านสุกรสุราก็มีขาย เราพอใจคบเพื่อนฝูงซึ่งมีสติปัญญาบัดนี้เห็นท่านดูหนังสือแล้วทอดใจใหญ่ จึงทักจะใคร่รู้เนื้อความ”
เล่าปี่จึงว่า “เราเป็เชื้อพระเ้าฮั่นเกงเต้ชื่อเล่าปี่ได้ยินข่าวว่าโจรโพกผ้าเหลืองมาทำอันตรายแผ่นดิน เราคิดจะใคร่อาสาแผ่นดินไปปราบโจรแต่ขัดสนด้วยกำลังน้อยทรัพย์ก็น้อยคิดไปมิตลอด จึงทอดใจใหญ่” เตียวหุยจึงว่า “ทรัพย์นั้นเรามีอยู่เราจะคิดกันไปเกลี้ยกล่อมชาวเมืองซึ่งมีฝีมือกล้าหาญ ท่านกับเราจะยกออกไปจับโจรจะเห็นประการใด”เล่าปี่ได้ฟังก็ดีใจจึงชวนเตียวหุยเข้าไปในร้านสุราซื้อสุราแล้วก็ชวนกันนั่งกินอยู่
มีคนหนึ่งรูปร่างโตใหญ่ขับเกวียนมาถึงหน้าร้านสุราเข้าไปเรียกผู้ขายสุราว่าเอาสุรามาขายจงเร็ว เรากินแล้วจะรีบไปอาสาแผ่นดิน
เล่าปี่เห็นผู้นั้นสูงประมาณหกศอกหนวดยาวประมาณศอกเศษ หน้าแดงดังผลพุทราสุก ปากแดงดังชาดแต้ม คิ้วดังตัวไหมจักษุยาวดังนกการเวก เห็นกิริยาผิดประหลาดกว่าคนทั้งปวงเล่าปี่จึงชวนเข้าไปนั่งกินสุราด้วยแล้วถามว่าท่านนี้ชื่ออะไร ผู้นั้นจึงบอกว่า
”เราชื่อ กวนอู อีกชื่อหนึ่งนั้นหุนเตี๋ยงบ้านเราอยู่เมืองฮอตั๋งไกเหลียง ที่เมืองฮอตั๋งไกเหลียงนั้นมีคนคนหนึ่งมีทรัพย์มาก ร้ายกาจสามหาวข่มเหงคนทั้งปวงเราเห็นผิดนักเราจึงฆ่าผู้นั้นเสียแล้วหนีไปเที่ยวอยู่เป็หลายหัวเมืองบัดนี้เราได้ยินว่าเมืองนี้มีหนังสือเกลี้ยกล่อมป่าวร้องให้อาสาแผ่นดินจับโจรโพกผ้าเหลืองเราจึงมาหวังจะอาสาแผ่นดิน”
เล่าปี่จึงตอบว่า “เรากับเตียวหุยคิดต้องกันกับท่าน”กวนอูได้ยินก็ดีใจ เตียวหุยจึงว่า “เราทั้งสามคิดการต้องกันเชิญท่านทั้งสองมาไปบ้านเราที่หลังบ้านเรามีสวนดอกไม้แล้วเป็ที่สงัด ดอกยี่โถก็บานอยู่เป็อันมากจะได้บูชาพระแลเทพดาแล้วจะได้ให้สัตย์ต่อกันทั้งสามให้เป็น้ำหนึ่งใจเดียวกันจะได้คิดการใหญ่สืบไป” เล่าปี่กวนอูได้ยินก็ยินดี จึงชวนกันไปยังบ้านเตียวหุย

๑เื่ห้องสิน
๒เื่ไซ่ฮั่น
๓เื่ตั้งฮั่น
๔ตามต้นฉบับไทยมีชื่อขันทีเพียง๙คนสอบฉบับจีนได้ชื่อ“เชียกง”อีกคน๑จึงรวมเต็ม ๑๐ คน