บทที่ 2 ว่าด้วยเื่ใต้หล้าในปัจจุบัน ทำเอาชวีหยวนถึงกับตกตะลึง!
สยงอู่เหลียงที่ถูกฉู่หวางเรียกชื่อขึ้นมาอย่างกะทันหัน ถึงกับชะงักงัน
สยงอู่เหลียงแอบด่าในใจว่า 'เห็นชัด ๆ ว่าผู้ปกครองท่านนี้ ไม่รู้จะหาทางลงอย่างไร ถึงได้ยกเื่ 'การทดสอบ' ขึ้นมาอ้าง'
แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ลองดูว่าจะสามารถใช้ฝีปากของตนทำให้ฉู่หวยหวางตระหนักได้เร็วขึ้นหรือไม่ว่า แคว้นฉินที่กำลังรุ่งเรืองต่างหากคือศัตรูตัวฉกาจ หากตื่นตัวได้เร็วขึ้นไม่แน่ว่าอาจจะหลีกเลี่ยงการที่แคว้นฉู่ต้องสูญเสียกองทัพ และอัปยศอดสูซ้ำแล้วซ้ำเล่าภายใต้อำนาจบาตรใหญ่ของกองทัพฉินในภายภาคหน้าได้
ชวีหยวนและเจาจวี สองขุนนางเองก็ชะงักไปเช่นกัน
คุณชายอู่เหลียงผู้นี้ขึ้นชื่อเื่ความไม่เอาถ่านมาโดยตลอด บรรดาชนชั้นสูงของแคว้นฉู่ต่างรู้ดีอยู่ในอก แม้ยามนี้เ้าหมอนี่จะใช้ข้ออ้างเื่การรับฟังราชกิจเพื่อเรียนรู้ มานั่งหน้าตาเฉยอยู่ในตำหนักว่าราชการ
ทว่าเหล่าขุนนางแคว้นฉู่ที่เดินเข้าเดินออก ต่างมองว่าสยงอู่เหลียงที่นั่งอยู่ตรงมุมห้อง เป็เพียงอากาศอันว่างเปล่าเท่านั้น เด็กเมื่อวานซืนจะสามารถวิจารณ์เื่สำคัญของบ้านเมืองได้อย่างไร?
ชวีหยวนชำเลืองมองสยงอู่เหลียง แล้วโบกมือ “คุณชายอู่เหลียงยังเยาว์นัก เขาประสบการณ์น้อย เกรงว่าจะพูดจาอะไรเป็ชิ้นเป็อันไม่ได้ ฝ่าาโปรดอย่าทำให้เขาลำบากเลยพ่ะย่ะค่ะ”
แม้เจาจวีจะไม่ได้พูดอะไร แต่ความดูแคลนบนใบหน้าชรานั้นไม่ได้ปิดบังเลยแม้แต่น้อย เด็กเสเพลคนหนึ่ง คู่ควรจะมาวิจารณ์ผู้กล้าใต้หล้าด้วยหรือ? มีใครบ้างไม่รู้ว่าเ้าหมอนี่เป็คนไร้ค่า?
สยงอู่เหลียงเห็นสีหน้าของคนทั้งสอง จึงเลิกคิ้วขึ้นแล้วกระแอมเบา ๆ “ในเมื่อฝ่าามีคำสั่ง หลานผู้นี้ก็จะขอลองกล่าวดูพ่ะย่ะค่ะ”
“เป็เหมือนที่ใต้เท้าชวีหยวนกล่าว ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแคว้นฉู่ในปัจจุบัน ก็คือแคว้นฉินพ่ะย่ะค่ะ”
“นับั้แ่การปฏิรูปของซางยาง*[1] เมื่อห้าสิบปีก่อน แคว้นฉินได้ผ่านกษัตริย์มาแล้วสามรุ่น หากดูเพียงจากดินแดน พื้นที่ได้ขยายกว้างขึ้นกว่าเมื่อห้าสิบปีก่อนถึงหนึ่งเท่าตัว...”
เจาจวีได้ยินดังนั้นก็เบะปากอย่างไม่ใส่ใจ เพียงแค่นี้หรือ? แบบนี้ก็นับเป็การวิเคราะห์แล้วหรือ? ใครก็ตามที่มีสติปัญญาปกติ แค่เหลือบมองแผนที่ก็พูดได้ทั้งนั้น
ขณะที่เจาจวีกำลังจะเอ่ยปากขัดจังหวะ ก็ได้ยินสยงอู่เหลียงเปลี่ยนน้ำเสียง
“แน่นอนว่านี่เป็เพียงความแข็งแกร่งภายนอก ซึ่งไม่ได้พิสูจน์ว่าแคว้นฉินคือศัตรูตัวฉกาจ”
“นับั้แ่เข้าสู่ยุคโจวตะวันตก หากมองดูการปฏิรูปของแคว้นต่าง ๆ ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการจัดระเบียบข้าราชการ แก้ไขการทุจริต และฝึกฝนกองทัพ ซึ่งแน่นอนว่าสามารถทำให้แข็งแกร่งได้ชั่วคราว แต่ไม่มีแรงส่งในระยะยาว”
“เหตุผลที่แคว้นฉินน่ากลัว เป็เพราะความแข็งแกร่งของแคว้นฉินคือความแข็งแกร่งเชิงระบบ มิใช่ความรุ่งโรจน์เพียงชั่วครั้งชั่วคราว”
จากนั้นสยงอู่เหลียงก็ร่ายยาววิเคราะห์ว่าซางยางได้สร้างแคว้นฉินให้กลายเป็เครื่องจักราได้อย่างไรในรวดเดียว ด้วยมุมมองพระเ้าจากโลกอนาคตอีกสองพันปี ความลับความแข็งแกร่งของแคว้นฉินถูกเหล่านักวิชาการชำแหละจนกระจ่างแจ้งหมดแล้ว...
สยงอู่เหลียงนำผลการศึกษาของนักวิชาการมืออาชีพจากโลกอนาคต และการวิเคราะห์ของเหล่าผู้เชี่ยวชาญมาบรรยายอย่างลื่นไหล โดยไม่ได้สังเกตเลยว่า สีหน้าของคนทั้งสามในตำหนักได้เปลี่ยนจากความดูแคลนกลายเป็ความตกตะลึงอย่างยิ่ง
“...สรุปว่าหากในอนาคตแคว้นฉู่ต้องประสบภัยพิบัติถึงขั้นสิ้นชาติ เช่นนั้นย่อมต้องมาจากแคว้นฉินอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!” สยงอู่เหลียงสรุปปิดท้าย
ชวีหยวนมีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ “คุณชายอู่เหลียง หลักการปฏิรูปของซางยาง ท่านทราบรายละเอียดลึกซึ้งถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?”
กฎหมายของแคว้นฉินอาจไม่ใช่ความลับอะไรนัก แต่การที่สามารถวิเคราะห์การปฏิรูปของแคว้นฉิน ั้แ่แรงจูงใจไปจนถึงกลยุทธ์ จากภายในสู่ภายนอกได้อย่างทะลุปรุโปร่งเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่ความสามารถของคนเพียงคนเดียวแน่นอน
แม้เจาจวีจะไม่เห็นด้วยกับทัศนะของสยงอู่เหลียง แต่สำหรับการบรรยายอันยาวเหยียดที่ราวกับตำราวิชาการเมื่อครู่ แม้แต่เขาก็ไม่สามารถโต้แย้งได้ทันที
ฉู่หวยหวางรู้จักหลานชายไร้ค่าคนนี้ดี เมื่อครู่เห็นขุนนางทั้งสองโต้เถียงกันไม่หยุด ในยามคับขันเขาจึง้าดึงตัวสยงอู่เหลียงออกมาเพื่อผ่อนคลายความขัดแย้ง โดยไม่ได้หวังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรที่ลึกซึ้งออกมาได้
ทว่าตอนนี้ทั้งชวีหยวนและเจาจวีกลับถูกสยงอู่เหลียงผู้เยาว์วัยสะกดเอาไว้ได้ ฉู่หวยหวางจึงรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง
สองคนนี้มีความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน จึงมักจะเปิดศึกปะทะกันต่อหน้าฉู่หวางอยู่เสมอ ประจวบกับฉู่หวางมีความสามารถปานกลาง จึงไม่ค่อยมีช่องว่างให้แทรกการโต้เถียงของขุนนางผู้มีความสามารถทั้งสองได้เลย ทำได้เพียงปล่อยให้ทั้งคู่ถกเถียงกันต่อไป
นึกไม่ถึงว่าคำพูดเพียงไม่กี่คำของเ้าเด็กสยงอู่เหลียง จะทำให้ขุนนางผู้มีความสามารถที่รับมือยากทั้งสองคนต้องปิดปากเงียบสนิท อีกทั้งคำพูดของสยงอู่เหลียงยังมีเหตุผลและหลักฐานรองรับ จนเกือบจะโน้มน้าวฉู่หวยหวางผู้ซึ่งปกติไม่มีความคิดเป็ของตนเองได้โดยสมบูรณ์
ฉู่หวยหวาง “ดี! ดีมาก! ดูเหมือนว่าการสั่งสอนของเรา ในที่สุดก็เห็นผลซะที!”
สยงอู่เหลียง : ...
ชวีหยวนที่อยู่ด้านข้างเห็นว่าฉู่หวางถูกโน้มน้าวด้วยทัศนะที่ว่า 'แคว้นฉินคือศัตรูตัวฉกาจ' แล้ว ก็รู้สึกยินดีมากเช่นกัน เพื่อเป็การตอกย้ำผลลัพธ์ ชวีหยวนจึงก้าวไปข้างหน้าและเสริมว่า
“ปัจจุบันฉินหวางตั้งอยู่ในวัยฉกรรจ์ หลังขึ้นครองราชย์ได้เพียงสามปี ก็ปราบจลาจลภายใน แต่งตั้งตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี โจมตีอี๋หยาง และยึดครองซานชวน นับเป็ยอดกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่ด้อยกว่าฝ่าาเลย แคว้นฉินเช่นนี้จะประมาทมิได้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ”
เพื่อให้ฉู่หวยหวางเชื่อถือ ชวีหยวนถึงกับยอมยกยอสยงหวยให้เป็ยอดกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ จนตนเองก็อดที่จะรู้สึกเขินอายไม่ได้
สยงอู่เหลียงที่อยู่ด้านข้างเบะปากเล็กน้อยโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ชวีหยวนยกย่องฉินหวางในปัจจุบันว่าเก่งกาจเหลือเกิน แต่ฉินหวางตั้งในตอนนี้ แท้จริงแล้วเป็คนซื่อบื้อตัวจริงเสียงจริง!
ฉินหวางอิ๋งตั้ง หรือก็คือฉินอู่หวาง ผู้มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ว่าสิ้นพระชนม์เพราะการยกกระถางสามขาเพื่อประลองกำลัง หากสยงอู่เหลียงจำไม่ผิด คนผู้นี้จะสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันในปีหน้า
แม้ฉู่หวยหวางมีความสามารถธรรมดา แต่มีความคิดที่ละเอียดและเฉียบแหลม จึงสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปวูบหนึ่งของสยงอู่เหลียงได้ทันที และรีบเรียกชื่อว่า “หมี่เหลียง หรือว่าเ้ามีความเห็นแตกต่างจากคำพูดของใต้เท้าซานหลูต้าฟู?”
วันนี้สยงอู่เหลียงมีความคิดเห็นที่เฉียบแหลมอย่างน่าประหลาด แม้ฉู่หวางจะไม่พูดออกมา แต่ในใจนั้นยินดีเป็อย่างยิ่ง
สยงอู่เหลียงไม่ปิดบัง “ฝ่าาโปรดพิจารณา ภายในไม่กี่ปีนี้ ฉินหวางตั้งผู้นั้นจะต้องสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”
เขาจำเป็ต้องสร้างอำนาจในการพูดต่อหน้าฉู่หวางให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้มีโอกาสชี้นำสถานการณ์ทางการเมืองของแคว้นฉู่ และทำให้แคว้นฉู่หลีกเลี่ยงชะตากรรมการถูกฆ่าล้างแคว้นในประวัติศาสตร์ คำพยากรณ์ที่แม่นยำราวกับตาทิพย์ ย่อมเป็วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด!
เป็ไปตามที่สยงอู่เหลียงคาดเอาไว้ ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา ทั้งตำหนักก็เกิดเสียงฮือฮา
เจาจวีเป็คนแรกที่ตั้งข้อสงสัย น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความดูแคลน “หมี่เหลียง เ้าอย่าได้พูดจาเหลวไหล หรือว่าเ้าคิดว่าตนเองเป็หมอผีที่สามารถทำนายอนาคตได้?”
พวกคนหนุ่มนี่ชอบทำตัวเด่นเรียกร้องความสนใจจริง ๆ! การบรรยายของหมี่เหลียงเมื่อครู่ ทำให้ฉู่หวางที่ลังเลเลือกที่จะเชื่อทัศนะของชวีหยวน เจาจวีจึงเริ่มรู้สึกไม่สบอารมณ์กับสยงอู่เหลียงผู้นี้เสียแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะมีโอกาสได้โต้เถียงเร็วขนาดนี้
สยงอู่เหลียงไพล่มือไว้ข้างหลัง และกล่าวอย่างมั่นใจว่า “ฉินหวางอิ๋งตั้งบ้าอำนาจและดุดัน เป็ถึงประมุขของแคว้นใหญ่ แต่กลับชอบความกล้าหาญแบบคนเขลา คนอย่างเริ่นปี่ อูฮั่ว และเมิ่งซัว*[2] มีความดีความชอบอะไรต่อบ้านเมือง? เพียงเพราะมีกำลังมาก จึงได้รับตำแหน่งและยศถาบรรดาศักดิ์สูงส่ง”
“กษัตริย์ที่ชอบความรุนแรง บ้าพลัง และชอบการประลองเช่นนี้ กระหม่อมคาดว่าไม่เกินสองปี จะต้องสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันเพราะอุบัติเหตุจากการประลองแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”
ท่าทางของสยงอู่เหลียงยามนี้ หากมีพัดขนห่านให้ถือสักเล่ม ก็คงดูเหมือนจูกัดเหลียง*[3] จำลองไม่มีผิด ชวีหยวนและเจาจวีต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก
ฉู่หวางเริ่มเกิดความสนใจอย่างมาก จึงหัวเราะพลางกล่าวว่า “หากเป็เช่นนั้น แคว้นฉินก็ไม่มีอะไรน่ากลัว”
สยงอู่เหลียง “ฝ่าาโปรดพิจารณา แม้ฉินหวางอิ๋งตั้งจะไม่น่ากลัว แต่ฉินหวางคนต่อไปย่อมต้องเป็อิ๋งจี้ น้องชายของอิ๋งตั่ง คนผู้นี้ต่างหากที่เป็ยอดกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่ด้อยไปกว่าฝ่าา และเป็ผู้ที่มิอาจประมาทได้พ่ะย่ะค่ะ!”
อิ๋งจี้ ผู้ที่จะขึ้นครองราชย์เป็ฉินหวางในปีหน้า ก็คือฉินเจาเซียงหวางผู้โด่งดัง เทพสังหารภายใต้สังกัดของเขาอย่างไป๋ฉี่มีชื่อเสียงอันน่าสะพรึงกลัว เขาแทบจะกวาดล้างชายฉกรรจ์ของหกแคว้นทางตะวันออกจนหมดสิ้น
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉู่หวางอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าซ้ำ ๆ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการคาดการณ์ที่อาจหาญของสยงอู่เหลียง ก่อนหน้านี้การวิเคราะห์เื่การปฏิรูปของแคว้นฉินยังมีเหตุผลรองรับ แต่ตอนนี้ข้อสรุปของสยงอู่เหลียงดูเหมือนจะพิสดารเกินไป ถึงขั้นวางแผนไว้ว่าใครจะเป็กษัตริย์คนต่อไปของแคว้นฉิน หากเก่งขนาดนั้นเหตุใดไม่ไปเสี่ยงโชคเลยล่ะ?
ฉู่หวยหวาง “ถ้าอย่างนั้น ตามความเห็นของคุณชายอู่เหลียง แคว้นฉู่ของเราในยามนี้ควรทำอย่างไร?”
สยงอู่เหลียงตอบโดยไม่ลังเล “สร้างกำแพงให้สูง สะสมเสบียงให้มาก และไม่ชิงความเป็ใหญ่พ่ะย่ะค่ะ!”
“แม้ว่าแคว้นฉินจะเป็ศัตรูตัวฉกาจ แต่ยามนี้แคว้นฉู่ไม่จำเป็ต้องไปพัวพันด้วย”
“สถานการณ์ใต้หล้ายามนี้ผันผวนไม่แน่นอน แคว้นฉู่ควรเฝ้าสังเกตการณ์เงียบ ๆ และแอบพัฒนาตนเองในที่ลับ!”
“ยกตัวอย่างเช่น แคว้นเยว่ทางตะวันออกเฉียงใต้ นั่นคือเนื้อติดมันชิ้นใหญ่ที่สุด! ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากแคว้นฉู่สามารถฉวยโอกาสใน่ที่กษัตริย์แคว้นฉินสิ้นพระชนม์ และแคว้นต่าง ๆ ในจงหยวนกำลังทำากันจนไม่มีเวลาเหลียวแลทางใต้ เข้ากลืนกินแคว้นเยว่ได้ ความแข็งแกร่งของแคว้นฉู่จะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาลแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”
[1] ซางยาง คือรัฐบุรุษ นักปฏิรูป และนักกฎหมายการเมืองผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นฉินในยุครณรัฐ เขาเป็บุคคลสำคัญที่วางรากฐานให้แคว้นฉินแข็งแกร่ง จนสามารถรวมแผ่นดินจีนได้ในเวลาต่อมา
[2] เริ่นปี่ อูฮั่ว และเมิ่งซัว รายชื่อของบุรุษผู้มีชื่อเสียงด้านพละกำลังในยุคนั้น
[3] เป็ที่รู้จักในชื่อรองว่าขงเบ้ง เป็รัฐบุรุษ นักยุทธศาสตร์การทหาร และนักประดิษฐ์ชาวจีนผู้มีชีวิตใน่ปลายยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออกถึงต้นยุคสามก๊กของจีน ได้รับการยอมรับว่าเป็นักยุทธศาสตร์มีความสามารถที่สุดในยุคนั้น