ก่อนลูกไฟจากฟากฟ้าจะร่วงหล่นบนผืนปฐี จางเล่ยเป็เพียงจอมยุทธ์พเนจรที่ออกท่องไปทั่วแผ่นดิน ปราบปรามโจรร้ายที่ปล้นฆ่าชิงทรัพย์ตามรายทางเพื่อหาเลี้ยงชีพ กินบนดินนอนกลางทรายเยี่ยงวณิพกผู้หนึ่ง ชื่นชอบท้าประลองกับยอดฝีมือตามรายทาง ผูกมิตรกับชาวยุทธ์ทั่วหล้าจนนับไม่ถ้วน
หลังลูกไฟถล่มผืนพิภพจนเกิดความเปลี่ยนแปลง เขาอุทิศตนเองเพื่อปกป้องเด็กกำพร้าที่สูญเสียครอบครัวจากมหันตภัย แต่เพียงไม่นานระบบการปกครองก็ล่มสลายโดยสมบูรณ์ ไม่มีทางการคอยจ่ายค่าหัวโจรผู้ร้ายอีก เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ต้องทนเห็นเด็กน้อยในการดูแลอดอยากล้มหายตายจากไปทีละคนๆ แม้แต่ตนเองก็เกือบสิ้นลมหายใจเพราะความหิวโหย โชคดีที่พานพบสหายเก่าผู้หนึ่งช่วยเหลือเอาไว้ จึงรอดพ้นจากความตายมาได้อย่างหวุดหวิด
หลังจากแยกทางกับสหายก็ออกพเนจรอีกครา สิ่งที่พบพานมีแต่การต่อสู้แย่งชิงความเป็ใหญ่ มนุษย์เข่นฆ่ากันราวผักปลา ท่ามกลางโลหิตที่หลั่งไหลเป็ท้องธาร เขาก็สิ้นหวังกับผู้คนในใต้หล้าแห่งนี้
ในขณะที่ผู้อื่นต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจ จางเล่ยกลับมุ่งความสนใจไปยังสถานที่แห่งเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือแดนโลหิตที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ เขาไม่ชื่นชอบการเข่นฆ่ามนุษย์เท่าใดนัก หากมิใช่โจรร้ายที่ฆ่าคนเพื่อทรัพย์สินอย่างไร้มนุษยธรรมแล้ว เขายังไม่เคยลงมือสังหารคนไร้ความผิดมาก่อน
การต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ในแดนโลหิตจึงเป็ความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวของเขา
ครั้งแรกในแดนโลหิตแทบพรากชีวิตอันโดดเดี่ยวของจางเล่ย เพียงครึ่งชั่วยามเขาต้องลากสังขารที่เต็มไปด้วยาแฉกรรจ์หลายสิบแห่งซมซานออกมา เป็ครั้งแรกที่ประสบความพ่ายแพ้อย่างหมดรูป สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ที่เขาประมือด้วยเป็เพียงมุสิกสายฟ้าเท่านั้น ซึ่งนั่นคือสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอที่สุดในแดนโลหิตเสียด้วย
หลังจากพักรักษาตัวนานครึ่งปี จางเล่ยก็กลับเข้าสู่แดนโลหิตอีกครั้ง เขาเตรียมตัวมาดีกว่ารอบก่อนพอสมควร แต่ก็อยู่ในแดนโลหิตได้เพียงสามชั่วยาม สุดท้ายได้รับาเ็ฉกรรจ์หลายแห่ง ถึงกระนั้นผลลัพธ์ก็ดูดีกว่าครั้งก่อนไม่น้อย
หลังจากรักษาตัวเองจนหายดีก็เข้าไปเสี่ยงอันตรายอีกครั้ง และออกมาพร้อมกับอาการาเ็ กระทำเช่นนี้ติดต่อกันถึงเจ็ดปี จนกระทั่งครั้งที่สิบเจ็ดก็บังเกิดการเปลี่ยนแปลง
จางเล่ยที่ค่อนข้างชำนาญในการท่องแดนโลหิต หลงระเริงพลัดหลงเข้าไปในเขตชั้นกลาง เื่ราวเลวร้ายลงอย่างรวดเร็วเพราะสัตว์เทพในเขตนี้ร้ายกาจกว่าด้านนอกหลายเท่า ผู้เห็นเหตุการณ์ต่างพากันคิดว่าเขาคงไม่รอดออกมา แต่เจ็ดวันต่อมาเขากลับเดินออกมาพร้อมกับพลังอันยิ่งใหญ่
จางเล่ยได้จับพลัดจับผลูสำเร็จการฝึกฝนกายาจากความลำบากที่ได้รับมาเจ็ดปี การเคี่ยวกรำในแดนโลหิตกลายเป็บททดสอบให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ปุถุชน และเขาก็ทำมันสำเร็จ กลายเป็ผู้ฝึกฝนกายาคนแรกของใต้หล้าแห่งนี้
นับจากนี้ สถานการณ์ของเขตปกครองที่สิบสองที่เรียกว่า บูรพาทมิฬ ก็เปลี่ยนไป จางเล่ยที่แข็งแกร่งกว่ามนุษย์ปุถุชนทั่วไปได้ก่อตั้ง สำนักกายาเหล็ก ขึ้นมา เพียงสิบปีก็สามารถสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งได้หนึ่งกองร้อย โค่นล้มผู้ปกครองคนเก่าและขึ้นแทนที่ตำแหน่งของมัน
จางเล่ยมิได้โหยหาอำนาจ มิได้้าเงินทอง ยิ่งไม่ใฝ่หาโฉมสะคราญเคียงกาย เพียงแต่อยากจัดระเบียบการปกครองในเขตบูรพาทมิฬใหม่ ผู้ปกครองคนเก่าใช้อำนาจเพื่อเสพสุขบนความทุกข์ของคนใต้ปกครองมาช้านาน ไม่สนใจว่าข้างทางจะมีคนอดอยากล้มตายมากน้อยเพียงใด
เขาไม่อยากทนเห็นสภาพทุเรศทุรังเช่นนี้ของผู้ยากไร้อีก วิธีเดียวที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงคือก้าวขึ้นมาเป็ผู้ถือกฎเกณฑ์ ฉะนั้นจึงลงมือแย่งชิงอำนาจมาไว้ที่ตนเอง
เขตบูรพาทมิฬภายใต้การปกครองของจางเล่ยเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักก็คืนสู่เค้าโครงเดิมก่อนลูกไฟจะร่วงหล่นลงมาจากฟ้า เริ่มต้นจากการปกครองอย่างเป็ระบบ รับสมัครเ้าหน้าที่ทางการ ส่งเสริมการเพาะปลูก ที่สำคัญคือนำกฎหมายมาใช้ควบคุมผู้คน กำหนดบทลงโทษและการปูนบำเหน็จอย่างชัดเจน ทำให้อาชญากรรมและการปล้นชิงค่อยๆ ลดลง
จางเล่ยมิใช่คนเห็นแก่ตัว เขาไม่ปิดบังวิธีฝึกฝนตนเองต่อผู้อื่น กลับเรียบเรียงประสบการณ์ฝึกตนของตนเองออกมาเป็ตำราฝึกยุทธ์เล่มแรก แจกจ่ายให้ทุกค่ายพรรคในเขตปกครองของตนเอง
เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปอีกสิบปี เขาก็ฝึกฝนสำเร็จถึงขั้นสูงสุดในการฝึกกายา ท้ายที่สุดแล้วจึงได้สรุปลำดับการฝึกฝนออกมาเช่นนี้
ขั้นที่หนึ่งเรียกว่า ‘ผลัดผิวหลอมหนัง’ เป็การเคี่ยวกรำิัภายนอกให้ทนทานต่อของมีคมและแรงกระแทก ขับสิ่งสกปรกและสารพิษชั้นแรกออกมาตามรูขุมขน ผิวพรรณจะเริ่มแกร่งขึ้นราวเกราะเหล็ก ผู้ฝึกตนในระดับนี้จะมีพละกำลังมากกว่ามนุษย์ธรรมดาสิบถึงยี่สิบเท่า
ขั้นที่สองเรียกว่า ‘ชำระเนื้อเปลี่ยนเส้นเอ็น’ เป็การฝึกฝนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและพละกำลังของมัดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นทั่วร่าง ทำให้เคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่าเดิม ทนทานแข็งแกร่งจนของมีคมมีอาจเชือดเฉือน ผู้ฝึกตนในระดับนี้จะมีพละกำลังมากกว่ามนุษย์ธรรมดาสามสิบถึงสี่สิบเท่า
ขั้นที่สามเรียกว่า ‘ชำระกระดูกหลอมไขข้อ’ เป็การส่งพลังไปชำระล้างโครงสร้างกระดูกให้แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ผลัดเปลี่ยนไขข้อเพื่อกระตุ้นการสร้างเืใหม่ที่บริสุทธิ์ ขจัดความอ่อนแอของมนุษย์ปุถุชน ผู้ฝึกตนในระดับนี้จะมีพละกำลังมากกว่ามนุษย์ธรรมดาห้าสิบถึงเจ็ดสิบเท่า
ขั้นที่สี่เรียกว่า ‘หลอมอวัยวะภายใน’ เป็การฝึกฝนเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้หัวใจ ตับ ไต ปอด และม้าม ร่างกายจะสามารถทนทานต่อพิษ ทนต่อการอดอาหารและน้ำได้นาน อาการาเ็ภายในจะสมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ผู้ฝึกตนในระดับนี้จะมีพละกำลังมากกว่ามนุษย์ธรรมดาแปดสิบถึงหนึ่งร้อยเท่า
ขั้นที่ห้า ‘ทะลวงชีพจรเปิดสัตตทวาร’ เป็ขั้นสุดท้ายของการฝึกกายา ต้องทะลวงเส้นชีพจรทั่วร่างและเปิดทวารทั้งเก้า เพื่อให้ร่างกายพร้อมสำหรับการดึงดูดปราณฟ้าดินเข้ามาหลอมรวมในจุดตันเถียน เป็สะพานเชื่อมไปสู่การ ‘สร้างครรภ์ปราณ’ ที่แท้จริง
จางเล่ยกลายเป็ปรมาจารย์อันดับหนึ่งในเขตบูรพาทมิฬ ผู้คนยกย่องและบูชาเขาดุจเทพเ้าผู้ยิ่งใหญ่ แต่เขากลับใช้ชีวิตติดดินเหมือนก่อนหน้า รับเด็กหนุ่มสาวที่มีพร์ในการต่อสู้มาเป็ศิษย์มากมาย อบรมสั่งสอนให้พวกเขากลายเป็ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่ง
เขารู้ว่าวันหนึ่งาจะกลับมา เขตปกครองบูรพาทมิฬจำเป็ต้องมีผู้แข็งแกร่งคอยปกป้องคุ้มครอง เขาเพียงแค่คนเดียวมิอาจเอาชัยกองทัพนับหมื่น การแจกจ่ายตำราฝึกตนเพื่อสร้างผู้ฝึกตนขึ้นมามากมายล้วนเป็หนึ่งในแผนการที่เขาวางไว้ล่วงหน้า
ก่อนพายุพัดถล่ม หากวางรากฐานบ้านไว้อย่างแ่า ไม่ว่ามรสุมจะรุนแรงเพียงใดก็ไม่อาจทำลายเคหาสน์หลังนี้ได้
หากปกป้องบ้านเมืองได้ ผู้คนก็จะใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยและมีความหวังต่อไป
จางเล่ย (张雷) : "จางเสียงอัสนีบาต"ความหมาย: เหล่ย์ (雷) หมายถึง สายฟ้า หรือเสียงฟ้าร้อง