ซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที

    บทที่ 20. ตอนที่ 2. ม่านหมองเวียงสรวง

    การขับเคี่ยวระหว่างแสงสว่างและดวงวิญญาณอันมืดมิด ดำเนินไปจนแสงแรกของวันใหม่จับแตะขอบฟ้า เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบเขา เงาแสงวันใหม่เริ่มจับแตะผิวน้ำของ เจ้ามหาชีวิตขุนอินทร์ถวายก็ทรงหยิบขันน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาบริกรรมคาถากำกับ แล้วรดลงไปตั้งแต่หัวจรดตีนของเจ้าอินทร์สรง ที่บัดนี้นอนนิ่งหมดสติปานคนตาย

    "ซ้ายล้างเสนียด ขวาล้างจัญไร หัวตีนล้างอัปมงคล ให้มึงกลับมาเป็นคนของกูสืบไปเถิดอินทร์สรง!"

    สิ้นเสียงประกาศิต ร่างของเจ้าอินทร์สรงกระตุกอย่างรุนแรงเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะอาเจียนออกมาเป็นเศษดินโคลนเขม่าตะกอนควันไฟ กระดูกแลเส้นผมที่ติดคราบเลือดดำช้ำ ลมพายุที่เคยพัดโหมตลอดพิธีกรรมสงบลงทันตาเห็น เหลือเพียงเสียงไก่ขันแลนกป่าที่เริ่มออกหากิน จนผู้คนในพิธีต่างเชื่อสนิทใจ ในอำนาจของเจ้ามหาชีวิตพระองค์ใหม่ ผู้ซึ่งเป็นมากกว่านักปกครองแลนักรบ แต่พระองค์ยังทรงเป็นจอมอาคมข่มภูติผีปีศาจ

    เจ้าอินทร์สรงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาที่เคยแดงก่ำและอาฆาต บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นใสซื่อและอ่อนแรงจนน่าเวทนา มันมองเห็นพระพักตร์ของพี่ชายที่อาบไปด้วยเหงื่อไคล แต่ยังคงเปี่ยมด้วยเมตตาทุกครั้งที่มองมัน

    "พี่ท่าน...อินทร์ถวาย…" เสียงนั้นบางเบาราวกับใบไม้ร่วง

    เจ้านางจันทร์แดงรีบลุกขึ้น วิ่งโผเข้าหาบุตรชายพลางร่ำไห้ด้วยความโล่งใจ นานแล้วที่นางหาทางช่วยลูก นานแล้วที่ความหวังมากมายราวถูกลวง เจ้าขุนอินทร์ถวายทรงเก็บดวงแก้วนาคินทร์ลงผอบทองคำปประดับมณี ทรงทอดพระเนตรดูภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ทรงหันไปหาแสนเมืองสิงห์ที่ยืนคุมเชิงอยู่ข้างหลัง

    "เห็นหรือไม่ไอ้เมืองสิงห์...เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ แม้นมันจักเคยคิดฆ่ากู แต่วันนี้กูได้น้องชายกูกลับคืนมาแล้ว พระชายาจันทร์แดง ยามนี้อินทร์สรงกลับคืนมาแล้ว ก็จงนำมันกลับไปดูแลที่พิมานตำหนักเถิด มันไม่เป็นผีบ้าแล้ว แต่โทษครั้งอดีตยังไม่จบ แม้นมันจะพ้นด้วยผีร้ายงำใจ แต่เรื่องที่มันเคยคิดสังหารกูด้วยคุณของยังต้องชำระความ ไอ้เมืองสิงห์ จัดกองกำลังคุมพิมานตำหนักพระชายาเอาไว้ คนอื่นเข้านอกออกในได้ปกติ ยกเว้นแต่ไอ้อินทร์สรง ให้มันอยู่ได้แค่พิมานพระชายาเท่านั้น"

    “พระเจ้าข้า…”

    พระชายาจันทน์แดงพยักหน้ายอมรับ ทั้งที่ใบหน้ายังอาบน้ำตา ต่อให้ยังมีโทษ ก็ดีกว่าให้ลูกของนางต้องมาอยู่คุ้มร้างท้ายเวียง ดวงตาแข็งกร้าวที่มักมองมายังองค์อินทร์ถวาย ยามนี้กลับอ่อนแสงลงทั้งแม่แลลูก หวังว่าความเมตตาของเจ้าหลวงอินทร์ถวาย จักทำให้แม่ลูกสายเลือดเวียงหนองแส จักหันมาดีกับพระองค์บ้าง ไม่มากก็น้อย

    เจ้ามหาชีวิตขุนอินทร์ถวายทรงพระดำเนินออกจากคุ้มร้างด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย ทิ้งเบื้องหลังที่เป็นอดีตอันขมขื่นไว้ในความมืด ที่พ่ายแพ้ต่อแสงสว่างของดวงตะวันยามเช้าของวันใหม่ เปรียบเสมือนพญายักษ์สา ที่แพ้พ่ายต่อดวงแก้วนาคินทร์อันเป็นหัวใจแห่งสุวรรณโคมคำ

    เจ้าแสนเมืองสิงห์ที่กำลังเดินตามเจ้าเหนือหัว เหล่ตามองดูพระชายาจันทร์แดงด้วยความระแวงแลมิได้วางใจต่อนางมารร้ายในร่างคน

    'มันแม่ลูกก็แค่แสร้งอ่อนน้อมเท่านั้นดอก ภายในใจเป็นเช่นไร ยังต้องรอดูกันต่อไป อสรพิษต่อให้ลอกคราบสักกี่หน มันก็คืออสรพิษไปชั่วชีวิต'

    เสียงไก่ขันกระชั้นชิดดังแว่วมาจากบ้านเรือนที่อยู่อาศัยรายรอบตีนเขา กลิ่นควันไฟจากครัวเรือน เสมือนสัญญาณการดำรงชีวิตของวันใหม่ อีเอื้องสายยืนกระชับห่อผ้าแลหีบกำปั่นใบย่อมไว้แนบอก คอยท่าพญาพรหมเสกที่หน้าเรือนรับรองตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี

    ด้วยทุกวันยามฟ้าสาง จะเป็นมันแลอีฟั้น ที่จะนำกระยาหารไปถวายต่อครูบาเจ้า แต่วันนี้อีเอื้องกลับเลี่ยงหลบออกมาเพื่อนำสมบัติอันเจ้านางซอมพอมอบให้ มาฝากฝังไว้ต่อพ่อพญาพรหมเสก ตั้งใจให้พระองค์เป็นผู้เก็บรักษาไว้แทนตน ด้วยมันรู้สึกได้ถึงความไม่แน่นอนในชีวิตภายภาคหน้า

    อีเอื้องยืนรออยู่นาน จนกระทั้งประตูเรือนเปิดแง้มออก

    “พี่ท่าน…พันแก้วลูนใช่หรือไม่” เอื้องสายเอ่ยเรียกเบา ๆ เมื่อเห็นพันแก้วลูนกำลังเดินลงบันไดเรือนมา ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

    นายทหารหนุ่มชะงักฝีเท้า เมื่อเห็นว่าผู้ที่มายืนอยู่หน้าเรือนคือผู้ใด มันรีบลงจากเรือนแล้วเลี่ยงหลบไปยืนด้านข้าง ด้วยท่าทีสุขุม แลโค้งศีรษะให้ความเคารพต่อนาง “ท้าวสนมเอื้องสาย...มาคอยท่ารอฝ่าพระบาทเจ้าแต่เช้าเชียวหรือ”

    "นั่น…พี่ท่านจักทำกระไร เหตุใดต้องก้มหัวให้แก่ข้าเจ้า อันเป็นเพียงขี้ข้าเรือนพิมานเจ้านางถึงเพียงนี้ด้วย" เอื้องสายทำตัวไม่ถูก รีบขยับถอยหลังออกห่างด้วยความประหม่า

    "ข้าพเจ้าเป็นเพียงขุนนางตำแหน่งน้อย มิใช่เจ้านาย อยู่ต่อหน้าพระสนม สมควรแล้วที่ต้องให้ความเคารพ"

    ประตูเรือนเปิดอ้าออกกว้างกว่าเดิม ร่างสูงใหญ่ นุ่งผ้าดำขอบทองแบบเก้นหม่ำบ่มีผ้าพาดบ่า บ่มีผ้าเคียนหัว ยืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าเคร่งเครียด อีเอื้องสายเห็นสภาพเนื้อตัวที่เต็มไปด้วยเหงื่อไคลโทรมกาย ก็ให้รู้สึกแปลกใจ ด้วยยามนี้ฟ้ายังไม่แจ้ง หากคนว่างเปล่ามิมีการงาน อาจยังคงนอนหลับใหล หรือลุกตื่นมาทำวัตรสวดมนต์เตรียมหุงหาอาหารใส่บาตรพระสงฆ์องค์เจ้า แลเตรียมครัว(ของ)ไปทุ่งไปนา

    “เหตุใดพระองค์ถึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทำไมไม่เตรียมองค์เพื่อเดินทางไปเวียงทุ่งหลวงดั่งปากว่า”

    พ่อพญาพรหมเสกไม่ปากตอบมัน พระองค์ทรงก้าวลงเรือน มาคว้าแขนของมันแล้วลากตัวขึ้นเรือนไป

    “ฝ่าพระบาท นี่มันเรื่องอันใดกัน” อีเอื้องเริ่มใจคอไม่ดีเอ่ยถามเสียงสั่น

    หมื่นมั่นอิงเห็นเจ้าเหนือหัว จูงแขนหญิงคนรักขึ้นเรือนมา มันรู้งาน รีบแล่นลงเรือนตามไอ้พันแก้วลูนไป เสียงคนทั้งสองวิ่งหายไปทางประตูท้ายวัด อันอยู่ห่างจากเรือนรับรองพอสมควร

    “ฝ่าบาทปล่อยมือก่อน ข้าเจ้าเจ็บ ทำเช่นนี้บ่ดีเลย มันเกิดอันใดขึ้นฤา”

    “ฟังพี่นะเจ้าเอื้อง พ่อครูผาสิ้นแล้วเมื่อคืนนี้ เมื่อหัวค่ำที่ครูบาท่านให้สามเณรมาตามพี่ ก็เพื่อขอให้พี่นั้นช่วยนำกำลังคนของสำนักดาบ ไปรับศพพ่อครูกลับมายังวัด ยามนี้ในวัดวุ่นวายนัก ครูบาท่านก็กำลังจะลาสิกขา พี่นั้นเป็นคนนอกเมืองไกล หาได้รู้ไม่ว่ายามนี้เวียงสรวงเกิดอาเพศอันใดขึ้น เอื้องมึงรู้อันใด จงบอกแก่กูมาให้สิ้น บางที กูอาจต้องส่งสาสน์ไปแจ้งต่อพี่กูอินทร์ถวาย”

    อีเอื้องหน้าซีดถอดสี นี่มันเรื่องอันใดกัน นางทรุดกายลงนั่งลงพื้นเรือน มันวางห่อผ้าแลหีบกำปั่นลงข้างกาย พญาพรหมเสกเห็นเช่นนั่นก็ทรุดกายลงนั่งข้างนาง

    “ข้าเจ้าเร่งมารอพบพระองค์ เพียงเพื่อจะฝากของสำคัญนี้ไว้กับพระองค์ ไม่คิดว่าต้องมาได้ยินข่าวนี้ ข้าเจ้าเข้ากำแพงเวียงแก้วมาเมื่อครั้งอายุได้เพียงหกขวบ พ่อท่านต้องอาญาในข้อหาหนัก ถูกเฆี่ยนประจานแลตัดหัว ด้วยเพราะเป็นขุนนางคนสำคัญแต่กระทำผิดเสียเอง จะเรื่องจริงหรือถูกใส่ไคล้ข้าก็หารู้ไม่ แม่แลคนในเรือนถูกเฆี่ยนมากน้อยตามคำตัดสิน แลถูกส่งไปเป็นทาสใช้แรงงาน ข้าเจ้าได้พบเจ้านางซอมพอแลครูบาเจ้าด้วยความบังเอิญ นางจึงทูลขอตัวข้าเจ้ามารับใช้อยู่ในพิมาน ข้ากับแม่ถูกแยกจากกันนับแต่บัดนั้น ไม่กี่เดือนแม่ข้าเจ้าก็ตายจาก ด้วยเจ็บไข้ไม่ทราบเหตุ”

    “ชีวิตมึงอาภัพนัก”

    “ข้าเจ้ากับเจ้านางซอมพอสนิทสนมกันนัก ยามนอนเจ้านางก็มักให้ข้าเจ้ามานอนเบื้องแท่นพระที่บรรทม ยามกินของใดอร่อยถูกปาก ก็จักแบ่งส่วนหนึ่งไว้ให้ข้าแลอีฟั้น นางข้าหลวงอีกผู้หนึ่งให้ได้กินเช่นดั่งพระองค์ เมื่อครั้งนางได้ศึกษา นางก็ยังมีน้ำใจเมตตา ให้ข้าเจ้าได้ร่วมศึกษาด้วยกับพระองค์ ทรงบ่เคยดูแคลนว่าข้าเจ้าเป็นขี้ข้ารับใช้ ครูบาเจ้าเองก็เช่นกัน ความรู้ใดอันเจ้านางซอมพอได้ศึกษา ข้าเจ้าก็ได้เรียนรู้ไปพร้อมนาง มีเพียงบางอย่างบางประการเท่านั้น ที่สงวนไว้เพียงเจ้านาย ข้าเจ้าจึงถูกเว้นไว้มิได้มีความรู้เทียบเคียงผู้เป็นนายเหนือหัว”


    แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :

    เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh

    เล่ม 2  https://shorturl.asia/BxnNW

    เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH

    คล้ายกับเรื่องซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที ที่คุณอ่าน

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392