บทที่ 22 ตามเงาขาวสู่ทางออก
ค่ำคืนนี้เมื่อมองนอกหน้าต่างกลับเป็่เวลาเงียบสงบราวกับสายน้ำหยุดนิ่ง ผมหันกลับไปเขย่าตัวต้าเหว่ยเขาส่งเสียงฮึดฮัดในจมูก พึมพำอะไรบางอย่างในปากใช้หลังถูไปมาบนฟูกที่นอนดูเหมือนหมูอ้วนที่เลี้ยงไว้ในคอก เขาซุกหัวเข้าไปข้างในกำแพงแล้วก็หลับต่อไปอีกครั้งอย่างสบายใจ
หมูตายย่อมไม่กลัวน้ำร้อนลวก*[1] ชัด ๆ ผมด่าไปสองสามคำคงได้แต่ต้องลงมือทำเองคนเดียว ผมลุกจากเตียงอย่างเบามือ สวมรองเท้า แล้วก็ย่องไปที่หน้าประตูอย่างระมัดระวัง เงาร่างสีขาวลอยออกไปจากช่องประตูในพริบตา ผมกำลูกบิดประตูแน่นกลัวว่าหากมีเสียงแม้แต่น้อยจะทำให้ใครตื่น
ผมเพิ่งจะคิดจะใช้แรงบิดประตูเบา ๆ กลับไม่คาดคิดว่าประตูไม้นี้จะไม่ได้ล็อก ค่อย ๆ เปิดออกเป็ช่องเล็ก ๆ ด้านนอกประตูเป็ทางเดินยาวเต็มไปด้วยหมอกหนาทึบ ลมหนาวพัดปะทะเข้ากระดูก ผมรีบจัดปกเสื้อให้เข้าที่
ในการต่อสู้กับแมงมุมดำก่อนหน้านี้ โทรศัพท์มือถือของผมก็ถือว่าหมดอายุขัยไปแล้ว เสียหายไปอย่างน่าเสียดายและในสถานที่ที่ติดต่อกับภายนอกไม่ได้แบบนี้ การสื่อสารก็สูญเสียความหมายไปนานแล้ว มีแต่ความมืดมิดไปทั่ว แม้แต่เวลาก็ไม่รู้ทำให้ผมที่เป็คนยุคใหม่รู้สึกไม่คุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย
โชคดีที่ผมรอคอยอยู่ในทางเดินเงียบ ๆ ไม่ถึงหนึ่งนาที ตาทั้งสองข้างก็ค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมโดยรอบ สามารถมองเห็นภาพรวมคร่าว ๆ ได้ ตอนที่เสี่ยวหงนำพวกเราไปพักค้างคืนที่ห้องพักแขกก่อนหน้านี้ ทางเดินเต็มไปด้วยดอกไม้หลากสี บนผนังมีภาพวาดสีน้ำมันตะวันตกแขวนอยู่ไม่น้อย ตอนนี้ทุกอย่างดูเหมือนจะเปลี่ยนโฉมไปหมด ไม่มีดอกไม้หรือภาพวาดอีกต่อไป มีเพียงสีหมอกเข้มข้นราวกับหมึก
หลังจากประสบเื่ราวที่เหลือเชื่อมามากมาย ผมก็ไม่ตระหนกใอีกต่อไปแล้ว ตกอยู่ในดินแดนมายาที่ไม่มีใครคาดเดาได้แบบนี้ ทุกเื่ที่ผิดปกติล้วนอยู่ในความคาดหมายของผม ถ้าไม่มีเื่ผิดปกติต่างหากที่จะเรียกว่าผิดปกติ นี่ช่างเป็คำกล่าวที่ถูกต้องยิ่งนัก ผมอดไม่ได้ที่จะชมตัวเองในใจ
โชคดีที่ไม่ไกลนัก เงาร่างสีขาวบางเบายังคงลอยไปมาอยู่ในทางเดินมืดมิด ผมตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าเ้าตัวที่ทำท่าลึกลับนี่จะมีเจตนาอะไรคืนนี้ต้องรู้ให้ได้ ตอนมาที่นี่เป็เ้าตัวนี้ก็พาผมมา ตอนไปผมก็ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าเ้าตัวนี้มันเป็อะไรกันแน่
ดูเหมือนว่าพื้นไม้ใต้เท้าจะทนทานได้นานจริง ๆ ที่นี่ไม่เหมือนกับโรงแรมซื่อฟางที่เดินไปไม่กี่ก้าวก็มีเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดไม่หยุด ผมกำลังย่องเบา ๆ ไปก็รู้สึกเหมือนเหยียบบนสำลีไม่มีเสียงแม้แต่น้อย เมื่อเห็นสถานการณ์แบบนี้ผมก็เดินได้อย่างสบายใจ ก่อนหมอกดำรอบตัวจะถูกลมพัดไปมา ผมเดินตามเงาขาวไปข้างหน้าเกือบร้อยเมตร
ผมลอบดีใจที่เงาขาวยังคงอยู่ข้างหน้าผมราวสี่ห้าเมตรเสมอ เดิน ๆ หยุด ๆ เหมือนมันกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่หรือเปล่า หรือว่ามันก็ติดอยู่ในเมืองสือฟางที่ไม่มีทางออกนี้เหมือนกับผม มันถือว่าเป็ผีจริงหรือเปล่านะ
ไม่ว่ามันจะกำลังทำอะไรอยู่ ดูเหมือนมันจะตั้งใจพาผมไปที่ไหนสักแห่ง ผมมีแผนการในใจแล้ว จึงไม่ลังเลอีกต่อไป เดินตามเงานั่นไปข้างหน้า แต่อยู่ ๆ เงาขาวนั่นกลับหยุดนิ่งอยู่กับที่
ผมค่อย ๆ เข้าใกล้ ร่างขาวในสายตาก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะนั้นเอง ผมกลับได้ยินเสียงพึมพำดังเลือนรางอยู่สองสามประโยค และเงาขาวก็สั่นไหวในชั่วพริบตาขณะที่ผมกำลังจะััมัน มันก็สลายหายไปต่อหน้าต่อตาอย่างไร้ร่องรอย
ผมคิดในใจและด่าออกไปอย่างหัวเสีย ความรู้สึกในตอนนี้ไม่ต่างจากตอนที่เรียนว่ายน้ำแล้วเกือบจะจมน้ำตายเพราะห่วงชูชีพที่หลุดไปจากมือ
ผมรีบกระโจนไปข้างหน้าสองสามก้าว ใช้มือทั้งสองข้างคว้าหมอกดำเผื่อจะมีร่องรอยของเงาขาวที่ไหนหลงเหลืออยู่บ้าง
ผมพึมพำนี่มันผีจริง ๆ สินะ ก่อนผมจะสบถคำหยาบออกมา ในใจก็ตื่นตระหนกหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย ผมไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน รีบหันหลังกลับไปมองทางที่มา กลับเห็นหมอกดำมืดบดบังจนหมดสิ้นทางเดินราวกลับจะทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุด หมอกดำนั่นก็เหมือนจะกลืนกินทุกอย่างให้จมหายไปในความมืด
ผมสบถอยู่ในใจสองสามคำก่อนถ่มน้ำลายออกมาสองสามทีถ้าก้าวต่อไปจะรับมือกับเื่นี้ยังไงดี ถ้าหันหลังกลับไปหาห้องที่นอนอยู่กับต้าเหว่ยเมื่อครู่ แล้วก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็คงไม่ได้ ผมรู้ว่ามันเป็แค่ความเพ้อฝันที่นี่เป็ดินแดนมายาที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเสี่ยวหงก็เคยเตือนไว้ว่าตกค่ำแล้วอย่าออกจากห้อง รอยยิ้มอันหม่นหมองนั่นทำให้ผมยิ่งอับจนหนทาง หรือจะะโเรียกเ้าของที่นี่อย่างเสี่ยวหงอีกครั้งดี จริง ๆ แล้วใบหน้าที่งดงามเลิศล้ำและรูปร่างที่ยอดเยี่ยมของเสี่ยวหงทำให้ผมอยากจะคึกคักอยู่เหมือนกัน แต่พอนึกถึงเด็กประหลาดที่มีฟันแหลมคมและปากอันแหลมคมข้าง ๆ เธอ ขาของผมก็สั่นระริก ในใจก็สั่นไหวไม่หยุด
คิดไปมา ชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสีย เสียงพึมพำข้าง ๆ หูกลับยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ผมเอาหน้าแนบกับผนังตามความรู้สึก ผนังที่นี่ค่อนข้างชื้น อาจเป็เพราะหมอกหนาทึบตลอดเวลาก็ได้ ดูเหมือนจะมีคนกำลังพูดอยู่ในผนัง เสียงที่ได้ยินค่อนข้างแหลมเหมือนกับเสียงลูกโป่งถูกับกระจกและเสียงนั่นยังดังอยู่ตลอดเวลา
นี่ยังเป็เสียงคนอยู่อีกเหรอ ผมแอบฟังที่ข้างผนังในใจสั่นเทาฟันขบแน่น
หมอกหนาทึบด้านหลังทางเดินยังคงเป็หมึกดำที่ละลายไม่ออก แต่รอบ ๆ ตัวผมกลับจางลงไปบ้าง ตอนนี้ถึงเห็นว่าที่นี่เป็จุดสิ้นสุดของทางเดินแล้ว ผนังที่เปียกชื้นด้วยหยดน้ำค้างปิดทับด้วยวอลล์เปเปอร์สีแดงเข้ม ฉันสังเกตอย่างละเอียด มีลวดลายต่าง ๆ วาดเต็มไปหมด มีทั้งวังวน เมฆลอย นกบิน สัตว์วิ่ง หยดน้ำที่ไหลลงมาตามผนังทำให้ภาพวาดเปียกชื้น เหมือนถูกย้อมด้วยเืราวกับมีชีวิตทำให้คนที่พบเห็นขนลุก จากนั้นจมูกก็ได้กลิ่นคาวเบาบาง ผมหยุดฝีเท้าที่กำลังจะถอยหลังและบอกตัวเองว่านี่เป็แค่ภาพวาดบนผนังที่ดูสมจริงเท่านั้นเอง
ผมหันไปมองที่ปลายทางเดิน ที่นั่นมีประตูหินแกะสลักบานใหญ่ตั้งโดดเด่นอยู่ ไม่รู้ประตูหินสูงมากขนาดไหนในหมอกควันหนาทึบนี้ ผมเงยหน้ามองก็ไม่เห็นยอดซุ้มประตู บนประตูหินแกะสลักลวดลายต่าง ๆ เต็มไปหมด แต่ก็คล้าย ๆ กับบนผนัง เพียงแค่เพิ่มรูปทรงของคนและปีศาจที่กำลังะโอยู่ขึ้นมา
ผมไม่สนใจดอกไม้ นก คน แมลงที่อยู่รอบ ๆ เลยสักนิด พอเห็นประตูหินใหญ่โตขนาดนี้ สิ่งเดียวที่คิดในใจคือเงาขาวที่พาผมมา คง้าจะชี้ทางสว่างให้ผมจริง ๆ สินะ
ผมรีบผลักประตูออกเสียงดังกึกก้องครั้งหนึ่ง ผมไม่สนใจอะไรมากแล้วเป็ไปตามคาด สิ่งที่ปรากฏต่อหน้ายังคงเป็ถนนของชนบทที่ชำรุดขรุขระสายนั้น รถบรรทุกของพวกเราจอดอยู่ที่นั่น ไฟหน้ารถสองดวงส่องสว่างจ้าจนตาพร่า กลิ่นน้ำมันพุ่งเข้าจมูกที่หน้าต่างรถ ต้าเหว่ยกำลังขมวดคิ้ว ปลายนิ้วมือคีบบุหรี่ กลุ่มควันลอยออกมาจากจมูก ปากยังไม่หยุดด่าทอะโว่า
“นายนี่ไปฉี่นานขนาดนี้เลยเหรอ โดนผีหลอกเหรอไง” ผมยิ้มเหยเกอย่างโง่เขลา กำลังจะวิ่งไปที่รถ ลมเย็นะเืพัดมาทำให้ด้านหลังศีรษะของผมขนลุกชัน
[1] หมูตายย่อมไม่กลัวน้ำร้อนลวก : สำนวนนี้ใช้สำหรับคนที่ต่อสู้โดยไม่มีต้นทุนอะไร เนื่องจากใช้ต้นทุนจนหมดหรือติดลบไปแล้ว ต่อสู้ไปไม่มีอะไรจะเสียอีก