ในช่วงเที่ยงของวันนั้น ต้นน้ำไม่ได้เดินตามบัลลังก์ไปทานอาหารเที่ยงเหมือนอย่างทุกครั้ง อีกฝ่ายหายตัวไปอย่างกะทันหันหลังจากที่ครูเดินออกไปจากห้องได้เพียงไม่นาน
ในขณะที่กำลังทานอาหาร ภายในหัวของบัลลังก์ยังคงคิดถึงเรื่องเมื่อเช้าไม่หยุดหย่อน ไม่สามารถสลัดเหตุการณ์นั้นออกไปได้
เขาตัดสินใจเดินตามหาต้นน้ำอยู่สักพัก ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าอีกฝ่ายมักจะพูดถึงห้องเก็บอุปกรณ์ด้านหลังของโรงเรียนอยู่บ่อยครั้ง บัลลังก์มั่นใจว่าต้นน้ำต้องแอบมาอยู่ที่นี่แน่นอน
และก็เป็นจริงเหมือนอย่างที่เด็กชายคิดเอาไว้ เขาเห็นต้นน้ำกำลังนั่งอยู่เงียบๆ อยู่บนต้นไม้ด้วยความเหม่อลอย บัลลังก์ไม่รอช้ารีบโยนขนมปังและนมหนึ่งกล่องไปที่อีกฝ่ายทันที
โชคดีที่ต้นน้ำรับได้ทัน
“นี่นายทำอะไรเนี่ย ถ้าฉันตกลงไปจะทำยังไง” ต้นน้ำตะโกนใส่คนด้านล่าง
“ก็แล้วตกไหมล่ะ” บัลลังก์เงยหน้า ตะโกนสวนกลับ
“อะไรกัน แค่คำขอบคุณสักคำก็ยังไม่มี แล้วยังจะมากวนประสาทฉันอีก”
“ฉันแค่ทำเหมือนอย่างที่นายทำก็เท่านั้น”
“อย่าบอกนะว่าที่ตามมาเพราะรู้สึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้น”
“ทำไมต้องรู้สึกผิด ฉันไม่ได้ขอให้นายมาทำให้สักหน่อย เป็นนายเองต่างหากที่เสนอตัวเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้”
สิ่งที่บัลลังก์พูดไม่ผิดเลยสักนิดเดียว เพราะเขาไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากต้นน้ำเลย ทว่ากลับเป็นต้นน้ำเองที่ยื่นมือเข้ามาแทรก
“คนหวังดีแท้ๆ แต่กลับตอบแทนแค่ขนมปังกับนมกล่องเดียวเนี่ยนะ นี่นายเป็นคนรวยจริงหรือเปล่า” ขณะที่พูดเขาก็กัดขนมปังคำใหญ่
“ไม่ได้มีแค่สองอย่างนี้สักหน่อย” บัลลังก์ยักไหล่ ก่อนจะชูยาแก้ฟกช้ำหลอดหนึ่งขึ้นมา และตั้งท่าจะโยนให้คนด้านบน “รับให้ได้ล่ะ”
“ไม่เอา ฉันไม่มีมือถือแล้ว ถ้านายอยากให้ฉันใช้ยาหลอดนั้นก็ต้องปีนขึ้นมาด้านบนเหมือนกับฉัน กล้าหรือเปล่า” ต้นน้ำเอ่ยท้าทาย
“ทำไมต้องทำแบบนั้นด้วย ฉันไม่ใช่พวกชอบความรุนแรงเหมือนนายสักหน่อย” เขาปฏิเสธ
“โธ่ ที่แท้ก็เป็นพวกขี้กลัวไปเสียทุกอย่าง ถ้าพี่เขมรู้แบบนี้คงกำลังหัวเราะนายแน่”
“แม่ไม่เคยหัวเราะเยาะฉัน!”
“งั้นก็ขึ้นมาสิ”
“ได้! นายรอดูเถอะ” บัลลังก์ไม่รอช้า รีบปีนป่ายขึ้นไปที่ด้านบนของต้นไม้อย่างทุลักทุเล ใบหน้าแดงก่ำ มือและเท้าเปื้อนฝุ่นไปหมด
เขาไม่เคยปีนมาก่อนเสียด้วยซ้ำ... แต่ในที่สุดก็สามารถขึ้นมานั่งกับต้นน้ำได้สำเร็จ
“เอานี่ไปซะ” บัลลังก์ยื่นหลอดยาให้อีกฝ่าย หลังจากที่ลมหายใจเริ่มกลับมาเป็นปกติ
“ของพี่เขมเหรอ” ต้นน้ำรับยาหลอกนั้นมา
“ใช่” แม่ของเขามักจะให้พกยาแก้ฟกช้ำอยู่เป็นประจำ เธอบอกว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ เขาไม่เข้าใจมากนักแต่ตอนนี้กลับรู้ซึ้งถึงคำพูดของเธอแล้ว
คำตอบของบัลลังก์สร้างความวูบไหวในแววตาของต้นน้ำครู่หนึ่ง พลันนึกคิดบางอย่างในหัว
“นายทายาให้ฉันได้หรือเปล่า”
“ทำไมฉันต้องทายาให้นายได้ ไม่มีมือว่างั้น?”
“ก็มันอยู่ด้านหลัง ฉันทาเองไม่ได้”
“หันหลังมา”
บัลลังก์ไม่มีทางเลือก จึงต้องจำใจช่วยอีกฝ่ายอย่างไม่เต็มใจ มือข้างหนึ่งถลกเสื้อด้านหลังขึ้นอย่างนึกรำคาญ ทว่ากลับต้องตกใจกับภาพที่เห็น
ไม่ใช่แผ่นหลังผอมแห้ง ไม่ใช่รอยแดงด้านหลัง แต่กลับเป็นร่องรอยบาดแผลและแผลเป็นจำนวนหนึ่งที่น่าจะเกิดขึ้นมาแล้วสักพัก
“นายไปโดนอะไรมา” บัลลังก์เอ่ยถาม
“สมองเสื่อมแล้วเหรอ ก็ครูฟาดเมื่อเช้าไง”
“ไม่ใช่ แต่เป็นรอยแผลพวกนี้ต่างหาก” บัลลังก์กดไปที่รอยแผลเหล่านั้นเบาๆ “ถ้าไม่อยากพูดก็ไม่เป็น-”
“พวกเขาทำร้ายฉัน”
“ใคร”
“แม่ของฉันและคนอื่นๆ”
“หมายความว่าอย่างไร ทำไมแม่ของนายถึงปล่อยให้คนอื่นมาทำร้ายนายได้” บัลลังก์ถามอย่างไม่เข้าใจ
“เพราะเธอไม่รักฉัน”
คำตอบที่แสนจะเรียบง่ายและเข้าใจได้ทันที ต้นน้ำพูดออกมาราวกับว่าเป็นเรื่องทั่วไปที่คนต้องพบเจอ
“เธอทำร้ายฉันทุกครั้งที่โมโห และบางครั้งก็ปล่อยให้คนที่เธอพามานอนด้วยทำร้ายฉันเหมือนกัน พวกนั้นบอกว่าฉันมันเป็นตัวเสนียดจัญไรและน่ารังเกียจ”
“นายไม่-”
“ฉันรู้ว่าฉันไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่คนพวกนั้นพูด อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตัวเสนียดจัญไร” เขายักไหล่ ทำเป็นไม่สนใจ
“ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง นายไม่ใช่ตัวเสนียดจัญไรและไม่ได้น่ารังเกียจ” บัลลังก์เอ่ยบ้าง
“นายคิดแบบนั้นเหรอ” ต้นน้ำเลิกคิ้วสูง ประหลาดใจกับคำตอบของบัลลังก์ คนที่เอาแต่มองคนอื่นด้วยสายตาดูถูก
“ฉันก็แค่พูดตามความเป็นจริง” บัลลังก์มองหลอดยานั้นอย่างครุ่นคิด นึกถึงคำพูดของเขมจิรา “แม่ฉันมักจะพูดเสมอว่าคนเรามีเรื่องราวในชีวิตที่แตกต่างกัน สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตหล่อหลอมให้คนทุกคนเป็นอย่างทุกวันนี้ ไม่มีคำว่าเลวหรือดี มีแต่ต้องพยายาม และนายก็แค่พยายามในแบบของนายก็เท่านั้น”
“...”
“ลองคิดดูสิ คนดีๆ ที่ไหนจะมาบอกว่าคนอื่นเป็นตัวเสนียดจัญไร ก็มีแต่ผีเห็นผีเท่านั้นแหละที่จะพูดออกมาได้ ถ้านายเชื่อคำพูดแบบนั้น นายก็ไม่ต่างอะไรจากพวกนั้นหรอก”
คำตอบของบัลลังก์ แม้จะเรียบง่ายแต่กลับคลายข้อสงสัยในใจของต้นน้ำที่ติดค้างมานาน เขาไม่ใช่คนแบบนั้น และจะไม่มีวันเป็นแบบนั้นเด็ดขาด
“บัลลังก์ นายโชคดีมากรู้ไหม” ที่ได้คนอย่างพี่เขมคอยชี้แนะแนวทางให้ และโชคดีมากที่ได้มีแม่แบบเธอ
“ฉันรู้” เขาพยักหน้า “สิ่งที่ครูคนนั้นทำไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่ความหวังดี ถ้าพวกเขารักนายเขาจะกอด ไม่ใช่ทำร้ายแบบนั้น”
ต้นน้ำนึกถึงเหตุการณ์ที่เขมจิราพาตัวของเขาออกมาจากบ้านญาติเหล่านั้น ทันทีที่นั่งลงเธอก็รีบดึงเขาเข้ามากอดด้วยความเป็นห่วง
เด็กแบบเขาได้สัมผัสกับความอบอุ่นเป็นครั้งแรก
บัลลังก์จ้องมองเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้น มันไม่ได้ใสสกาวเหมือนเด็กหกขวบทั่วไป แต่ก็ไม่ได้มืดมนจนไร้ซึ่งชีวิต
“อย่าให้เธอปั่นหัวนายได้” บัลลังก์พูด
ในช่วงจังหวะที่หันไปมองหน้าของต้นน้ำในตอนช้า เขาเห็นความลังเลในแววตาคู่นั้น บัลลังก์มั่นใจได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคงไม่รู้จักคำว่าความรักหรือความหวังดีแน่ หากปล่อยไว้ก็มีแต่จะทำให้ต้นน้ำหลงทาง
“ฉันเข้าใจแล้ว” ต้นน้ำตอบกลับ
แววตาที่เคยฉายความลังเลหายวูบไปจนหมดสิ้น หลงเหลือแค่ความจริงที่ปรากฏ น้ำเสียงนุ่มลึกเกินกว่าเด็กหกขวบเอ่ยออกมา
“แล้วพวกเราจะเอาคืนยังไงดีล่ะ”