มู่ไป๋หลิงกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ ปรากฎตัวอีกครั้งเหนือระเบียงชั้นบนสุดของหอน้ำชาเก้ามงคล
ผู้ดูแลหอทั้งสองโค้งศีรษะ หันยืนขนาบคู่ข้างกาย สายตาทั้งสามทอดมองลงเบื้องล่างพร้อมกัน ผ่านหน้ากากแมวดำที่สวมใส่อำพรางใบหน้า
ก่อนจากนั้น ผู้ดูแลฝ่ายขวาจะสะบัดมือออก สั่งการแพรผืนผ้าหลากสีสันที่ประดับตกแต่งบนเพดานหอน้ำชา ซึ่งแท้จริงแล้วถูกติดตั้งกลไกเตรียมพร้อมไว้ หว่านเข้าโอบล้อม ตรวนตรึงจับตัวบรรดาสมุนสำนักฝึกสัตว์ปีศาจและพรรคบิดเบือนบัญญัติที่ก่อความวุ่นวาย
หลังอากาศถ่ายเท หมอกจางลงจนวิสัยทัศน์ชัดเจน ภาพที่เห็น คือพวกพรรคฝ่ายใต้ดินเ่าั้ ล้วนถูกมัดรวมเป็กระจุกกลุ่มก้อน ง่ายต่อการจัดการในทีเดียว
“เ้านั่นมันเป็ใคร แสบนัก… กล้าปั่นหัวพวกเรา!” จอมยุทธ์สำนักฝึกสัตว์ปีศาจบ่น ดิ้นขณะถูกจับมัดไว้
สามสตรีแห่งหอน้ำชาเก้ามงคล เคลื่อนกายด้วยวิชาตัวเบาสู่พื้นชั้นล่าง โดยมีมู่ไป๋หลิงนำยืนอยู่ด้านหน้าหนึ่งก้าว ลำคอระหงตั้งตรงสง่า ดวงตามองไปข้างหน้าอย่างแน่วแน่
เวลาเดียวกัน หลี่ชิงเฉินได้ลอบเข้ามาในหอน้ำชาอีกครั้ง ผ่านหน้าต่างด้านหลังของหอบานหนึ่ง และหามุมลับตาหลบเฝ้าสังเกตการณ์
สตรีตรงกลางผู้มีท่าทีทรนง ย่อมต้องเป็เถ้าแก่เนี้ยของหอน้ำชาเก้ามงคล ทว่ารูปโฉมงดงามโดดเด่นแฝงความนุ่มนวลเฉกเช่นอิสตรี ที่แม้แต่หน้ากากยังไม่อาจซ่อนเร้นนั้น ช่างขัดแย้งกับบุคลิกอันองอาจผ่าเผยโดยสิ้นเชิง ดูอย่างไรนางก็ไม่มีทางเป็แค่เถ้าแก่เนี้ยธรรมดา
การกระทำต่อมา ยังสะท้อนให้เห็นถึงความหาญกล้าเกินกว่าสตรีทั่วไปจะพึงมี ซึ่งสามารถลงมือโดยไม่สนว่าอีกฝั่งจะเป็ผู้มีอิทธิพลใดก็ตาม
ไม่พูดพร่ำทำเพลง มู่ไป๋หลิงยกแขนกอดอก พร้อมออกคำสั่ง
“ซัดออกไปให้หมด”
ผู้ดูแลทั้งสองนางร่วมกันซัดปราณคนละฝ่ามือ ทั้งสำนักฝึกสัตว์ปีศาจและพรรคบิดเบือนบัญญัติ จำต้องไสหัวออกจากหอน้ำชาไป ในสภาพที่น่าสมเพชอย่างช่วยไม่ได้
ไม่นาน ฉางขู่กงจื่อก็ย่างเหยาะตามมายืนด้านหลังหลี่ชิงเฉินอีกราย และทันได้เห็น่ที่พวกก่อความวุ่นวายทั้งหมดนั้น ต่างกลิ้งหน้าจุ่มพื้นกันนอกหอน้ำชาเป็แถบ เขาจึงยกพัดขึ้นบังครึ่งหน้า อดหลุดขำสารรูปของพวกมันไม่ได้
ประตูหอน้ำชาปิดลงอีกครั้ง ด้านในเหลือกุยเหอแค่เพียงผู้เดียว ที่สามารถยืนหยัดต่อต้าน ไม่ถูกผลกระทบของฝ่ามือซัดออกไป
หลังประตูปิดสนิท บรรยากาศรอบ ๆ ของหอน้ำชาก็พลันแปรเปลี่ยน ม่านแสงสาดทึบรอบด้าน ค่ายกลพรางตาทำงาน สื่อถึงการเข้าสู่การเจรจากับตำหนักสดับสหัสสาสน์
กุยเหอก้มมองมู่ไป๋หลิงแบบผ่าน ๆ แค่ชั่วครู่
“เ้าก็คือประมุขหอ” จากนั้นชูคอกล่าวต่อ อย่างไม่เห็นกฎเกณฑ์ของตำหนักสดับสหัสสาสน์อยู่ในสายตา “พรรคบิดเบือนบัญญัติไม่มีคำว่าเจรจาต่อรอง… รีบบอกสิ่งที่พวกเ้ารู้ทั้งหมดมา ฝ่ามือเมื่อครู่ทำอะไรข้าไม่ได้ ผ้านี่ก็รั้งข้าไว้ไม่ได้”
กุยสะบัดแขนสองข้างกางออก ฉีกผืนผ้าที่รัดกุมไว้ขาดสะบั้นเป็ชิ้น ๆ ราวกับจะประกาศว่าไม่มีสิ่งใดจะหยุดยั้งตนได้
ผู้ดูแลฝ่ายซ้าย ลู่กว่างซินแสร้งตื่นตระหนก ก่อนกล่าวเสียดสีกลับ
“โอ้? เช่นนั้น เ้าก็ควรจำไว้ว่าวิธีการต่ำช้าเช่นการข่มขู่ ใช้กับพวกเราตำหนักสดับสหัสสาสน์ไม่ได้ผล”
ได้ฟังดังนั้น ผนวกกับสิ่งที่ฉางขู่เล่าให้ฟังก่อนหน้า หลี่ชิงเฉินจึงเข้าใจกระจ่างในที่สุด หอน้ำชาเก้ามงคลที่แท้มีอีกชื่อว่าตำหนักสดับสหัสสาสน์ และมีเบื้องลึกเื้ัมากกว่าที่รับรู้ภายนอก
กุยเหอเอียงคอ จ้องผู้ดูแลฝ่ายซ้าย
“ที่พวกเ้ายังพูดจาอวดดีอยู่ได้ เป็เพราะข้าไม่ชอบทำร้ายสตรี แต่อย่าให้มันมากไปนัก”
“แล้วเ้านับเป็ตัวอะไร” ลู่จี้หลันผู้ดูแลฝ่ายขวา ยกฝ่ามือกางกรงเล็บที่ซุกซ่อนไว้ เตรียมพร้อมต่อสู้วัดฝีมือสักตั้ง หลังอดทนฟังเงียบ ๆ มานาน
มู่ไป๋หลิงยกมือปรามลู่จี้หลัน ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวไปเผชิญหน้ากับกุยเหออย่างช้า ๆ ด้วยตนเอง
สามสตรีแกร่งแห่งตำหนักสดับสหัสสาสน์ ไหนเลยจะกริ่งเกรงบุรุษหยาบช้าตรงหน้า
“วาจาเมื่อครู่จะมีน้ำหนัก... ก็ต่อเมื่อสตรีที่เ้ากำลังเสวนาด้วยเป็แค่สตรีอ่อนแอ!”
มู่ไป๋หลิงแสดงให้เห็นประจักษ์ โดยตวัดนิ้วชี้และนิ้วกลางที่ประกบชิด ส่งผ่านลมปราณที่คมกริบดุจกระบี่ พุ่งเข้ากระแทกหัวเข่าของกุยเหออย่างแม่นยำ
พริบตาที่ถูกพลังปราณซัด ร่างสูงใหญ่ที่เคยผยองของเขา พลันทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นอย่างมิอาจขัดขืน ความชาวาบแล่นพล่านไปทั้งขา และยิ่งเขาพยายามจะฝืนหยัดกายลุกขึ้น ลมปราณนั้นก็ยิ่งกดทับให้ทรุดหนักลงไปอีกทอด ความทรมานโลดแล่นไปทั่วร่าง
กุยเหอพูดไม่ออก วิชาดรรชนีลึกล้ำถึงขั้นนี้ ตนกลับไม่เคยพบเจอมาก่อน
“นั่นมันวิชาดรรชนีอะไรกัน?” ฉางขู่ชะเง้อคอมองอย่างเห็นไม่ค่อยชัด
หลี่ชิงเฉินสายตาหลุดลอย พึมพำเสียงเบา “ดรรชนีกระบี่ตรึงิญญา…”
ดรรชนีกระบี่ตรึงิญญา แม้นามระบุว่าเป็วิชาดรรชนี หากแต่แท้จริงมันถูกต่อยอดมาจากวิชากระบี่ ผู้ใช้จำเป็ต้องเชี่ยวชาญวิชากระบี่ ทั้งยังต้องมีกำลังภายในลึกล้ำ หลักการของวิชาคือการส่งปราณกระบี่ที่แข็งแกร่ง เข้าไปสกัดตรึงชีพจรลมปราณ มอบความเ็ปไม่ต่างจากถูกคมกระบี่ทิ่มแทง ทั้งร่างไม่อาจเคลื่อนไหว ราวกับถูกกระบี่ปักตรึงิญญาให้แน่นิ่ง สยบคู่ต่อสู้ให้พ่ายแพ้ั้แ่ยังไม่ประฝีมือ ประกาศความเหนือชั้นกว่าทันตา
เนื่องจากผู้คิดค้นวิชาอย่างเ้าสำนักเจิ้งชี่ เทพกระบี่หลี่เจี้ยนชิง มักใช้สยบไม้เบื่อไม้เมาอย่างฝ่ายพรรคใต้ดิน เพื่อจบการต่อสู้โดยหลีกเลี่ยงการนองเืบ่อยครั้ง ไป ๆ มา ๆ จึงบังเกิดอีกชื่อที่ผู้คนเรียกขานตามภาพจำเช่นนั้นว่า ดรรชนีกระบี่สยบปฏิปักษ์ อันเป็ชื่อเดียวกับ เพลงกระบี่สยบปฏิปักษ์ เพลงกระบี่ประจำตัวของเทพกระบี่หลี่เจี้ยนชิง โดยทั้งคู่ต่างก็เป็วิชาที่ร้ายกาจและกำราบฝ่ายตรงข้ามอย่างยโสโอหัง
อย่างไรเสีย นั่นก็เป็เื่เมื่อแปดปีก่อน เวลานี้วิชาดังกล่าวแทบไม่ต่างจากตำนาน น้อยคนนักที่ยังจดจำได้ มิต้องกล่าวถึงกุยเหอ ที่พึ่งเป็ขุนพลได้ไม่นาน เขาจึงย่อมไม่เคยประสบ น่าประหลาดที่ผู้ใช้มันในยุทธภพอีกครั้ง กลับเป็ดรุณีเถ้าแก่เนี้ยโรงน้ำชานางหนึ่ง และหากมีผู้ที่รู้จักวิชานี้เป็อย่างดี ย่อมจะพบว่าวิชาที่นางใช้นั้นไม่สมบูรณ์ ความร้ายกาจจึงลดระดับลง แสดงผลลัพธ์แค่สี่ส่วน เหลือเพียงสกัดความเคลื่อนไหวชั่วคราว และทำให้บริเวณที่โดนวิชารู้สึกชา
“ดรรชนีกระบี่ตรึงิญญา? เช่นนี้ก็ไม่น่าแปลกใจแล้ว” ฉางขู่โบกพัดรัว ๆ อย่างตื่นเต้น
สตรีผู้นั้น คงเป็สตรีที่นั่งอยู่หลังฉากกั้น ฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียว
ก่อนจะเอะใจขึ้นมา “แต่วิชานี้… ตามที่ข้าเคยอ่านผ่านตาในบันทึกรวมสรรพวิทยายุทธ์ มันถูกจัดอยู่ในวิชากำลังภายในสายสยบ นอกจากปรมาจารย์หลี่แล้ว ก็เหมือนว่าไม่มีผู้ใดใช้มันได้อีก”
ฉางขู่ตบพัดกับมืออีกข้าง ถามเองตอบเอง “หรือที่จริงเขาจะมีลูกศิษย์?”
คำถามปรากฏขึ้นในใจหลี่ชิงเฉินเช่นกัน …เหตุใดนางจึงสามารถใช้วิชานี้ได้ แต่กลับไม่ถึงขั้นเชี่ยวชาญ?
มู่ไป๋หลิงยืนค้ำเหนือหัวของกุยเหอ
พรรคบิดเบือนบัญญัติเต็มไปด้วยพวกคลั่งการต่อสู้ ที่ในหัววัน ๆ สักแต่จะประลองยุทธ์ นางมั่นใจว่านับแต่นี้เป็ต้นไป กุยเหอจะต้องตามสร้างปัญหาแก่หลี่ชิงเฉินไม่เลิกเป็แน่
ดังนั้น นางจึงต้องตัดไฟแต่ต้นลม…
“ตำหนักสดับสหัสสาสน์ไม่เคยเกรงกลัวอิทธิพลใด”
ประโยคต่อมา มู่ไป๋หลิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลงฉับพลัน “กงการของคนในยุทธภพข้าล้วนไม่สน แต่ข้าขอเตือนว่าจากนี้อย่าได้ตามรังควาน ‘คนผู้นั้น’ อีก”
กุยเหอหัวร่อเย้ยหยัน หลับตาลองเดินกำลังภายใน พบว่าเริ่มคลายวิชาได้บางส่วน
“ที่แท้ก็แค่วิชาที่ไม่สมบูรณ์ คิดว่าแค่นี้ก็ทำให้ข้าต้องฟังพวกเ้าแล้ว…?”
มู่ไป๋หลิงยกมุมปาก มองไปทางผู้ดูแลหอฝ่ายซ้าย
ลู่กว่างซินยิ้มรับ เอ่ยตามที่วิเคราะห์
“พรรคบิดเบือนบัญญัติมาเยือนผิงอัน เบื้องหน้าเพื่อถามหาที่อยู่คู่ปรับของโยวเสวียนหาน…เทพกระบี่หลี่เจี้ยนชิง ทว่าเื้ั ยังตามหาความลับบางอย่างของวิหารเอกะวิถี(ไท่อี้กวน)อีกด้วย ดังนั้น จุดประสงค์หลักที่มา ย่อมต้องเป็เพราะร่องรอยศิษย์คนสุดท้ายของวิหารเอกะวิถี ซึ่งปรากฏตัวล่าสุดที่เมืองผิงอัน เพียงแต่ตามหาเท่าไหร่…ก็ยังคว้าน้ำเหลว ไม่เช่นนั้น คงไม่แวะมาเยี่ยมเยียนหอน้ำชาเก้ามงคลถึงที่ ท่านขุนพลว่าจริงหรือไม่?”
กุยเหอหรี่ตาลงเล็กน้อย ชื่อเสียงของตำหนักสดับสหัสสาสน์นับว่าเป็ของจริงได้ แผนการของพรรคบิดเบือนบัญญัติและการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ล้วนถูกมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
มู่ไป๋หลิงปรายหางตาจากเบื้องบน แววตาลึกล้ำไม่อาจคาดเดา ว่ายังล่วงรู้อันใดอีกมากเท่าไหร่
“เกรงว่าการใหญ่ของประมุขโยว คงต้องถูกเ้าทำพังเสียแล้ว…”
กุยเหอถลึงตาด้วยโทสะวาวโรจน์ ต่างรู้กันว่าเหล่าขุนพล เทิดทูนเคารพโยวเสวียนหานยิ่งกว่าชีวิต และมิมีวันยอมให้เป้าหมายของประมุขพรรค เกิดข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย การที่เถ้าแก่เนี้ยหอน้ำชากล่าวเช่นนี้ จึงมิต่างจากการกระตุกหนวดเสือฝ่ายพรรคใต้ดิน และท้าทายพรรคบิดเบือนบัญญัติโดยตรง
มู่ไป๋หลิงก็หาได้เอ่ยเพียงเพื่อแค่ขู่ ภายใต้น้ำเสียงสงบนิ่ง กลับแฝงกลบไปด้วยความเดือดดาล
เพียงแต่สิ่งที่ยากจะเข้าใจได้ คือการที่ตำหนักสดับสหัสสาสน์ที่วางตัวเป็กลาง ทำการค้าโดยหลีกเลี่ยงปัญหามาตลอด ครั้งนี้ กลับพร้อมขัดแย้งกับพรรคบิดเบือนบัญญัติ เพื่อปกป้องจิตรกรธรรมดาคนหนึ่ง นี่มันไม่สมเหตุสมผลและไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
ฉางขู่เองก็สงสัย ปราดมองหลี่ชิงเฉินทันควัน
“นี่มันหมายความอย่างไรกัน คนที่กุยเหออยากตามรังควาน นั่นไม่ใช่เ้าหรอกรึ?” ก่อนจะหรี่ตา “ไม่ใช่เ้าไปแอบหว่านเสน่ห์ใส่เถ้าแก่เนี้ยผู้นั้นไว้ตอนไหนหรอกนะ”
หลี่ชิงเฉินถึงกับเลิกคิ้วในความคิดไปเรื่อยของอีกคน ตอบปัดเสียงแข็ง
“เหลวไหล ข้าไม่เคยพบนางมาก่อน”
กุยเหอขบกราม เค้นเสียงลอดไรฟัน
“เ้าหนุ่มนั่นเป็อะไรกับเ้ากันแน่ ถึงกับทำให้เ้ากล้าสอดมือยุ่งเื่ที่มิควรยุ่ง และคิดตั้งตัวเป็ศัตรูกับพรรคบิดเบือนบัญญัติ?”
มู่ไป๋หลิงเรียกกระบี่ออกมาในมือ จ่อประชิดลำคอกุยเหอ
“ช่างเถอะ… ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะตัดปัญหาด้วยการปลิดชีพเ้า เสียตอนนี้…” วาจานางเย็นเยียบประหนึ่งเหมันต์ แววตาคมปลาบยิ่งกว่ากระบี่