บทที่ 5 ผลักให้ห่างออกไป (2)
“ผมไม่เข้าใจครับ บ้านของรสามีอะไรเหรอครับ”“เรื่องที่รสาเห็นพ่อแม่ฆ่ากันเป็นเรื่องจริง แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าภายในห้องนั้นเกิดอะไรขึ้น น้ามาเห็นก็ตอนที่สามคนพ่อแม่ลูกนอนจมกองเลือดแล้ว โชคดีน้าพารสาส่งโรงพยาบาลได้ทัน น้ารู้ว่ารสาเกลียดบ้านหลังนั้น แต่เธอก็ไม่ยอมเสียมันไปเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่เป็นอย่างนี้”“ในเมื่อเขาตัดสินใจที่จะอยู่ที่นั่น แสดงว่าเขาก็เลือกแล้ว”“แต่เรื่องนั้นมันไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าเรื่องที่รสาคิดว่าทุกคนหวังแต่ผลประโยชน์จากเธอ อยากได้ทุกอย่างไปจากเธอ แต่มันไม่ใช่เลย เธอแค่คิดไปเอง น้ากลัวว่ารสาจะทำอะไรอาของตัวเอง ยังไงท่านปกรณ์ก็เคยช่วยลมเอาไว้มาก ลมช่วยน้าจัดการรสาเรื่องนี้หน่อยได้ไหม”“หมอทราบไหมครับ” ภาวินถามขึ้นอย่างนั้น จินดาก็พยักหน้า“น้าคุยกับหมอหลังจากวันที่ลมมาเยี่ยมแล้ว หมอเข้าใจทุกอย่าง แต่หมอบอกว่าอย่าไปเร่งร้อน เราต้องค่อย ๆ พูดค่อย ๆ บอกรสาว่าอะไรคือความจริงหรือสิ่งที่เธอคิดไปเอง” จินดาบอก“รสาเขาไม่อยากจะเห็นหน้าผมเท่าไร แต่ถ้าผมมีโอกาส ผมจะช่วยน้านะครับ” ภาวินตอบออกไปอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะเมื่อกี้เขาก็โกรธหญิงสาวออกมาเหมือนกัน และเขาเองก็ยังไม่อยากไปพูดคุยกับคนที่ไม่เคยมองเห็นหัวคนอื่นอย่างนั้นตอนนี้เหมือนกัน“แค่ลมเข้าใจก็พอแล้ว น้าไม่อยากให้ลมสงสัยเรื่องที่น้าพูดไป เพราะความสับสนตามรสาที่น้าฟังมาตลอด น้าไม่อยากให้ลมต้องโกรธรสาทีหลังเมื่อรู้ความจริง”“ผมเข้าใจครับ” ภาวินพูดออกมาก่อนจะยิ้มออกมาบาง ๆ จินดาก็เช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า“น้ารบกวนเวลาลมนานเลย พอน้าได้คุยกับลมก็สบายใจขึ้นมาบ้าง”“ไม่เป็นไรครับ น้าจะกลับเลยไหม ผมจะเดินไปส่งที่รถ”“ลมกลับก่อนเถอะ น้าอยากนั่งคิดอะไรอีกหน่อย ไม่ต้องห่วงน้าหรอก”“ถ้าอย่างนั้นผมกลับก่อนนะครับ”ภาวินเดินออกมาก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ ชายหนุ่มเดินตรงไปที่รถตัวเองทันที แต่สายตาของเขากลับมองไปทางตึกผู้ป่วยจิตเวชที่อยู่ไกล ๆ ก่อนที่ตัวเองจะขับรถออกจากโรงพยาบาลไป เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของภาวินดังขึ้น ชายหนุ่มหันไปมองก็เห็นว่าเป็นหมายเลขจากใครก็กดรับสายทันที“ภาวินครับ”“เย็นนี้ว่างไหม พอดีฉันนัดพบ ส.ส.บวรไว้ นายจะไปกับฉันได้ไหม” เสียงจากปลายสายดังขึ้นอย่างนั้น ภาวินก็มองงานที่อยู่บนโต๊ะก่อนที่จะหันไปมองเพื่อนที่ก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่โต๊ะข้าง ๆ“พรุ่งนี้ผมมีนัดพิจารณาหลายคดีครับ” ภาวินตอบไปอย่างนั้น ปลายสายก็เหมือนจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อย“ฉันเข้าใจ ถ้านายไม่ว่าง ฉันก็จะไม่รบกวน” ปกรณ์วางสายไปทันที ส่วนภาวินก็ได้แต่มองสำนวนที่ต้องพิจารณายาวอีกเป็นหางว่าว“หิวข้าว!” เสียงพูดของคนที่นั่งโต๊ะข้าง ๆ ดังขึ้นทำให้ ภาวินที่กำลังจะกลับมาสนใจเอกสารตรงหน้าหันไปมองด้วยสายตาเบื่อหน่าย“เมื่อไรนายจะกลับห้องไปสักที ติน” ภาวินถามขึ้นอย่างนั้น แต่คนที่ถูกถามกลับหมุนเก้าอี้มามองก่อนจะยักไหล่“ฉันก็ไม่อยากมาติดนายอยู่อย่างนี้หรอก ถ้าฝ้าเพดานไม่พังครืดลงมาแบบนั้น” ตะติยะพูดขึ้นก่อนจะเก็บของบนโต๊ะตัวเอง “ไปกินข้าวกัน ช่วงบ่ายมีอีกหลายนัดเลย ถ้าไม่รีบไปคงกินข้าวไม่ทันอิ่มอีกแน่” ตะติยะพูดพร้อมกับมองตารางงานตัวเองที่มีนัดไต่สวนพิจารณาคดีตลอดช่วงบ่าย“รีบไปสิ” ภาวินบอกพร้อมกับลุกขึ้นเดินนำออกจากห้องทำงานของตัวเองไปถึงแม้ภาวินจะรู้ว่าตัวเองไปทำให้ปกรณ์ไม่พอใจสักเท่าไรที่เขาปฏิเสธจะไปรับประทานอาหารเย็นด้วย แต่การที่ผู้พิพากษาที่เป็นหนึ่งในคณะในการตัดสินคดีบุกรุกป่าของส.ส.บวรไปนั่งร่วมโต๊ะกัน มันไม่ใช่สิ่งที่ควรทำในสถานการณ์แบบนี้แน่ภาวินกลับเข้าไปภายในห้องทำงานหลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จ แต่เมื่อเขานั่งลงก็เห็นจดหมายสนเท่ห์ที่ไม่ระบุตัวตนวางอยู่บนโต๊ะ ชายหนุ่มเปิดออกก่อนจะหันไปมองเพื่อนที่ยืนอ่านจดหมายที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกัน“เราโดนเล่นแล้วว่ะ ไอ้ลม” ตะติยะพูดขึ้น ภาวินก็ก้มลงอ่านเนื้อความบนจดหมายอีกครั้ง‘ถ้าไม่อยากมีปัญหา ทบทวนผลพิจารณาคดีให้ดี’“ฉันไม่กลัว” ภาวินพูดขึ้นอย่างนั้น ตะติยะก็วางจดหมายลง“ฉันก็ไม่ถอย นายคิดว่าของคดีไหน” ตะติยะถามขึ้นอย่างนั้น“ฉันพึ่งปฏิเสธกินข้าวเย็นกับท่านไป” ภาวินพูดขึ้นอย่างนั้น ตะติยะก็ขมวดคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจที่ภาวินผู้ที่แทบไม่เคยปฏิเสธผู้มีพระคุณ แม้แต่จะต้องทำเรื่องลำบากใจแค่ไหนก็ตาม“ท่านผู้มีพระคุณของนายอย่างนั้นเหรอ” ตะติยะพูดขึ้นก่อนจะมองเพื่อนตัวเองนิ่ง “ส.ส.บวร!”“นายว่ามันแปลกใช่ไหม” ตะติยะนิ่งคิดแล้วมองตาภาวินที่มองนิ่งก่อนจะเดินมายืนตรงหน้าโต๊ะชายหนุ่ม“นายไม่เป็นไรใช่ไหม” ตะติยะถามขึ้น แต่ภาวินกลับทิ้งตัวไปกับพนักพิงเก้าอี้“ถ้าตอบว่าไม่คงโกหกว่ะ แต่ต่อให้นายบวรจะเอาใครมาเป็นข้ออ้าง ฉันก็จะไม่ยอมให้อะไรมาทำลายความถูกต้อง ความยุติธรรมต้องพิสูจน์ได้ ไม่ใช่จบลงด้วยซองใต้โต๊ะ” ภาวินพูดขึ้นอย่างนั้น ตะติยะก็ยกยิ้มขึ้นมา“แม้แต่ถ้ามันเกี่ยวข้องกับผู้มีพระคุณของนายอย่างนั้นเหรอ” ภาวินได้ยินเพื่อนพูดอย่างนั้นก็พยักหน้า“ถ้าในฐานะนายภาวิน ฉันมีหน้าที่ต้องทดแทนบุญคุณผู้ให้ชีวิต เมื่อไรที่ฉันสวมชุดครุย ฉันไม่ใช่เป็นแค่เพียงนายภาวิน แต่ฉันเป็นตุลาการที่มีหน้าที่พิพากษาตามหลักฐานที่ฉันมี”“ฉันจะคอยดูว่าถ้าถึงเวลานั้น นายจะทำได้จริงไหม” ตะติยะพูด ภาวินก็มองเข้าไปในดวงตาคมของเพื่อนนิ่งราวกับบอกว่า เขาไม่มีทางที่จะทำไม่ได้ รสาเดินเข้าไปภายในบ้านที่ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปสักนิดนับตั้งแต่เธอได้เดินออกจากบ้านไปเมื่อวันที่เกิดเหตุ หญิงสาวดันคนที่ประคองตัวเองออกก่อนจะเดินไปทางห้องทำงานของตัวเองภาพภายในห้องทำงานนับสิบภาพที่เธอวาดเอาไว้ได้หายไปแล้ว ตอนนี้เลยเหลือแต่เฟรมผ้าใบที่เธอขึงเอาไว้อยู่เต็มห้อง รสาค่อย ๆ เดินสำรวจภายในห้องทำงานก่อนที่สายตาจะสะดุดกับบางสิ่ง แต่มันก็ทำให้เธอสนใจเพียงไม่กี่วินาทีก่อนจะเดินไปสำรวจรอบห้องต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น“ตารางส่งงานที่น้าเลื่อนไปทั้งหมด น้าส่งให้รสาแล้วนะ รสาอยากได้อะไรอีกไหม”“ไม่” รสาตอบกลับไปก่อนจะเดินไปสนใจถังสีและอุปกรณ์ที่ฉัตรชัยหิ้วมาวางตรงที่ประจำ“ถ้าอย่างนั้นพวกน้ากลับก่อนนะ ถ้ารสาอยากได้อะไรก็โทรบอกได้เลย” รสาเพียงแค่พยักหน้าให้จินดาพร้อมกับมือบางที่หยิบอุปกรณ์ต่าง ๆ ออกมาเช็กว่าครบตามที่ต้องการหรือไม่รสาค่อย ๆ หยิบของออกมาก่อนที่จะหยิบไม้ที่จะมาทำเฟรมผ้าใบออกมา แต่นิ้วก็เหมือนถูกของแหลมทิ่มจนเธออดที่จะนิ่วหน้าไม่ได้ หญิงสาวยกนิ้วขึ้นดูใกล้ ๆ ก็เห็นว่ามีเลือดออก เธอหยิบท่อนไม้ขึ้นมาดูก็ไม่เห็นอะไรก่อนที่เธอจะมองเข้าไปในถุงก็เห็นตะปูที่เธอสั่งมาด้วยอยู่ในนั้น หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจออกมาก่อนจะหยิบถุงตะปูออกไปใส่กล่องให้เข้าที่ก่อน นี่ยังไงล่ะ ปัญหาของคนที่ตาไม่ค่อยดี เวลามองอะไรไม่ชัดก็มักจะมีเรื่องแบบนี้เสมอหญิงสาวเดินไปที่อ่างล้างอุปกรณ์ก่อนจะเปิดให้สายน้ำเย็นชำระล้างเลือดให้หมดไป เธอได้แต่มองนิ้วที่เลือดออกด้วยแววตาที่ว่างเปล่าก่อนจะที่ปิดน้ำและค่อย ๆ ซับมือให้แห้งอย่างเชื่องช้า รสาเดินไปหยิบแว่นสายตาที่สั่งทำพิเศษขึ้นมาสวม ถึงแม้มันไม่ได้ทำให้เธอมองเห็นทุกอย่างชัดเจน แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ใสอะไรเลยรอบบ้านที่มีแต่เสียงต้นไม้ใบไม้พัดไหวเหมือนกำลังจะขับกล่อมเธออยู่ตลอดเวลา หลังจากจัดอุปกรณ์ให้เข้าที่ด้วยตัวเอง เธอก็ค่อย ๆ เดินไปนั่งหลังเฟรมผ้าใบที่วาดค้างเอาไว้นิ่ง สายตากลมดำขลับหลุบลงมองมือของตัวเองนิ่งก่อนจะค่อย ๆ ขยับมือไปผสมสีบนถาดที่อยู่บนแท่นข้างตัวรสาค่อย ๆ จรดปลายพู่กันลงไปบนเฟรมผ้าใบ ปลายนิ้วจับปลายพู่กันเอาไว้อย่างไม่หนักมือและควบคุมทิศทางโดยใช้ข้อมือแทนที่จะใช้แรงจากมือทั้งหมดหญิงสาวค่อย ๆ วาดรูปไปอย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งเสียงนาฬิกาเรือนใหญ่ที่วางไว้กลางบันไดบ้านดังขึ้นเสียงดังก้องไปทั่วทั้งบ้าน มือบางก็หยุดชะงักทันทีก่อนที่จะวางพู่กันลง หญิงสาวค่อย ๆ หลับตาลงเมื่อรู้สึกว่าหัวใจของเธอสั่นระรัว ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานเท่าไร ความรู้สึกของเธอก็ไม่ได้ต่างไปจากวันวานขาเรียวค่อย ๆ ลุกขึ้นเดินออกจากห้องตรงไปยังหลังบ้านที่เธอทำแปลงผักเท่าที่จะทำได้ หญิงสาวเดินไปทางหลังบ้านก็เห็นผักทุกแปลงเหี่ยวเฉาไปหมดแล้ว หญิงสาวยืนมองภาพตรงหน้านิ่งก่อนที่จะค่อยๆ หลับตาลง เธอไม่อยู่หลายวันเกินไปพวกลูก ๆ ที่เธอเฝ้าเลี้ยงดูมาถึงตายสินะรสาค่อย ๆ เดินกลับเข้าไปภายในบ้านที่เงียบสงบอีกครั้ง บ้านที่ไม่ต่างกับคฤหาสน์หลังใหญ่ที่มีเพียงผู้หญิงเฉยชาอาศัยอยู่เพียงคนเดียว บ้านที่เคยโอ่โถงสวยงามกลับดูน่าหวาดกลัวและลึกลับตามเจ้าของบ้านคนปัจจุบันเมื่อเสียงนาฬิกาสิ้นสุดลง รสาก็เดินกลับเข้าไปวาดรูปต่ออีกครั้ง ชีวิตเธอไม่ต่างกับตัวคนเดียว และเธอก็พอใจกับมันมากกว่าที่จะต้องมาได้ยินคำพูดอะไรมากมายจากคนอื่นที่ทำให้เธอรู้สึกเบื่อหน่ายเข้าไปทุกที-------------------------------------