เปลี่ยนลิขิตสวรรค์

    บทที่ 11 หนุ่มบ้านนอก

    เว่ยเมิ่งมองเถ้าธุลีที่ล่องลอยไปตามสายลมด้วยความสงบนิ่ง ปรมาจารย์รุ่นที่สามมีความลับที่ปกปิดไว้มากมาย หลายอย่างที่ไม่สมเหตุสมผล บันทึกมากมายในหมู่บ้านต่างเล่าขานกันไปในทางเดียวกันว่าตงฟางเทียนไม่ใช่บุรุษที่จะทำเรื่องต่ำช้าเช่นสังหารพี่ชายของตนเพื่อให้ได้ครอบครองตำแหน่งปรมาจารย์ของหมู่บ้าน หรือแม้แต่บันทึกของปรมาจารย์รุ่นที่สี่ ที่เป็นผู้ลงมือสังหารตงฟางเทียนด้วยตนเองก็ยังไม่อยากเชื่อว่าตงฟางเทียนที่เป็นน้าของตนจะสังหารบิดาเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ‘ถึงแม้ข้าจะเห็นกับตาว่าเขาเป็นคนสังหารบิดาของข้า.....ทว่าข้าก็ไม่อาจเชื่อได้จริงๆว่าท่านจะทำเช่นนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจที่ท่านไม่เคยต้องการ’ ส่วนหนึ่งของบันทึกของปรมาจารย์รุ่นที่สี่ที่มีต่อตงฟางเทียนที่เป็นน้าของตนเว่ยเมิ่งย้อนกับมาที่หมู่บ้าน ขากลับเขาแวะไปดูบุรุษปากฉีกที่ถูกตนเตะไปไกล ร่างของบุรุษปากฉีกนอนแน่นิ่ง ชายหนุ่มมองร่างที่ไร้ลมหายใจอย่างเงียบงัน พริบตาที่เขาเผชิญหน้ากับพวกมันเขาก็รู้ทันทีว่าพวกมันเหลืออายุขัยอีกไม่นาน ต่อให้พวกมันไม่ได้มาบุกมาที่นี่พวกมันก็คงมีชีวิตต่อไปได้อีกไม่กี่ปีเว่ยเมิ่งเดินกลับไปที่หมู่บ้านก็พบลุงฟงในสภาพไหม้เกรี้ยมแต่ยังไม่ตายดูเหมือนว่าหญิงชราคนนั้นจะไม่ได้ต้องการสังหารลุงฟงไม่เช่นนั้นชายชราแห่งหอตำราผู้นี้คงเจ็บหนักกว่านี้แน่ชายหนุ่มหันไปมองพี่สาวที่กำลังนับเงินในถุงอย่างมีความสุข ดูเหมือนนางจะรีดไถ่ชายชราได้มากทีเดียว...“ท่านบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” เว่ยเมิ่งถามเสวี่ยฟาง หญิงสาวยักไหล่ส่ายหน้า “แล้วเจ้าล่ะ” เสวี่ยฟางถามน้องชายของตนกลับเว่ยเมิ่งส่ายหน้าปฏิเสธ ร่างเต๋าห้าธาตุของเขาเป็นกายเนื้ออันเป็นที่สุด นอกจากมันจะทำให้ร่างของเขามีพลังของธาตุทั้งห้าแล้วยังส่งเสริมพวกมันอีกด้วย ธาตุน้ำอันเป็นหนึ่งในพลังของธาตุทั้งห้าของกายเนื้อของเว่ยเมิ่งมีพลังในการพื้นฟูที่สูงมาก บาดแผลเล็กๆน้อยๆแทบจะหายไปในทันทีที่บาดเจ็บลุงฟงที่ตัวดำเมี่ยมกับสองพี่น้องที่ตัวใสสะอาดเดินกลับเข้ามาในหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ที่ตอนนี้แทบจะดูเหมือนหมู่บ้านร้าง ไร้ซึ่งผู้คนไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต นี้เป็นแผนสำรองที่ถูกวางไว้ในกรณีที่พวกเขาพ่ายแพ้ อพยพคนทั้งหมดไปที่แคว้นชิงเพื่อและลดความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุด นี่เป็นเหตุผลที่มีเพียงยอดฝีมือระดับสูงสุดเช่น เว่ยเมิ่งและลุงฟงกับเสวี่ยฟางผู้มีสัตว์วิเศษที่แข็งแกร่งไม่ธรรมดาที่อยู่ที่นี่อันที่จริงมียอดฝีมือบางส่วนที่อาสาจะมาช่วยเหลือในการต่อสู้ครั้งนี้แต่เว่ยเมิ่งและลุงฟงปฏิเสธไป หากแม้แต่พวกเขายังไม่ชนะ ต่อให้คนยอดฝีมือมาอีกก็มีแต่ตายเปล่าๆและอีกอย่างเงื่อนไขที่จักรพรรดิแคว้นชิงยอมให้พวกเขาอพยพไปที่แคว้นชิงก่อนได้ชั่วคราวคือต้องให้ยอดฝีมือของหมู่บ้านไปช่วยเหลือกองทัพของแคว้น ดูเหมือนว่าฝั่งนั้นจะไม่ยอมเสียผลประโยชน์เลยจริงๆ“งั้นพวกเราจะไปที่แคว้นชิงเลยดีไหม?” เว่ยเมิ่งถามลุงฟงที่ไปตักน้ำมาล้างเนื้อล้างตัว ชายชราที่ล้างคาบไหม้ออกตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยๆ“อืม....ก็ดี เจ้ารีบไปแจ้งข่าวเถอะ จะได้รีบย้ายข้าวของกลับมาได้ทันก่อนถึงฤดูหนาว เดี่ยวข้าจะอยู่เฝ้าหมู่บ้านเอง” ชายชราลูบคางเอ่ยเว่ยเมิ่งพยักหน้าเหมือนจะบอกว่าอย่างไรก็ได้ เขาหันไปมองเสวี่ยฟาง “ท่านจะไปด้วยหรือ-” ชายหนุ่มยังพูดไม่ทันจบ เสวี่ยฟางก็โยนถุงเงินหนักอึ่งให้น้องชาย “ใช้ให้หมดก่อนกลับมาล่ะ” เสวี่ยฟางโบกมือให้อย่างเกียจคร้านเป็นการบอกว่าไม่ไป ชายหนุ่มมองถุงเงินในมือสลับกับพี่สาวก็สายหน้า ทุกวันนี้นอกจากหายใจกับกินข้าวท่านก็แทบจะไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้วนะพี่สาว หัดลุกขึ้นมาเดินบางเถอะ.....เว่ยเมิ่งถอนหายใจเก็บถุงเงินในเสื้อและโบกมือลาทั้งสองคน อัจฉริยะจากหมู่บ้านที่ห่างไกลเริ่มเดินทางสู่แคว้นชิงที่รุ่งโรจน์
    หลายวันผ่านไปหลังจากเดินทางไกลมานาน ในที่สุดเว่ยเมิ่งก็เดินทางมาถึงชายแดนแคว้นชิงจนได้ เบื้องหน้าของชายหนุ่มคือกำแพงขนาดใหญ่ยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ประตูเมืองขนาดใหญ่ที่เปิดอ้ากว้างปล่อยให้คนผู้คนเดินเข้าออกเว่ยเมิ่งหยิบจดหมายในเสื้อขึ้นมาอ่านอีกรอบ ปู่ของเขาเขียนจดหมายมาหาเขาเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนนี้คนของหมู่บ้านหลายร้อยคนพักอยู่ที่จวนแม่ทัพใหญ่ตงฟาง....ซึ่งเป็นจวนของบิดาที่เขาไม่เคยเจอหน้าเลยตั้งแต่จำความได้ จวนแม่ทัพใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองหลวงซึ่งอยู่ห่างไกลจากเมืองชายแดนของแคว้นชิงออกไป ดูเหมือนเขาจะต้องเดินทางไกลอีกครั้งแล้ว...ทหารประตูเมืองหลายคนสาดดวงตามองผู้เข้าและผู้ออกประตูด้วยเคร่งครัดพยายามมองดูคนที่หน้าสงสัย วันนี้พวกมันเข็มงวดเป็นพิเศษเพราะหัวหน้าทหารประตูเมืองมาตรวจสอบด้วยตนเองว่าพวกมันทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ หัวหน้าทหารประตูเมืองกวาดมองผู้เข้าออกด้วยสายตาคมกริบช่วงนี้มีข่าวจากเบื้องบนว่ามีผู้คิดร้ายพยายามลักลอบเข้าแคว้นชิง ทำให้ช่วงนี้มันต้องมาตรวจสอบด้วยตนเองสายตาที่คมกริบของมันสะดุดลงที่ชายหนุ่มคนหนึ่ง ชายหนุ่มคนนั้นแต่งกายดูท่าทางแล้วจะมาจากบ้านนอก ดีที่ว่ามีหน้าตาหล่อเหลาและริมฝีปากที่คล้ายมีรอยยิ้มตลอดเวลาจึงทำให้มีสตรีหลายคนแอบเหลือบตาไปมองบ้าง แต่มันสนใจไม่ใช่หน้าตาของชายหนุ่มหากแต่เป็นระดับพลังที่ชายหนุ่มคนนั้นปกปิดไว้‘ฝึกฝนจนถึงยอดฝีมือระดับสี่ได้ด้วยอายุเพียงแค่นี้...ไม่เลวทีเดียว ดูท่ามันคงเป็นอัจฉริยะของหมู่บ้านที่ยากจนและคิดที่จะมาเสี่ยงโชคที่แคว้นชิงเป็นแน่ อืม..ลองชวนมันเข้ารวมกองทหารชายแดนก็ไม่เสียหายอะไร’ หัวหน้าทหารประตูเมืองคิดสรุปเอาเอง“เฮ้ย...เจ้าน่ะ” หัวหน้าทหารประตูเมืองชี้ไปทางชายหนุ่มอารมณ์ดี“ข้าหรือ?” ชายหนุ่มอารมณ์ดีชี้มาทีตนด้วยท่าทีสงสัย“ใช่เจ้านั้นแหละ เดินออกแถวมาและมายืนตรงนี้” หัวหน้าทหารประตูเมืองเรียกให้ชายหนุ่มเดินออกจากแถวมายืนตรงหน้าตนเอง“เจ้าชื่ออะไร?” “เอ่อ...เว่ยเมิ่ง ข้าชื่อเว่ยเมิ่ง”“อืม เจ้ามาจากที่ไหนและมาที่แคว้นชิงเพราะอะไร?” “ข้ามาจากหมู่บ้านน้ำตกสรรค์ ข้ามาหาญาติที่นี่น่ะ” ชายหนุ่มเกาหัวตอบหัวหน้าทหารประตูเมืองหรี่ตาลงเมื่อได้ยินคำตอบของชายหนุ่ม อืม... บ้านนอกจริงๆด้วย ไม่เคยได้ยินชื่อหมู่บ้านนี่มาก่อนเลย “ญาติเจ้าอยู่ที่ไหน?”“เอ่อ ญาติข้าส่งจดหมายมาบอกว่าพวกเขาอาศัยอยู่ที่เมืองหลวง”“เมืองหลวง?” หัวหน้าทหารประตูเมืองเลิกคิ้ว ดูท่าญาติของเจ้าหนุ่มนี้คงโชคดีได้กลายเป็นคนรับใช้ของตระกูลเล็กๆเข้ากระมั้ง? หัวหน้าทหารประตูเมืองคิดในใจเงียบๆ หากตงฟางซานรู้ความคิดของหัวหน้าทหารประตูเมืองเข้ามันคงไม่รู้ว่าจะต้องหัวเราะหรือร้องไห้ดีที่ตนเองกลายมาเป็นบ่าวรับใช้ให้กับตระกูลของบุตรชายในความคิดของคนผู้นี้“ฮืม! เป็นบ่าวในตระกูลเล็กๆจะไปมีอะไรดี ไว้วันไหนหากเจ้าไม่อยากเป็นบ่าวรับใช้ไร้ค่าเมื่อไรแล้วละก็ เจ้าสามารถกลับมาสมัครเป็นทหารชายแดนได้ทุกเมื่อ พวกเรายินดีต้อนรับคนมีฝีมือเช่นเจ้า!” หัวหน้าทหารประตูเมืองคิดเอาเองว่าชายหนุ่มตรงหน้ากำลังเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อไปเป็นบ่าวรับใช้ จึงได้ยื่นข้อเสนอในการเป็นทหารชายแดนให้กับเว่ยเมิ่ง“ห่ะ!? เอ่อ...ขอบคุณสำหรับข้อเสนอขอรับ” เว่ยเมิ่งเกาหัวเดินจากหัวหน้าทหารประตูเมืองไปแบบงงๆเว่ยเมิ่งที่เกาหัวเมื่อเจอคนแปลกหน้ายื่นข้อเสนอแปลกๆ ชายหนุ่มส่ายหน้ารีบเดินเข้าในเมืองชายแดน เว่ยเมิ่งมองนู้นมองนี่สำรวจการใช้ชีวิตของชายแดนแคว้นชิง‘แปลกแฮะ สัตว์วิเศษเยอะแยะเต็มไปหมดเลย’ ชายหนุ่มมองรอบๆ ผู้คนในชายแดนต่างครอบครองสัตว์วิเศษกันทั้งนั้น ถึงแม้จะไม่ใช่สัตว์วิเศษระดับสูงอะไร แต่กลับคนที่ไม่เคยถือครองสัตว์วิเศษมาก่อนเช่นเขานี่นับว่าน่าประหลาดใจจริงๆเว่ยเมิ่งมองไปทั่วราวกับคนบ้านนอกที่ไม่เคยเจอความเจริญ ชายหนุ่มเดินไปเรื่อยๆจนไปสะดุดกับกลุ่มคนที่กำลังชุมนุมกันอยู่ เสียงดังที่ถ้าฟังดูดีๆเหมือนเสียงโห่ร้องให้กำลังใจลอยเข้าหูเว่ยเมิ่ง“เอาแล้วๆ ครั้งนี้แม่นางถังแย่แน่ๆ โจวอี้หุนถึงขนาดลงทุนไปซื้อสัตว์วิเศษพยัคฆ์ดำระดับห้ามาใช้ประลองกับนาง!” เสียงดังขึ้นมาท่ามกลางฝูงชน“นั้นก็ไม่แน่! แม่นางถังเป็นถึงยอดฝีมือระดับห้าบางทีนางอาจจะจัดการโจวอี้หุนลงได้ก่อนที่นางสัตว์วิเศษของนางจะพ่ายแพ้ก็เป็นได้” เสียงอีกเสียงดังขึ้นขานเว่ยเมิ่งเขย่งเท้าขึ้นไปดูท่ามกลางฝูงชน บนลานประลองยืนไว้ด้วยบุคคลสองคน หนึ่งเป็นบุรุษหน้าตาเจ้าเล่ห์ดวงตาของมันจ้องมองอีกฝ่ายดูความละโมบ ส่วนอีกหนึ่งเป็นสตรีที่ท่าทางองอาจไม่แพ้บุรุษ นางสวมเสื้อขนสัตว์สีน้ำตาล หน้าตาของนางนับว่าเป็นสตรีงามนางหนึ่งเลยทีเดียวหากแต่ดวงตาของนางกลับดูดุดันและเย็นชาไปบางกรร!พยัคฆ์ดำระดับห้าที่อยู่ข้างๆโจวอี้หุนขู่คำราม จิ้งจอกสีขาวที่อยู่ข้างหญิงสาวก็ขู่สู้อย่างไม่ยอมแพ้ นี่เป็นต่อสู้ที่เว่ยเมิ่งไม่เคยเห็นมาก่อน การที่ยอดฝีมือร่วมมือกับสัตว์วิเศษเช่นนี้นับว่าเปิดหูเปิดตาของหนุ่มบ้านนอกคนนี้จริงๆ