บทที่ 8: ค่ายกลวารีผสานกาย
ภายในห้องพักเล็กแคบที่ปิดทึบ เฟิงอู๋จี้เริ่มเตรียมการสำหรับขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการพลิกชะตาชีวิต
เขาไม่ได้เริ่มจากการนั่งสมาธิเดินลมปราณทันทีเหมือนผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป เพราะเขารู้ดีว่ารากฐานของร่างกายนี้เปราะบางเกินไป หากฝืนดูดซับพลังจาก 'หินปราณ' โดยตรง เส้นชีพจรที่เพิ่งฟื้นตัวอาจจะฉีกขาดและทำให้เขาพิการถาวรได้
"ต้องสร้างภาชนะให้แข็งแกร่งเสียก่อน จึงจะรองรับน้ำที่เชี่ยวกรากได้"
เฟิงอู๋จี้ลากถังไม้เก่าๆ สำหรับอาบน้ำมาวางกลางห้อง เขาเทน้ำสะอาดลงไปจนเกือบเต็ม จากนั้นหยิบ 'หญ้าสะเก็ดดาว' ที่ได้มาจากถ้ำลับออกมา
สมุนไพรชนิดนี้มีใบสีเขียวเข้มที่มีจุดสีเงินเล็กๆ กระจายอยู่ทั่ว เมื่อกระทบแสงตะเกียง มันจะระยิบระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า
"หญ้าสะเก็ดดาว มีฤทธิ์กัดกร่อนิัและเสริมสร้างความเหนียวของกล้ามเนื้อ... คนทั่วไปใช้กินเพื่อเสริมพลังหยาง แต่สำหรับข้า... ข้าจะใช้มันอาบ"
เฟิงอู๋จี้ขยี้หญ้าสะเก็ดดาวในมือจนแหลกเหลว น้ำยางสีเงินไหลซึมออกมา เขาโปรยมันลงไปในถังน้ำ น้ำใสๆ พลันเปลี่ยนเป็สีเงินจางๆ และเริ่มส่งไอเย็นะเืออกมา
จากนั้น เขาหยิบ 'หินปราณระดับต่ำ' ออกมา 3 ก้อน แทนที่จะดูดซับมัน เขากลับใช้ก้อนหินทุบมันจนแตกละเอียดเป็ผงแป้งสีขาว แล้วเทลงไปผสมในน้ำ
ตอนนี้ในถังน้ำเต็มไปด้วยพลังงานที่ปั่นป่วนและขัดแย้งกัน ระหว่างฤทธิ์กัดกร่อนของหญ้าและพลังบริสุทธิ์ของหินปราณ หากใครลงไปแช่ตอนนี้ ิัคงถูกกัดจนเปื่อยยุ่ย
แต่เฟิงอู๋จี้ไม่กังวล เขาถอดเสื้อผ้าออก เผยให้เห็นร่างกายผอมบางที่มีรอยแผลเป็จางๆ จากการถูกทารุณในอดีต
เขาใช้นิ้วจุ่ม 'หมึกิญญา' ที่เหลืออยู่ แล้วเริ่มวาดอักขระลงบน 'ิัของตนเอง'
เริ่มจากหน้าอก ลากยาวลงมาที่หน้าท้อง และวนไปที่แผ่นหลัง อักขระแต่ละตัวสลับซับซ้อนและเ็ปราวกับถูกมีดกรีดลงบนเนื้อสดๆ เพราะหมึกิญญาทำปฏิกิริยากับรูขุมขน
"อักขระกายาทองคำ... ผสาน!"
เมื่อวาดเสร็จ ร่างกายของเขาก็เต็มไปด้วยลวดลายสีแดงฉาน ดูคล้ายชนเผ่าโบราณที่ดุดัน
เฟิงอู๋จี้ก้าวขาลงไปในถังน้ำ
ซ่า...
ทันทีที่ร่างกายัักับน้ำสมุนไพร อักขระบนตัวเขาก็เปล่งแสงสว่างวาบ!
"อึก!"
เฟิงอู๋จี้กัดฟันแน่นจนเส้นเืปูดโปนที่ขมับ ความเ็ปมหาศาลถาโถมเข้ามาเหมือนมีเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มแทงไปทั่วร่าง น้ำในถังเริ่มเดือดพล่านขึ้นมาเองทั้งที่ไม่มีไฟ
นี่ไม่ใช่การต้มน้ำด้วยความร้อน แต่เป็ 'ปฏิกิริยาอักขระ'
อักขระบนตัวเขาทำหน้าที่เป็ 'ตัวดูด' ที่บ้าคลั่ง มันกระชากพลังงานจากหญ้าสะเก็ดดาวและผงหินปราณในน้ำ ให้พุ่งทะลุรูขุมขนเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อและกระดูกโดยตรง ข้ามขั้นตอนการกรองผ่านปอดไปอย่างสิ้นเชิง
กร๊อบ... แกร๊บ...
เสียงกระดูกลั่นดังมาจากภายในร่างของเฟิงอู๋จี้ โครงสร้างกระดูกที่เคยเปราะบางกำลังถูกบีบอัดและสร้างใหม่ด้วยพลังงานดวงดาว มวลกล้ามเนื้อที่ลีบเล็กเริ่มขยายตัวและแน่นขึ้น เส้นเอ็นถูกยืดขยายและหดรัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ความเ็ปนี้สาหัสสากรรจ์ยิ่งนัก หากจิตใจไม่เข้มแข็งพอ อาจช็อกหมดสติและธาตุไฟเข้าแทรกตายได้ในทันที
"ความเ็ปแค่นี้... เทียบไม่ได้กับสายฟ้า์ที่เผาร่างข้าในชาติก่อน!"
เฟิงอู๋จี้หลับตาลง ข่มความเ็ปด้วยสมาธิที่แน่วแน่ เขาชักนำพลังที่ไหลเข้ามาให้ไปทะลวงจุดชีพจรที่ยังตันอยู่
ปัง! (เสียงดังทึบๆ ในร่างกาย)
จุดชีพจรที่หนึ่งถูกทะลวง... พลังปราณไหลบ่าเข้าไปเติมเต็ม ขอบเขตปราณก่อกำเนิด ขั้นที่สอง!
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า น้ำในถังเริ่มเปลี่ยนจากสีเงินขุ่นเป็ใสสะอาด เพราะตัวยาและพลังปราณถูกดูดซับไปจนหมดสิ้น แต่เฟิงอู๋จี้ยังไม่หยุด
เขาหยิบหินปราณอีก 3 ก้อนที่วางไว้ใกล้มือ บดขยี้แล้วเติมลงไปใหม่!
"ยังไม่พอ... ข้าต้องไปให้ไกลกว่านี้!"
ระลอกคลื่นความเ็ปลูกใหม่ซัดเข้ามา แต่คราวนี้ร่างกายของเขาเริ่มปรับตัวได้ ิัของเขาเริ่มมีประกายสีทองแดงจางๆ เคลือบอยู่ชั้นนอก
หนึ่งคืนผ่านไป... สองคืนผ่านไป...
เฟิงอู๋จี้นั่งแช่อยู่ในถังน้ำนั้นโดยไม่ขยับเขยื้อน ราวกับรูปปั้นหิน เขาเข้าสู่สภาวะ 'ภวังค์ยุทธ์' ตัดขาดจากโลกภายนอก
จนกระทั่งรุ่งสางของวันที่สาม
ตูม!
เสียงะเิดังสนั่นภายในร่างของเฟิงอู๋จี้ ถังไม้ะเิออกเป็เสี่ยงๆ น้ำสาดกระจายไปทั่วห้อง!
ร่างของเด็กหนุ่มยืนตระหง่านอยู่กลางเศษไม้ รัศมีพลังปราณแผ่ออกมารอบตัวอย่างรุนแรงจนฝุ่นผงบนพื้นปลิวว่อน
ผิวพรรณของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเด็กหนุ่มขี้โรค กลายเป็ชายหนุ่มที่มีผิวขาวผ่องดุจหยกเนื้อดี แต่ภายใต้ิันั้นซ่อนกล้ามเนื้อที่สมส่วนและแข็งแกร่งดุจเหล็กไหล ดวงตาคู่งามเปล่งประกายเจิดจ้าราวกับมีดวงดาวซ่อนอยู่ภายใน
เฟิงอู๋จี้กำหมัดแน่น ััได้ถึงพลังมหาศาลที่อัดแน่นอยู่ในจุดตันเถียน พลังปราณหมุนวนอย่างรวดเร็วและหนาแน่นกว่าเดิมหลายเท่า
"สำเร็จ..."
มุมปากของเขายกยิ้มอย่างพึงพอใจ
"ขอบเขตปราณก่อกำเนิด ขั้นที่สี่... ระดับกลาง!"
เขาข้ามขั้นจากขั้นหนึ่งมาสู่ขั้นสี่ได้ภายในสามวัน! นี่คือความเร็วระดับปีศาจที่แม้แต่อัจฉริยะของสำนักใหญ่ยังต้องอับอาย แต่แลกมาด้วยการผลาญทรัพยากร (หินปราณ 9 ก้อน) จนเกลี้ยง และความเ็ปเจียนตาย
"ด้วยร่าง 'กายาอักขระ' ขั้นต้นนี้ ต่อให้เป็อาวุธธรรมดาก็แทงข้าไม่เข้า และพละกำลังของข้าตอนนี้... สามารถชกหินผาให้แตกได้ด้วยหมัดเปล่า"
เฟิงอู๋จี้สะบัดแขนสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เตรียมไว้ (ชุดที่ขโมยมาจากนักฆ่า แล้วดัดแปลงเล็กน้อยไม่ให้มีพิรุธ)
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างร้อนรน ขัดจังหวะความปิติยินดีของเขา
"อู๋จี้! เฟิงอู๋จี้! เ้าอยู่ข้างในหรือไม่? เปิดประตูเดี๋ยวนี้!"
เสียงนั้นเป็เสียงของ 'ลุงหวัง' ชายชราพ่อครัวประจำโรงอาหาร ผู้ซึ่งเคยแอบแบ่งหมั่นโถวให้เฟิงอู๋จี้กินตอนที่เขาอดอยาก เป็หนึ่งในไม่กี่คนในตระกูลที่ทำดีกับเขา
เฟิงอู๋จี้รีบเก็บกวาดเศษถังไม้และซ่อนร่องรอยพลังปราณ ก่อนจะเดินไปเปิดประตู
"ลุงหวัง มีอะไรหรือขอรับ?" เขาถามด้วยน้ำเสียงปกติ แสร้งทำเป็งัวเงีย
ลุงหวังหน้าตาตื่น เหงื่อท่วมตัว "แย่แล้วอู๋จี้! รีบหนีไป! นายน้อยเฟิงหยาง... นายน้อยเฟิงหยางกำลังนำคนมาที่นี่!"
"เฟิงหยาง?" เฟิงอู๋จี้เลิกคิ้ว "เขามาทำไม?"
"ข้าได้ยินบ่าวรับใช้คุยกัน... ถ้ำเก็บสมบัติของนายน้อยเฟิงหยางถูกโจรปล้น! และ... และนายน้อยโดนกับดักะเิจนตัวเหม็นเน่า ล้างไม่ออก ตอนนี้นายน้อยโกรธจนคลุ้มคลั่ง สั่งให้ค้นห้องบ่าวรับใช้ทุกคน ถ้าเจอของกลางที่ใคร คนนั้นหัวขาดแน่!"
ลุงหวังจับไหล่เฟิงอู๋จี้แน่น "ข้ารู้ว่าเ้าไม่ได้ทำ แต่เ้าน่ะเป็เป้าหมายที่นายน้อยเกลียดที่สุด เขาอาจจะยัดข้อหาให้เ้าได้ รีบหนีไปทางประตูหลังเร็วเข้า!"
เฟิงอู๋จี้มองชายชราด้วยความซาบซึ้งใจ ในโลกที่โหดร้าย ยังมีน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ หลงเหลืออยู่
"ขอบคุณท่านลุงที่เป็ห่วง... แต่ข้าจะไม่หนี"
เฟิงอู๋จี้ยิ้มบางๆ แววตาของเขาไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
"ในเมื่อเขาอยากจะค้น ก็ให้เขาค้น... ข้าเองก็อยากจะเห็นหน้า 'นายน้อยตัวเหม็น' เหมือนกันว่าจะดูน่าสมเพชเพียงใด"