ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    ตอนที่ 6 แท่นวังวน (1)

    “ไม่ต้องบอกก็รู้ ราคานี้มันมากอยู่นะ”ผู้เฒ่าร่างท้วมจ้องมองอย่างถมึงทึงไปยังดวงตาเล็ก ๆ คู่นั้น “สองร้อยเหรียญทอง นั่นคือราคาสำหรับอาวุธที่ระดับต่ำเช่นนี้ ถังน้อยเอ๋ย อาวุธของเจ้ามันเป็นแค่อาวุธธรรมดาไม่ได้พิเศษอะไร”“เช่นนั้น เหตุใดท่านรั้งข้าไว้?”ถังฮวนเม้มริมฝีปาก สายตาเหลือบมองที่อุ้งเท้าของผู้เฒ่าร่างท้วมผู้เฒ่าร่างท้วมใบหน้าแดงก่ำ รอยยิ้มยังฉาบอยู่บนใบหน้า หากแต่มือของเขากำไว้แน่นเหมือนคนปวดท้องอย่างแรง ค่อยส่งเสียงลอดผ่านไรฟัน “ถังน้อย ข้าให้ได้ห้าสิบ!”“สองร้อย!”ถังฮวนยังคงยืนยันเสียงหนักแน่นเขารู้สึกคุ้นเคยกับผู้เฒ่าร่างท้วมผู้นี้มาก ทุกครั้งที่พบมัน เขารู้ว่ามันเหมือนการชิงไหวชิงพริบอย่างหนึ่ง หากชายผู้นี้ไม่ยอมรับข้อเสนอของเขา เขาก็คงต้องปล่อยไป“หนึ่งร้อย! สูงกว่านี้ไม่ได้แล้ว ปกติอาวุธระดับต่ำก็อยู่ที่ราคานี้!”“เฒ่าอ้วน ท่านคิดว่าอาวุธระดับต่ำทั่วไป จะเทียบกับดาบทั้งสามเล่มของข้าได้งั้นหรือ? สองร้อย!”“ก็ได้ ก็ได้ หนึ่งร้อยสองเหรียญ!”“สองร้อยเหรียญ! ท่านผู้เฒ่า รึท่านอยากลองนำอาวุธระดับต่ำพวกนั้นมาลองสู้กับดาบของข้าไหมล่ะ ดูซิว่าดาบของใครจะพลังมีมากกว่ากัน”“ไม่ต้องหรอกน่า ดาบของเจ้าเป็นเพียงอาวุธธรรมดา”  ผู้เฒ่าร่างท้วมถึงกับทนไม่ได้ “เจ้าถังน้อย เราผู้เฒ่าให้ราคาเป็นครั้งสุดท้าย หนึ่งร้อยห้าสิบ!”“หนึ่งร้อยแปดสิบ!”“หนึ่งร้อยห้าสิบ ขืนให้สูงกว่านี้ ข้าก็ขาดทุนแย่”“แล้วกันไปเถอะ ท่านผู้เฒ่า ท่านและท่านลุงของข้าเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ ข้าเองก็นับถือท่านเป็นผู้อาวุโส เหตุใดข้าจะทำให้ท่านสูญเงินเปล่าแบบนี้ได้ ข้าขอลา”“ดะ เดี๋ยว สิ อย่าใจร้อน หนึ่งร้อยแปดสิบ .. แค่หนึ่งร้อยแปดสิบ ตกลงตามนี้!”"..."จากนั้นไม่นาน ถังฮวนก็ถือกระเป๋าที่เต็มไปด้วยเหรียญทองมากมาย เดินจากมาด้วยรอยยิ้มภายในร้านนั้น ใบหน้าเคร่งเครียดยามต่อราคากับถังฮวนของผู้เฒ่าร่างท้วมจางหายไปแล้ว จากใบหน้าของเขาที่ทุกข์ระทม แปรเปลี่ยนเป็นสดใสในทันที ใบหน้ากลมของเขายิ้มแย้มราวกับดอกเบญจมาศเบ่งบาน เมื่อดาบทั้งสามเล่มถูกดึงออกจากฝัก ความภาคภูมิใจปรากฎขึ้นบนหว่างคิ้ว ราวกับสุนัขจิ้งจอกที่ขโมยไก่กินอย่างอิ่มหนำ “นายท่าน ดาบธรรมดาราคาห้าร้อยสี่สิบเหรียญทองมันไม่สูงเกินไปหรือขอรับ” คนดูแลร้านเอ่ยขึ้นหลังจากผ่านห้วงแห่งการตกตะลึงเมื่อครู่ ราคาที่ห้าร้อยสี่สิบเหรียญทองนั้นสามารถซื้ออาวุธระดับต่ำที่ดีที่สุดได้มากมายทีเดียว
    “เจ้าน่ะ มีตาแต่ไร้แวว”ผู้เฒ่าร่างท้วมก้มหน้าก้มตาพึมพำอะไรบางอย่าง หลังจากจ้องมองดาบเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่ง เขาเก็บดาบทั้งสามเข้าฝักอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็กวักมือเรียกคนดูแล “เจ้ามานี่ วางพวกดาบพวกไว้บนชั้นวาง กำหนดราคาสักสามร้อยเหรียญทอง ..ไม่สิ สี่ร้อยเหรียญทอง!”“สะ .. สี่ร้อย?” คนดูแลอ้ำอึ้ง สายตาของเขาเหม่อมองดาบนั่น “นายท่าน นี่จะขายได้หรือ?” “โง่เง่า มีรึจะขายไม่ได้ เร่งมือเถอะน่า”“โอ้”คนดูแลร้านจ้องไปที่ดาบนั่นอย่างสงสัย ผู้เฒ่าร่างท้วมหันมองไปทางทิศที่ถังฮวนจากไปพลางพึมพำด้วยความสับสน “ข้าไม่พบถังน้อยพักเดียว เจ้าเด็กน้อยไม่เพียงทะลวงผ่านเส้นชีพจรวิญญาณได้ทั้งสามสาย แต่ยังพัฒนาฝีมืออย่างเหลือเชื่อ เพียงใช้วัตถุดิบธรรมดายังมิได้ต้อยต่ำไปกว่าอาวุธระดับกลางถึงระดับต่ำ หากเขาหลอมด้วยอัคคีพิสุทธิ์ และกลายเป็นนักหลอมอาวุธเต็มตัวล่ะก็ อาวุธที่เขาสร้างขึ้นมาคงจะยอดเยี่ยมขนาดไหน?”“เจ้าถังน้อยหลอมดาบทั้งสามขึ้นมาเขาก็รีบนำมาขายทันที หรือเขาต้องการซื้ออัคคีพิสุทธิ์?”คิ้วของตาเฒ่าร่างท้วมขมวดหากันเล็กน้อย ใบหน้ากลมดูสดใสขึ้นทีละนิด “หากมีห้าร้อยเหรียญทองก็เพียงพอที่จะซื้ออัคคีพิสุทธิ์ได้ แต่ยังไงก็ตามกระบวนการหลอมรวมอัคคีพิสุทธิ์อันตรายยิ่ง ไม่ใช่คิดจะทำก็ทำได้ เอาเถอะ เจ้าถังน้อยผู้นี้กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้นแล้ว ดูท่าเขาพยายามเร่งรีบจะหลอมด้วยอัคคีพิสุทธิ์ หากผิดพลาดอะไรไปข้าคงไม่อาจพบหน้าชายชาวยุโรปผู้นั้นได้...”
    ......................ร้านอาวุธซิงไห่ ถือเป็นร้านอาวุธที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฟูรังเมื่อเทียบกับร้านเล็ก ๆ ของผู้เฒ่าร่างท้วม ไม่มีค่าอันใดที่ควรจะกล่าวถึงเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นขนาด หรือชนิดของอาวุธที่วางขาย ทั้งสองที่ดูต่างกันราวฟ้ากับเหว ร้านอาวุธซิงไห่นั้นก่อตั้งโดยหอซิงไห่หอซิงไห่มีอำนาจมหาศาล การค้าอาวุธเป็นเพียงหนึ่งในการค้าหลักของพวกเขา ซึ่งการค้านี้นับเป็นที่เชิดหน้าชูตาของทั้งเมืองขนาดกลาง และขนาดใหญ่ รวมถึงเมืองต่าง ๆ ในแผ่นดินใหญ่หอการค้าแห่งนี้มีประวัติเก่าแก่ยาวนาน กล่าวกันว่ามีมานานนับพันปี ทั้งหมดนั้นทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ไม่เคยคดโกง ในทวีปหรงเหย้านั้น การค้าของหอซิงไห่ถือว่ามีชื่อเสียงในด้านดีเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหรือการขาย หอซิงไห่แห่งนี้จึงมักเป็นตัวเลือกแรก ๆ เสมอเช่นเดียวกับร้านค้าอาวุธซิงไห่ในเมืองฟูรัง ที่แห่งนี้คราคร่ำด้วยลูกค้าตั้งแต่เช้าจรดค่ำเมื่อถังฮวนเดินทางมาถึงหน้าร้านพร้อมกับเหรียญทองที่มี เขามองไปยังเบื้องหน้าที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ผู้ฝึกยุทธ์รวมถึงเหล่าพ่อค้ามากมายเดินเข้าออกร้านไม่ขาดสายถังฮวนสูดหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นจึงเดินตามฝูงชนมากมายเข้าไปภายในร้านบ้างร้านอาวุธแห่งนี้มีทั้งหมดสามชั้น  ชั้นแรกจัดไว้ด้วยอาวุธระดับต่ำ ชั้นที่สองแสดงอาวุธระดับกลาง และชั้นที่สามแสดงอาวุธระดับสูงพื้นที่ชั้นแรกนั้นกว้างใหญ่มาก หลังจากเดินเข้ามาแล้วจะมีโต๊ะจัดวางตามแนวโค้งขยายไปทั้งด้านซ้ายและขวา จากนั้นเชื่อมสู่บันไดยาว มุ่งหน้าไปยังชั้นที่สอง และโถงกลางของชั้นสองนั้นเป็นวงกลมขนาดใหญ่ตั้งตระหง่าน รูปร่างของร้านอาวุธแห่งนี้มองดูคล้ายถังรูปทรงกระบอกขนาดใหญ่ตรงกลางของชั้นล่างสุด ถูกสร้างให้มีลักษณะเป็นทรงกระบอกสีแดงใส ความกว้างของมันมิได้ใหญ่มากนัก ประมาณคนหนึ่งคนกางแขนออกสามารถเข้าไปอยู่ในนั้นได้ ทรงกระบอกอันนั้นมีความสูงราวสิบเมตร สูงตั้งแต่ชั้นแรกจนถึงชั้นที่สาม ภายในเสานั้นโปร่งใสคล้ายทับทิมพื้นผิวของกระบอกนั้นเหมือนถูกจารึกด้วยลายเส้นที่ละเอียดลออจำนวนมาก มองเห็นเป็นรูปร่างของเปลวไฟได้ภายในก้นกระบอกเสาทรงกระบอกพันล้อมรอบไปด้วยโซ่เหล็กนับสิบ ทุกคนเพียงมองดูได้จากภายนอก แต่ไม่มีใครเข้าไปในขอบเขตของโซ่เหล็กนั้นได้เมื่อถังฮวนเข้าไปในร้านอาวุธ สิ่งแรกที่เขาเห็นคือเจ้าทรงกระบอกสีแดงที่ตั้งตระหง่านชื่อของเจ้าทรงกระบอกสูบแท่งนี้มันถูกเรียกว่า "แท่นวังวน" ซึ่งสามารถใช้ตรวจสอบได้ว่าผู้ฝึกยุทธ์คนใดมีคุณสมบัติที่จะไปเป็นนักหลอมได้ร่างกายคนเรานั้นประกอบด้วยธาตุทั้งห้า พลังยุทธ์เปรียบได้กับไฟ คล้ายกับเป็นปรมาจารย์ในการหลอม ทว่าธาตุทั้งสี่ยังมี ไม้ น้ำ และดินด้วย จึงยากที่จะเรียกว่าเป็นนักหลอมอาวุธได้ โดยเฉพาะการฝึกยุทธ์ของธาตุน้ำทั้งห้า พวกมันยอดเยี่ยมมากนัก ในประวัติของทวีปหรงเหย้าดูเหมือนจะมีผู้เชี่ยวชาญที่ทรงพลังที่มีธาตุน้ำทั้งห้าการทดสอบไม่ต้องคำนึงถึงลักษณะของผู้ฝึกยุทธ์ เพียงปล่อยพลังปราณแท้เข้าไปในแท่นวังวน เปลวไฟจะถูกกระตุ้นขึ้น ยิ่งแข็งแกร่ง ไฟก็ยิ่งแรง 
    อย่างไรก็ตาม การทดสอบดังกล่าว ไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้ เพราะท่านจะต้องจ่ายสองร้อยเหรียญทองในการทดสอบแต่ละครั้ง
    เมื่อทราบถึง "แท่นวังวน" ถังฮวนสนใจไม่น้อย แต่เขาคิดว่าคงไม่มีพลังมากพอที่จะจุดไฟขึ้นได้ที่สำคัญคือเขาไม่ต้องการใช้สองร้อยเหรียญทองไปกับแท่นวังวนตอนนี้ แม้จะสนใจเพียงใด เขายอมปล่อยไปก่อน

    “อืม แล้วตัวข้ามีคุณสมบัติอะไรกันน้อ?”