ความคิดผมยังคงวนเวียนอยู่กับการสัมภาษณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ลองไล่ย้อนบทสนทนาในหัวแล้วซ้ำเล่าพยายามจับผิดตัวเองว่าเผลอ ‘ปล่อยไก่’อะไรออกไปหรือไม่ คำถามยอดฮิตที่อุตส่าห์เตรียมคำตอบมาอย่างดี ทั้งเหตุผลที่มาสมัครงานซึ่งท่องจำวิสัยทัศน์บริษัทมาขึ้นใจกะจะยกยอปอปั้นเต็มที่ หรือคำถามคำยืนยันว่าจะรับแรงกดดันได้กลับไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาเลย
นี่คือผมผ่านแล้วจริงหรือ
ตกลงจะไม่มีการเรียกไปสอบข้อเขียนหรือทดสอบความรู้อะไรสักอย่างซ้ำจริง ๆ ใช่ไหม เมื่อคืนนี้ผมรู้จากธรณีว่าตอนที่เพื่อนสมัครเป็นักข่าวภาคสนามของซัมนิวส์ คณะกรรมการให้ทดสอบหน้ากล้องรายงานข่าวสดๆ ให้ดู โดยยกมาเหตุการณ์หนึ่ง
“แล้วนายพูดเื่ อะไร” ผมถามเขา
“เรารายงานข่าวตัวเองตอนที่ไปพูดบนเวทีเอฟอีเอ”
“เชี่ย! โคตรเก๋า” ผมได้แต่คิดในใจว่า ถ้าผมเป็กรรมการอวยตัวเองขนาดนี้จะให้ผ่านดีไหม
พิมพ์คงสังเกตท่าทางลุกลี้ลุกลนผมได้เลยถามผมก็เล่าเื่ที่กังวลไปตรง ๆ
“ท่านไม่ต้องสอบอีกแล้วจ๊ะเริ่มทดลองงานได้เลย” หญิงสาวยืนยัน ผมถอนหายใจอย่างโล่งอกอีกครั้ง
ตอนนี้ผมไม่ได้สวมเอวีเอสอีแล้วเก็บมันไว้ในกระเป๋ากางเกง เพราะรู้สึกไม่ถูกคอกับเ้าเครื่องนี้เลยใช้นาฬิกาข้อมือกดอัดเสียงเป็ครั้ง ๆ ในจุดที่สำคัญแทน ผมเดินตามพิมพ์ไปติด ๆพลางครุ่นคิดถึงการทดลองงานที่เธอบอกเมื่อครู่
{ กฎหมายกำหนดให้ต้องมี่เวลาทดลองงานที่เรียกว่า ‘เดโม (Demo)’ อย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์เพื่อปรับจูนเข้าหากันในตอนนั้นผมวิตกกังวลไปต่างต่างนานา เพราะไม่รู้ว่ามันคืออะไรผมมารู้ภายหลังว่าเดโมคือระบบที่สร้างมาแก้ปัญหาความเสียเปรียบของคนกลุ่มแรกที่ต้องลองเสี่ยงใช้สินค้าและบริการหรือลองเสี่ยงจ้างงาน เพื่อบอกว่ามันดีหรือไม่ จึงมีการจัดให้ทดลองก่อนกรณีสินค้าก็คือตัวทดลอง หากพบว่าตรงตามที่ผู้บริโภค้าจึงซื้อซึ่งสินค้าตัวจริงต้องมีมาตรฐานที่ตรงกับสิ่งที่ให้ทดลองกรณีการจ้างงานก็คือ่ทดลองทำงานจะเป็ตัวกำหนดมาตรฐานภาระงานจริงมีเท่าใดผลงานจริงของลูกจ้างมีคุณภาพเท่าใด ถ้าพบว่าตอนทำงานจริงมีนายจ้างมีการสั่งงานเพิ่มหรือลูกจ้างทำงานไม่ได้คุณภาพเหมือนเดิม ก็พร้อมจะถูกใช้ในชั้นศาลทันทีหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องร้องดำเนินคดี }
“นโยบายบริษัทยังให้ทำงานห้าวันต่อสัปดาห์ท่านอาจต้องปรับตัวหน่อยนะ” พิมพ์แจ้งให้ทราบ ผมขมวดคิ้วอย่างฉงนไม่เห็นจะแปลกตรงไหน รู้ในภายหลังว่าบริษัทส่วนใหญ่ทำงานสัปดาห์ละสี่วันกันหมดแล้วมีงานวิจัยหลายชิ้นสนับสนุน ทำให้สุขภาพกายใจดีขึ้น พอแรงจูงใจเพิ่มผลผลิตและรายได้บริษัทก็เพิ่มคนที่หมดไฟแล้วลาออกก็น้อยลง
“ไม่เป็ไรครับ เื่จิ๊บจ๊อยขอแค่มีงานก็เอาแล้ว” ผมหัวเราะเบา ๆ แต่อีกฝ่ายดูไม่ขำขันตามจึงหันไปถามเื่รายได้แทน
“่ทดลองงาน ท่านจะได้ค่าจ้าง 90% ของค่าจ้างจริงตามกฎหมายก็คือค่าแรงที่ควรจะเป็ลบ 10%”พิมพ์ตอบหน้านิ่ง แม้ฟังดูไม่กระจ่างชัดแต่ผมไม่มีเวลาถามต่อ
เลขาสาวของคณะกรรมการบริษัทนำผมลงลิฟต์มาแนะนำส่วนต่างของสำนักงานสิ่งแรกที่ััได้คือความโปร่งโล่งสบาย พื้นที่ทางเดินค่อนข้างกว้างขวางเพดานของแต่ละชั้นค่อนข้างสูง ผนังกระจกสลับกับแผงโซลาร์เซลล์ใสที่บุผิวอาคารเปิดรับแสงธรรมชาติเข้ามาเต็มที่จนแทบไม่ต้องพึ่งพาแสงไฟจากภายในบางจุดมีประตูเปิดออกสู่ระเบียงภายนอกซึ่งจัดเป็สวนหย่อมสีเขียวดูร่มรื่นเธอเล่าว่าสวนที่ดาดฟ้าสวยกว่านี้อีก ผมคงได้มีโอกาสขึ้นไปชมถ้ามีโอกาสผมเดินผ่านห้องพยาบาล ใกล้ ๆ มีตู้โชว์ซึ่งตั้งบิลต์อินฝังไว้ในผนังตรงโถงทางเดินภายในมีโล่รางวัลรูปร่างต่าง ๆ ตั้งเรียงกันสามแถวสัก 20 อันได้ผมไม่มีเวลาอ่านว่าได้รับรางวัลอะไรบ้างแต่นี่คงเป็เครื่องยืนยันชื่อเสียงของสำนักข่าวซัมนิวส์ได้ระดับหนึ่ง
พนักงานต่างหันมาพวกเราระหว่างเดินผ่านแต่ละแผนกผมไม่ชอบสายตาที่ทุกคนมองมาเป็จุดเดียวราวกับเป็ดารา หลายครั้งน่าอึดอัดจนผมหวาดระแวงว่าตนจะทำอะไรพิสดารผิดวิสัยคนยุคนี้แต่ไม่น่าเป็ไปได้ พวกเขาอาจแค่ชื่นชมความงามของพิมพ์ก็เป็ได้เธอมีท่าทางเดินที่ดูสง่าราศีในชุดกิโมโนนั้นผมเชื่อว่าผู้ชายส่วนใหญ่ก็คงรู้สึกขวยเขินที่ได้เดินเคียงข้างผู้หญิงสวยเช่นนี้เช่นเดียวกับผมใน่แรกพอใช้ศีลธรรมเข้ามาข่มใจ และพูดกรอกหัวตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเธอไม่ใช่สเปกผมความรู้สึกนั้นก็จางหายไปได้อย่างน่าประหลาด
พิมพ์อธิบายว่าแผนกเนื้อหาข่าวของซัมนิวส์จะสนใจข่าวสี่ประเภทหลักคือ การเมือง เศรษฐกิจ อาชญากรรม-สังคมและวิทยาศาสตร์ โดยไม่แบ่งว่าเกิดในเมืองหลวงต่างจังหวัด หรือต่างประเทศหมายความว่าหากข่าวต่างประเทศนั้นส่งผลกระทบต่อการเมืองประเทศเราก็จะจัดอยู่ในแผนกการเมืองพื้นที่แผนกข่าวการเมืองปฐมภูมิจะอยู่ชั้นสี่และทุติยภูมิจะอยู่ชั้นห้าซึ่งเก็บไว้เป็จุดมุ่งหมายสุดท้าย
“ข่าวต่างประเทศส่วนใหญ่นักข่าวปฐมภูมิออนไลน์จะเป็ผู้รับผิดชอบแต่อาจจะมีมอบหมายให้นักจับใจความอย่างท่านทำบ้าง” หญิงสาวอธิบายขณะเดินขนาบผม ยิ่งพูดยิ่งไม่เข้าใจในครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาข้อมูลมหาศาลไหลหลากท่วมหัวสมองผม ใครจะไปจำได้จากนั้นเธอก็อธิบายวิสัยทัศน์ของสำนักข่าวทำนองว่าบริษัทเน้นการนำเสนอข่าวที่ส่งผลกระทบต่อสังคมมากกว่าการทำข่าวรายวันแม้จะเป็ส่วนของปฐมภูมิก็จะไม่เน้นว่าเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้างในแต่ละวันเพราะมันเหมือนลอกการบ้านสำนักข่าวอื่น แต่จะขายตรงบทวิเคราะห์เจาะลึกผมเข้าใจที่เธอพูด ธรณีเคยบอกว่าสำนักข่าวปฐมภูมิแต่ละแห่งจะมีเอกลักษณ์ต่างกันอย่างความรวดเร็ว ความหลากหลาย เทคนิคเล่าเข้าใจง่าย ทำกราฟิกเก่ง หรือเป็สำนักข่าวท้องถิ่นเจาะลึก
“ส่วนปฐมภูมิของเราจะเน้นการวิเคราะห์หาข้อมูลเพิ่มให้ประชาชนได้ประโยชน์จากข่าวนั้น ๆ ในคอนเทนต์ซึ่งครอบคลุมทุกมิติ ทั้งศิลปะ วิถีชีวิต วัฒนธรรม สุขภาพ...” เธอพูดเร็วมาก ผมไม่แน่ใจว่าฟังทันเพราะต้องมองไปรอบ ๆ ด้วยพิมพ์พาไปรู้จักกองบรรณาธิการ ทีมอำนวยการผลิตทีมฟีดแบ็ก ทีมดูแลเว็บไซต์ เธออธิบายว่า ทีมอำนวยการผลิตจะนำเนื้อข่าวที่ผ่านจากบรรณาธิการมานำเสนอ ในรูปแบบต่าง ๆ มีทั้งวิดีโอ พอดแคสต์ หนังสือสามมิติ และโลกเสมือน แต่ถ้านำเสนอในรูปแบบการอ่านตัวหนังสืออย่างนิตยสารหรือบทความ จะอยู่ในกลุ่มย่อยของแผนกเทคโนโลยี-ดิจิตอล
“ปกติท่านชอบเสพข่าวในรูปแบบไหนค่ะสองมิติหรือสามมิติ” พิมพ์ถามขณะเดินผ่านห้องทำสื่อซิมูเลชัน
“ดูทีวี บังเอิญเราเป็คนขี้เวียนหัวง่าย เวลาเสพข่าวทางซิมูเลชันน่ะ แต่ตอนเล่นเกมวีอาร์ไม่เป็นะ”ตอนแรกผมอยากตอบว่าชอบพวกนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ แต่กลัวโดนด่าว่าหัวโบราณ คำตอบนั้นมีส่วนของความจริงผมพยายามพูดโกหกให้น้อยที่สุดเพื่อไม่ให้ลืมทีหลังว่าแต่งเื่อะไรไว้ หลัก ๆก็จะเป็เื่ภูมิหลังว่าเป็คนที่เกิดในยุคนี้
หญิงสาวยิ้มน้อย ๆ ราวกับพึงพอใจในคำตอบนั้นเธอพาผมเดินต่อมาอีกเซกชันหนึ่งบนชั้นหก ซึ่งเป็ศูนย์กลางการวิเคราะห์ข้อมูล พวกเราผ่านประตูอัตโนมัติมีชายหญิงสามสี่คนนั่งอยู่ตรงนั้น ทุกคนใช้จอคอมพิวเตอร์ส่วนตัวอันบางเฉียบ เธอแนะนำว่านี่คือส่วนของทีมฟีดแบ็กจะคอยอ่านคอมเมนต์จากเว็บไซต์เพื่อมาสรุป จับประเด็นส่งไปยังแผนกที่เกี่ยวข้องให้หาข้อมูลเพิ่มหรือปรับปรุงเนื้อหาในการเสนอข่าวครั้งต่อไป
“...ทีมนี้จะส่งค่าแอฟเวอเรจ คอมพลีชัน ไทม์ (Average Completion Time) ให้บรรณาธิการแผนกต่าง ๆ ทราบด้วยค่ะ” เลขาสาวบอก
“แอฟเวอเรจคอมพลีชัน ไทม์” ผมพึมพำบ่นกับตัวเอง ไม่รู้ว่ามันคืออะไรทีแรกกะจะอัดเสียงไว้ก่อน แล้วไปหาข้อมูลทีหลังดูเหมือนว่าจะมีชายคนหนึ่งที่นั่งตรงนั้นสังเกตสีหน้างุนงงของผมได้
“หมายถึงเวลาที่เริ่มจับั้แ่ลูกค้าเปิดอ่านข่าว ั้แ่ต้นไล่ไปจนจบของแต่ละคนมาเฉลี่ยกัน ซึ่งจะเป็ตัวชี้วัดที่ใช้ประโยชน์ได้มากกว่าจำนวนยอดวิวและละเอียดกว่าเวลาบนหน้าเพจ[1]”
“ครับ”ผมแสร้งพยักหน้าเนียนไปกับคำตอบชายผู้นั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม ม่านตาสีฟ้าของเขายังคงจ้องผมราวกับไม่เชื่อใบหน้าเขาเคร่งขรึมผมสีทองสวมเอวีเอสอีรุ่นที่เป็หูฟังแบบที่ต่อมาเป็ตาข้างหนึ่งบางทีเขาอาจจะเป็ลูกครึ่ง
“นี่คือ หัวหน้าทีมนี้ ...”พิมพ์ผายมือไปยังชายผู้นั้น แต่เขาชิงแนะนำตัวเองเสียก่อน
“เราคือสหาย” สหายพูดพลางจับส่วนของแว่นเอวีเอสอีพับขึ้นไป้า ลุกขึ้นมายืนตรงหน้าผม ริมปากเขาเผยอยิ้มบางๆ ครั้นได้เห็นดวงหน้าคมสันตรง ๆ แล้ว ก็ต้องยอมรับความหล่อเหลาของชายผู้นี้ถ้าผมเป็ผู้หญิงคงเคลิบเคลิ้มในเสน่ห์จนลืมหายใจไปชั่วขณะเป็แน่
ผมกำลังจะยกมือไหว้ทว่าอีกฝ่ายเบรกไว้ พร้อมยื่นมือมาข้างหน้า
“ขออนุญาตจับมือได้ไหม เราชินแบบนี้”สหายบอก ผมมารู้ภายหลังว่าพ่อเขาเป็คนอังกฤษ ตรงตามที่คาดเดาไว้
“เรา ประชา ยินที่ได้รู้จัก”ผมยื่นมือไปจับ สายตาที่เขาจ้องมองมารู้สึกถึงเลศนัยบางอย่างดูคาดเดาความคิดยากกว่าธรณี แม้ตอนที่ธรณีดุด่าผมสายตาเขาก็ไม่ได้จ้องอย่างเคียดแค้นอาฆาต น้ำเสียงฟังดูปกติแค่เพิ่มระดับความดัง
“ท่านไม่เล่นโซเชียลมีเดียเหรอเราไม่เห็นโพรไฟล์ของท่านเลย” สหายบอกหลังจากดึงส่วนแว่นลงมาสวมตามเดิม
“ใช่ เราคงเป็คนส่วนน้อย”ผมแก้ตัวไปก่อนเดาว่าต้องมีโปรแกรมบางอย่างทำให้ระบบความจริงปรุงแต่งแสดงผลข้อมูลของบุคคลตรงหน้าโดยดึงข้อมูลจากในโลกอินเทอร์เน็ตพอไม่มีข้อมูลก็จะไม่แสดงผลแบบเดียวกับจอโฆษณาที่เป็จอดำเมื่อผมเข้าใกล้พอผมไปค้นข้อมูลในภายหลังก็ใกล้เคียง หากเชื่อมเอวีเอสอีกับแอปโซเชียลมีเดียที่เป็ทางการของรัฐบาลที่ชื่อเอ็นทีเอฟก็จะแสดงประวัติความชอบ รสนิยม ทุกอย่างที่บันทึกไว้ ผ่านทางเลนส์แว่นตาของอุปกรณ์แน่นอนว่าผมไม่มีสิทธิสมัคร
“อ้อ...แสดงว่าท่านเป็ แอนไท-เอวีเอสอี (Anti-AVSE) ใช่ไหม”สหายทำหน้าสงสัย ผมรู้สึกถึงความไม่ชอบของเขาอยู่ลึก ๆ
“ใช่ เราไม่เคยใส่เลย” ผมปฏิเสธ
“แล้วอันที่ท่านใส่ตอนสัมภาษณ์หายไปไหนแล้ว” พิมพ์ถาม ผมเก็บคำด่าไว้ในใจ นี่มันใช่เวลาจับผิดไหม
“เออ เราใส่เฉพาะ่จำเป็จะได้ทบทวนตัวเองว่าตอบคำถามดีไหม เพื่อเอาไปพัฒนา”
“ว้าว สุดยอด ขยันสุด ๆคนแบบท่านนี้หาได้น้อยนะ น้อยจนไม่ค่อยอยากเชื่อเท่าไหร่” สหายทำสีหน้าประหลาดใจแต่น้ำเสียงดูประชดประชันผมพยายามยืนให้นิ่งที่สุดในขณะที่อีกฝ่ายใช้มองสำรวจผมจากหัวจรดเท้าสายตาที่จ้องผ่านเลนส์ใสของเอวีเอสอีนั้นคมกริบราวกับมีดที่พร้อมชำแหละคำโกหกเป็ชิ้นๆ หัวใจผมเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดขึ้นที่ขมับผมไม่ผลีผลามพูดอะไร เกรงว่าจะเผชิญคำถามทดสอบบางอย่างที่เป็หมัดฮุก ต่อยผมให้จุกจนต้องยอมคลายความลับออกมา
“ลองมาใช้ดูแล้วท่านจะติดใจเดี๋ยวเราขอตัวทำงานต่อนะ มีค้างอีกสามโพรเจกต์“ ชายตาฟ้าหันกลับไปนั่งที่เดิมแล้วผมถอนหายใจโล่งอกที่เกือบทำให้ทุกคนเคลือบแคลงพฤตกรรมอันผิดปกติวิสัยคนยุคนี้ไปได้อีกเปาะ
พิมพ์ แนะนำ คนอื่น ๆ ต่อในทีมวนไปจนครบอย่างเร็ว ๆ ผมยอมรับว่าตนเองจำชื่อไม่ได้จะค่อยไปทบทวนด้วยการเปิดเสียงที่อัดไว้ภายหลัง เธอพาลงลิฟต์จากชั้นหกมาที่ชั้นห้า เมื่อประตูเปิดออกมาผมก็เจอกับใบหน้าที่คุ้นเคยของชายในชุดเสื้อคลุมสีดำอีกแล้ว
“ยินดีต้อนรับ เพื่อนร่วมงานคนใหม่เห็นไหมสัมภาษณ์ไม่ได้ยากเลย” นิกรณ์ทักขณะเดินสวนเข้าไปในลิฟต์
“นิดหน่อยครับ” ผมยิ้มแบบฝืน ๆมีเวลาตอบแค่นั้น ก่อนประตูลิฟต์จะปิดลง
[1]Average Time on Page (เวลาบนหน้าเพจ): ระยะเวลาเฉลี่ยที่ผู้เข้าชมใช้บนหน้าเพจนั้น ๆยิ่งเวลานานยิ่งบ่งบอกว่าเนื้อหาน่าสนใจเป็หนึ่งในตัวชี้วัดการมีส่วนร่วมของผู้คน