สืออวี่มั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่าเขาไม่ได้หูฝาด... เขาได้ยินเสียงนั้นจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นยังเหมือนกับตอนสื่อจิตไม่มีผิด
เขาลองกวาดสายตามองหาต้นตอ แล้วก็ล็อกเป้าได้ทันที... ต้องเป็ไอ้เ้ารูปปั้นหินนั่นแน่ๆ
แต่ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน รูปปั้นตรงหน้าก็ดูไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติเลยสักนิด
มันก็แค่รูปปั้นหินธรรมดา ที่คนโบราณแกะสลักเลียนแบบรูปลักษณ์ของั์ศิลาเท่านั้นเอง… ไม่ใช่เหรอ?
หรือว่ามันจะมีิญญามาสิงจนกลายเป็ปีศาจ?
...เป็ไปไม่ได้หรอก ถ้ามันวิวัฒนาการจนกลายเป็สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติจริงๆ มันก็คงโดนผู้ฝึกอสูรคนอื่นตรวจพบนานแล้ว
อย่าลืมสิว่าบริเวณนี้มีคนที่เดินผ่านเป็โขยง ที่นี่คือสมาคมผู้ฝึกอสูร มีผู้ฝึกอสูรระดับหัวกะทิเดินไปมากันให้ว่อน
คนที่มีพร์สื่อจิตก็มีกองเป็ูเาเลากา สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติไม่มีทางซ่อนตัวเนียนๆ รอดพ้นสายตาคนพวกนี้ได้หรอก
ยิ่งกว่านั้น รูปปั้นนี้ยังตั้งอยู่ตรงนี้มานานหลายปีแล้วด้วย
หลังจากเสียงปริศนานั้นเงียบหายไป สืออวี่ก็ยังคงเฝ้าสังเกตการณ์ต่อไป เขาจ้องเขม็งอยู่อีกพักใหญ่ แต่ก็ไม่พบความผิดปกติอะไร
มันก็แค่ก้อนหินแกะสลัก วัสดุที่ใช้เป็แค่หินบ้านๆ ทั่วไป
ตามหลักการแล้ว การสื่อจิตไม่อาจสื่อสารกับสิ่งที่ไม่มีชีวิตได้ นี่คือความรู้พื้นฐานที่สุดแล้ว...
เว้นเสียแต่ว่า การสื่อจิตจะมีการใช้งานรูปแบบอื่นที่เขายังไม่รู้?
…
“เอาเป็ว่าคุยกันแค่นี้ก่อนนะ ฉันมีธุระต่อ ขอตัวก่อน”
“พวกเธอไม่ต้องคิดมากหรอก เื่คลื่นสัตว์อสูรยังไกลตัวพวกเธอ ต่อให้ัน้ำแข็งในตำนานตัวนั้นฟื้นคืนชีพขึ้นมาจริงๆ ผู้ฝึกอสูรของพวกเราก็รับมือไหว” อาจารย์จางพูดปลอบใจเด็กๆ พร้อมรอยยิ้ม
ในยุคโบราณ ัคือตัวตนสูงส่งที่ยากจะเอื้อมถึง แต่ในยุคปัจจุบันผู้ฝึกักลายเป็อาชีพหนึ่งไปแล้ว ถึงจะหายาก แต่ก็ไม่ได้ไกลเกินฝันขนาดนั้น
“ขอบคุณมากครับอาจารย์จาง” เฉินข่ายตอบรับ
สืออวี่ก็กล่าวขอบคุณเช่นกัน หลังจากที่กล่าวลากันเสร็จ อาจารย์จางก็เดินจากไป ทิ้งให้แก๊งสี่สหายยืนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“แล้วยังจะกลับไปจัดการหนูดินกันต่อไหม?” เฉินข่ายถามขึ้น
“ไม่ล่ะ เอาไว้วันหลังเถอะ” สืออวี่ปฏิเสธทันควัน
“ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีธุระด่วน...”
“รีบเหรอ? กินข้าวด้วยกันก่อนสักมื้อแล้วค่อยไปก็ได้นะ...”
“รีบมาก!”
เดิมทีพวกเฉินข่ายกะจะชวนสืออวี่ไปกินข้าวเย็นสานสัมพันธ์ แต่สืออวี่ดูรีบร้อน ทั้งสี่คนเลยต้องแยกย้ายกันตรงนั้น
สุดท้ายแล้ว เฉินข่ายและคนอื่นๆ ก็ยังไม่ได้เบอร์ติดต่อของสืออวี่เลยด้วยซ้ำ...
ช่วยไม่ได้ สืออวี่ยังไม่ได้ซื้อโทรศัพท์มือถือ ของพวกนี้ที่นี่ราคาแพงกว่าโลกเดิมเป็สิบเท่า ตอนนี้เขายังเป็ยาจกอยู่
ถ้าอยากติดต่อสืออวี่ หลังจากนี้คงต้องใช้วิธีฝากข้อความไว้ที่สมาคมผู้ฝึกอสูรแทน
ความแตกต่างสุดขั้วของสองโลกคือ
โลกเดิม ถ้าคุณอยากซื้อแพนด้า เสือ หรือช้างมาเลี้ยงนั้นยากแสนเข็ญ แต่หาซื้อไอโฟนได้ง่ายเหมือนซื้อลูกอม
แต่ที่นี่ อสูรกินเหล็กตัวเป็ๆ ราคายังถูกกว่าทาวน์เฮาส์ในตัวเมือง ขณะที่สินค้าไอทีกลับแพงระยับจนกระเป๋าฉีก
หลังจากแยกทางกับคนอื่น สืออวี่ก็มุ่งหน้าไปยังห้องสมุดเมืองปิงเฉิง เพื่อค้นหาข้อมูลบางอย่าง
น่าเสียดาย… จนกระทั่งฟ้ามืด เขาก็ยังหาข้อมูลที่้าไม่เจอ
แต่ถึงจะคว้าน้ำเหลวในเื่ข้อมูลที่อยากรู้ แต่สืออวี่กลับได้ทำความเข้าใจโลกใบนี้มากขึ้น
ประวัติศาสตร์ของโลกนี้แบ่งออกได้คร่าวๆ เป็สามยุคสมัย คือ
ยุคตำนาน ยุคโทเทม และยุคผู้ฝึกอสูร
ยุคตำนาน คือยุคที่สิ่งมีชีวิตในตำนานรุ่นบุกเบิก ซึ่งถือกำเนิดจากฟ้าดิน ปกครองดวงดาว
ยุคโทเทม คือยุคที่มนุษย์ถือกำเนิด และต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดภายใต้อาณาเขตของสิ่งมีชีวิตทรงพลัง
ยุคผู้ฝึกอสูร คือยุคที่มนุษย์เริ่มพลังในการฝึกสัตว์อสูร ซึ่งในยุคนี้ยังแบ่งย่อยออกเป็ ยุคโบราณ และยุคสมัยใหม่
จุดเปลี่ยนสำคัญคือเมื่อ 100 กว่าปีก่อน เจ็ดประเทศมหาอำนาจได้ร่วมมือกันจัดตั้งพันธมิตรโลกขึ้น
แม้จะแบ่งยุคสมัยได้ชัดเจน แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ประวัติศาสตร์ของโลกนี้กลับมีรอยต่อที่ขาดหายไปอยู่หลาย่
อย่างเช่น ทำไมสิ่งมีชีวิตในตำนานรุ่นแรกถึงหายสาบสูญไปพร้อมกันหมด? นี่คือปริศนาดำมืดที่ระบุ่เวลาไม่ได้
รวมถึงเหตุการณ์ที่เมืองปิงหยวนเมื่อ 2,000 ปีก่อน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็ประวัติศาสตร์ที่ผู้คนในปัจจุบันยังคลำไปไม่ถึงความจริง
“ห้ามอยากรู้ ห้ามอยากรู้ ห้ามอยากรู้!!”
หลังจากเดินออกจากห้องสมุด สืออวี่พึมพำสะกดจิตตัวเองในใจซ้ำๆ
“ห้ามสอดรู้สอดเห็นเด็ดขาด!!”
เขาบังคับตัวเองไม่ให้ฟุ้งซ่าน นี่มันโรคเก่ากำเริบชัดๆ!
ชาติที่แล้วสืออวี่เป็นักโบราณคดี
ต่อมาด้วยเหตุผลบางอย่าง เขาได้ัักับตำนานลึกลับที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาเลยผันตัวไปเป็นักเทววิทยา
การตะลอนไปตามโบราณสถานและซากปรักหักพังทั่วสารทิศ เพื่อสำรวจไขปริศนาตำนานลึกลับร่วมกับอาจารย์ กลายเป็กิจวัตรประจำวัน
แล้วผลลัพธ์คืออะไร...? เขาตาย!
ระหว่างการสำรวจ เกิดดินถล่ม เขาถูกฝังทั้งเป็ แล้วก็วาร์ปมาโผล่ที่นี่
“ความอยากรู้อยากเห็นฆ่าคนได้จริงๆ”
สืออวี่นึกถึงตัวเองในอดีตแล้วอยากจะตบกะโหลกเรียกสติสักฉาด
นอนอยู่บ้านตากแอร์ เล่นเกม ดูอนิเมะมันไม่ดีตรงไหน จะหาเื่ไปเสี่ยงตายในที่อันตรายๆ ทำไมกัน!
สรุปคือ ตอนนี้ทะลุมิติมาอยู่ในโลกที่อันตรายกว่าเดิม
สืออวี่ขอแค่ใช้ชีวิตให้สุขสบายอยู่ในเซฟโซนก็พอ ชีวิตใหม่นี้ต้องเสพสุขให้คุ้มค่า!
ถึงประวัติศาสตร์ของโลกนี้จะเต็มไปด้วยปริศนาและตำนานที่จับต้องได้จริง แต่เขา... สืออวี่ จะไม่มีทางเดินซ้ำรอยเดิมเด็ดขาด
ไม่มีทาง——!
...
สมาคมผู้ฝึกอสูรเมืองปิงเฉิง ภายในสวน ใต้รูปปั้นั์ศิลา
ตอนนี้ฟ้ามืดสนิท ในสวนไร้ผู้คน
สืออวี่เงยหน้ามองรูปปั้นท่ามกลางแสงจันทร์สลัว แล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ
“เมื่อตอนกลางวัน… แกเป็คนพูดใช่ไหม”
“แกกำลังแย้งประวัติศาสตร์ที่คนคนนั้นพูดอยู่เหรอ?”
‘ไม่ใช่แบบนั้น...’
ประโยคนั้น... ฟังยังไงก็เหมือนกำลังโต้แย้งคำพูดของอาจารย์จางชัดๆ แต่เสียงนั้นมีแค่สืออวี่คนเดียวที่ได้ยิน
“ลูกพี่รูปปั้น พูดอะไรหน่อยสิ” สืออวี่พยายามสื่อจิตกับรูปปั้น
แต่ต่างจากตอนกลางวัน รูปปั้นกลับเงียบกริบ ไร้ปฏิกิริยาตอบโต้
“ถ้าไม่พูด ฉันกลับแล้วนะ”
เงียบ...
สืออวี่ตกอยู่ในห้วงความคิด เขาย้อนนึกถึงอารมณ์ความรู้สึกตอนที่มองรูปปั้นเมื่อ่บ่าย
ตอนนั้นเขาเพิ่งฟังเื่เล่าของอาจารย์จางจบ และเกิดความสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์่นั้นอย่างรุนแรง
เนื่องจากอาจารย์จางบอกว่าข้อมูลส่วนนั้นเป็เพียงข้อสันนิษฐาน สืออวี่จึงกระหายใคร่รู้ว่าประวัติศาสตร์ที่แท้จริงคืออะไรกันแน่
ดูเหมือนจะเป็จังหวะนั้นเอง ที่เขาได้ยินเสียงจากรูปปั้น
“บอกฉันสิ”
สืออวี่จ้องเขม็งไปที่รูปปั้น ในหัวหวนนึกถึงอดีตที่เคยตระเวนขุดคุ้ยความจริงตามโบราณสถาน ศึกษางานวัตถุโบราณ เพื่อไขปริศนาประวัติศาสตร์โดยไม่รู้ตัว
“บอกฉันมา... แล้วฉันจะคืนความจริงให้แก่ประวัติศาสตร์เอง”
วินาทีนี้ เจตจำนงของสืออวี่พุ่งทะยานถึงขีดสุด เขา้าให้ความจริงที่ถูกลบเลือนถูกเปิดเผยต่อโลก
ณ ขณะนี้ เขาไม่ได้้าฟังเสียงของรูปปั้น แต่้าฟังเสียงของประวัติศาสตร์
เขาเชื่อว่าสภาพจิตใจของตัวเองในตอนนี้ จูนติดกับคลื่นความถี่เมื่อตอนบ่ายแล้ว! เมื่อเปิดใช้งานสื่อจิตอีกครั้ง ควานหาความรู้สึกนั้น...
รู้สึกเหมือน... สมองจะะเิ??
ครืนนน!!!!
เสียงคำรามกึกก้องดังขึ้น แต่เสียงนี้ชัดเจนว่าไม่ได้ดังขึ้นในหัว แต่ดังขึ้นที่ข้างหู!
สืออวี่อ้าปากค้าง เพราะเมื่อกี้เหมือนท้องฟ้าข้างบนจะสั่นะเืไปวูบหนึ่ง
แกรก!
ทันใดนั้น ความสนใจของสืออวี่ก็ถูกกระชากกลับมาที่รูปปั้น คราวนี้รูปปั้นส่งเสียงออกมาจริงๆ..
แต่เป็... เสียงปริแตก!
ต่อหน้าต่อตาเขา รูปปั้นหินั์เกิดรอยร้าวปริแตก ลากยาวั้แ่บนลงล่าง...
“ฉิบหาย! งานเข้าแล้ว!”
สืออวี่หันกลับ เตรียมใส่เกียร์หมาโกยแน่บพลางสบถในใจว่า ขืนกลับไปทำอาชีพเก่าอีก เขาขอเป็หมาดีกว่า!
วงการนี้มันอันตรายเกินไปแล้ว อันตรายยิ่งกว่าเป็ผู้ฝึกอสูรซะอีก!
“สิบเอ็ด! ช่วยพ่อด้วย!”