ในความว่างเปล่าที่ไม่มีแม้แต่แิของการมีอยู่ สรรพสิ่งไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างไร้ทิศทาง หากแต่ถูกกำหนดไว้แล้วั้แ่ก่อนจะมีคำว่ากำเนิด จักรวาลนับไม่ถ้วนถือกำเนิดและดับสูญ ดวงดาวะเิเป็เถ้าธุลี เผ่าพันธุ์รุ่งเรืองแล้วล่มสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีผู้ใดจดจำ
เบื้องบนคืออาณาจักร์ เบื้องกลางคือโลกของมนุษย์ เบื้องล่างคือห้วงแห่งการบิดเบี้ยว ทั้งหมดดูเหมือนจะเป็โครงสร้างของความจริง แต่แท้จริงแล้วเป็เพียงฉากหน้าที่ปกปิดบางสิ่งที่ลึกกว่านั้น
เหนือขึ้นไปคือชั้นของเอกภพที่ซ้อนทับกันอย่างไร้ที่สิ้นสุด และเหนือสิ่งเ่าั้ คือระดับที่แม้แต่คำว่ากฎยังไม่เพียงพอจะอธิบาย ที่นั่น เผ่าพันธุ์นับไม่ถ้วนดำรงอยู่โดยไม่ถูกจำกัดด้วยเหตุผลหรือกาลเวลา
เทพสร้างจักรวาลจากศรัทธา เซียนเขียนกฎใหม่จากเต๋า มารกลืนกินการมีอยู่ด้วยเื สำหรับพวกเขา การสร้างและทำลายมิใช่เื่ยิ่งใหญ่ แต่เป็เพียงการกระทำที่เกิดขึ้นตามความคิด โลกหนึ่งใบไม่ต่างจากฝุ่น เอกภพหนึ่งผืนไม่ต่างจากของเล่นที่แตกแล้วก็สร้างใหม่ได้
ทุกครั้งที่พลังถูกใช้ ย่อมมีบางสิ่งถูกทำลาย เมืองทั้งเมืองหายไปในพริบตา เผ่าพันธุ์ทั้งสายสูญสิ้นโดยไม่มีแม้แต่ชื่อให้จดจำ ดวงดาวะเิ แสงสุดท้ายส่องวาบก่อนจะถูกกลืนหายไปในความมืดนิรันดร์ และไม่มีผู้ใดคิดจะหยุดมัน
ท่ามกลางความยิ่งใหญ่นั้น มนุษย์คือสิ่งที่เล็กที่สุด อ่อนแอที่สุด และไร้ความหมายที่สุด พวกเขาไม่อาจแตะต้องกฎ ไม่อาจมองเห็นความจริง และไม่อาจแม้แต่จะรับรู้ว่าความพินาศกำลังจะมาถึง
ต่อให้เงยหน้ามองฟ้า ก็ไม่มีทางรู้เลยว่าในวินาทีถัดไป โลกทั้งใบอาจหายไป เพียงเพราะใครบางคนชี้นิ้ว ไม่มีการต่อสู้ ไม่มีการต่อต้าน ทุกอย่างจบลงก่อนจะเริ่มต้น
และสิ่งที่โหดร้ายยิ่งกว่า คือพวกเขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะรู้สึก เสียงกรีดร้องไม่เคยไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องบน น้ำตาไม่เคยมีค่าพอจะถูกมองเห็น ความสิ้นหวังทั้งหมดไร้ความหมายั้แ่ต้น
การมีอยู่ของพวกเขา ไม่เคยถูกนับรวมในจักรวาลนี้
ในโลกที่พลังคือทุกสิ่ง ความอ่อนแอไม่ใช่บาป แต่มันคือการไม่มีตัวตน และในจักรวาลที่แม้แต่เซียนยังสามารถสร้างเอกภพได้ในลมหายใจ สิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจทำลายได้แม้แต่ก้อนหิน ก็ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะร้องไห้
เพราะต่อให้ร้องออกไป ก็ไม่มีผู้ใดได้ยิน และต่อให้มีผู้ได้ยิน ก็ไม่มีผู้ใดสนใจ
เวลานับไม่ถ้วนผ่านไป ประวัติศาสตร์เลือนหาย ผู้คนลดน้อยลง จนกระทั่งเหลือเพียงความว่างเปล่าที่ไร้เสียงและไร้ความหมาย จักรวาลยังคงหมุนไป แต่ไม่มีผู้ใดจดจำว่ามันเคยมีชีวิตอยู่
ท่ามกลางความว่างนั้น แสงสีทองสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมา ความเร็วของมันไม่อาจวัดได้ด้วยตัวเลขฟิสิกส์ ระยะทางและเวลาไม่อาจนิยามการเคลื่อนที่ของมันได้ มันไม่เหมือนการเคลื่อนที่ หากแต่เป็การ “มาถึง”
ภายในแสงสีทอง มีตระกร้าไม้ไผ่ใบหนึ่ง รูปทรงเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลา ราวกับผ่านยุคสมัยนับไม่ถ้วนโดยไม่ถูกทำลาย
ภายในตระกร้า มีเพียงเด็กทารกคนหนึ่ง ร่างกายบอบบาง ลมหายใจแ่เบา เปลือกตาปิดสนิท เขาไม่ขยับ ไม่เติบโต ราวกับหลับใหลอยู่นอกเหนือกาลเวลา
แสงสีทองเดินทางต่อไป เวลาผ่านไปอีกนับไม่ถ้วน ดวงดาวบางดวงะเิกลายเป็ฝุ่น บางดวงดับสูญตามอายุขัยของมันเอง เอกภพเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบงัน
แต่เด็กคนนั้นยังคงหลับไหล ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย ราวกับเขาไม่เคยอยู่ภายใต้กฎของสิ่งใด
จนกระทั่ง แสงสีทองพบกับดาวดวงหนึ่ง ความเร็วของมันชะลอลงอย่างชัดเจน แต่ไม่มีแรงสั่นะเื ไม่มีแรงต้าน ราวกับมันเพียง “เลือก” จะช้าลงเท่านั้น
ดาวดวงนั้นคือโลก
แสงสีทองพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศอย่างเงียบงัน ไม่มีการแตกสลาย ไม่มีผู้ใดรับรู้ถึงการมาถึงของมัน ราวกับมันไม่เคยผ่านเข้ามาในความเป็จริง
จากนั้น มันฉีกมิติออก ช่องว่างปรากฏขึ้นเพียงชั่วขณะ ก่อนจะปิดลงทันที เื้ัช่องว่างนั้นคือดินแดนลับ สถานที่ที่มนุษย์ธรรมดาไม่อาจรับรู้ ไม่อาจเข้าถึง
แสงสีทองพุ่งทะยานต่อไปภายในดินแดนนั้น ตรงเข้าสู่ยอดเขาทั้งห้า ยอดเขาที่ตั้งตระหง่าน เงียบงัน แต่แผ่แรงกดดันจนแม้แต่กฎของฟ้าดินยังบิดเบือน
ยอดเขาทั้งห้าเงียบงันราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ หมอกบางปกคลุมตลอดเวลา ลมไม่พัด เสียงไม่ดัง ทุกอย่างนิ่งจนผิดธรรมชาติ
บนหนึ่งในยอดเขานั้น มีเรือนไม้สองชั้นตั้งอยู่เรียบง่าย ข้างเรือนมีโอ่งเก็บน้ำเก่าแก่ ใกล้กันเป็โต๊ะหินที่ตั้งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ั์ รากของมันแผ่ขยายไปทั่วพื้นหิน ราวกับยึดโยงทั้งยอดเขาไว้
ถัดจากโต๊ะหิน คือหินสีดำก้อนหนึ่ง ผิวเรียบเนียนราวกับถูกขัดเกลามานานนับไม่ถ้วน ควันสีดำบางเบาลอยออกมาจากมันอย่างต่อเนื่อง แต่กลับถูกใบโพธิ์ดูดซับไปอย่างเงียบงัน ราวกับทั้งสองสิ่งคานอำนาจกันอยู่
ชายชราผมขาวยาวนั่งอยู่ที่โต๊ะหิน เสื้อคลุมสีขาวนวลของเขาพริ้วไหวเล็กน้อยแม้ไร้สายลม ใบหน้าสงบนิ่ง ดวงตาปิดสนิท ราวกับหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับสถานที่แห่งนี้
ทันใดนั้นดวงตาของเขาเปิดขึ้นช้า ๆ ภาพหนึ่งสะท้อนอยู่ในม่านตา ตระกร้าไม้ไผ่ใบหนึ่ง…เก่าแก่จนเหมือนผ่านกาลเวลามานับไม่ถ้วน
ร่างของชายชรานิ่งค้าง ความสงบที่เคยมี แตกสลายในพริบตา ที่นี่…ไม่ควรมีสิ่งใดเข้ามาได้ ดินแดนแห่งนี้มีเพียงเขา…และศิษย์นอกอีกหนึ่งคนเท่านั้น
แต่ตระกร้านั้นกำลัง “ปรากฏอยู่”ท้องฟ้าที่เคยนิ่งสนิท มืดลงในทันที แสงทั้งหมดถูกกลืนหาย ราวกับถูกบางสิ่งปิดทับ มิติเริ่มแตกร้าวเป็เส้นบาง ๆ ขยายตัวช้า ๆ เหนือยอดเขา เสียงที่ไม่ควรมี…ดังก้องขึ้นอย่างแ่เบา
สายฟ้าสีดำฟาดลงจากรอยแยก มันไม่ได้กระแทกพื้นแต่ “รวมตัว”รูปร่างของมนุษย์ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ไม่มีใบหน้า ไม่มีดวงตา ไม่มีแม้แต่ลมหายใจ มีเพียงเงาที่บิดเบี้ยวราวกับไม่ควรมีอยู่
แรงกดดันแผ่กระจายออกมาในทันที ต้นโพธิ์ั์สั่นไหว ใบไม้สั่นระริก หินสีดำปล่อยควันหนาแน่นขึ้นราวกับตอบสนองต่อการปรากฏตัวนั้น
ชายชราไม่ขยับ แม้เพียงปลายนิ้ว เขามองสิ่งตรงหน้า…อย่างเงียบงัน เสียงหนึ่งดังขึ้น"เลี้ยงเขาให้ดี ไม่งั้นข้าจะทำลายจักรวาลนี้ทิ้ง"ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความเมตตา
เป็เพียง “ข้อเท็จจริง”
รอยแยกในมิติสั่นไหวรุนแรงขึ้นชั่วขณะ ก่อนจะหดตัวลงอย่างรวดเร็ว ร่างไร้หน้าสลายหายไป สายฟ้าดับสูญ ความมืดจางหาย
ทุกอย่างกลับสู่ความเงียบราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น เหลือเพียงตระกร้าไม้ไผ่…ที่วางอยู่บนพื้นหินและทารกที่ยังคงหลับไหล
ชายชรายังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมแต่ดวงตาของเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความเงียบกลับคืนสู่ยอดเขาอีกครั้ง ราวกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่เคยมีอยู่
แต่ในความเงียบนั้น มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
เสียงร้องไห้ของทารก
เบาในตอนแรก ก่อนจะสั่นไหว รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ร่างเล็กในตระกร้าดิ้นรน มือเล็กกำแน่นอย่างไร้ทิศทาง น้ำตาไหลอาบแก้มที่ยังไร้เดียงสา ราวกับเขารับรู้บางอย่าง การจากไปของสิ่งที่เพิ่งปรากฏ
ดวงตาเล็กค่อย ๆ เปิดขึ้น ม่านตาสะท้อนความว่างเปล่าเพียงชั่ววินาที ก่อนที่อารมณ์จะหลั่งไหลเข้ามา ความกลัว ความไม่เข้าใจ และความเ็ปที่แม้แต่เขาเองก็ไม่อาจอธิบาย
ทันใดนั้น
สายฟ้าสีดำสายหนึ่งปรากฏขึ้นระหว่างคิ้วของเขา เส้นสายบิดเบี้ยวคล้ายรอยประทับ มันไม่ใช่แสง ไม่ใช่พลังที่ะเิออกมา แต่เป็สิ่งที่ “ถูกฝัง”
เพียงชั่วพริบตา รอยนั้นค่อย ๆ ซึมลึกลงไปในิั ราวกับไม่เคยมีอยู่ แต่แรงกดดันบางอย่างยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศ
ต้นโพธิ์สั่นไหว ใบไม้กระทบกันเบา ๆ หินสีดำปล่อยควันหนาแน่นขึ้นชั่วครู่ ก่อนจะสงบลงอีกครั้ง
ชายชรายังคงนั่งนิ่ง สายตาจับจ้องไปยังทารกในตระกร้า ความใที่เกิดขึ้นก่อนหน้ายังไม่ทันจางหาย
เขาเคยเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งมานับไม่ถ้วน เคยเห็นการล่มสลายของโลก เคยยืนอยู่เหนือผู้คนมากมาย
แต่สิ่งตรงหน้า กลับทำให้เขานิ่งงัน เสียงร้องไห้ยังคงดังต่อเนื่อง เล็ก อ่อนแอ และไร้การป้องกัน เขาไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ไม่เคยอุ้มเด็ก ไม่เคยปลอบ ไม่เคยแม้แต่จะเข้าใจความรู้สึกเช่นนี้
ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยการฝึกตน การต่อสู้ และการแยกตัวจากโลก ไม่เคยมีที่ว่างสำหรับสิ่งแบบนี้
แม้เขาจะเคยมีภรรยาแต่ภรรยาของเขาไม่ได้อยู่ในดินแดนลับแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดช่วย ไม่มีผู้ใดสอน มีเพียงเสียงร้องไห้ที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ
ชายชรานิ่งอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะยกมือขึ้นช้า ๆ ท่าทางของเขาไม่มั่นคง ไม่เหมือนผู้ที่เคยควบคุมพลังมหาศาลได้ดั่งใจ
ปลายนิ้วหยุดค้างกลางอากาศ ลังเล ก่อนจะค่อย ๆ เอื้อมไปแตะขอบตระกร้า เสียงร้องไห้ยังไม่หยุด
ชายชรามองตระกร้าอยู่ครู่หนึ่ง มือที่เคยมั่นคงกลับนิ่งค้างอย่างลังเล เสียงร้องไห้ยังคงดังต่อเนื่อง ไม่ได้เบาลงแม้แต่น้อย
เขาถอนหายใจแ่เบา ก่อนจะย่อตัวลงช้า ๆ มือข้างหนึ่งเอื้อมเข้าไปในตระกร้า ท่าทางไม่มั่นคง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่คุ้นเคยที่สุดในชีวิต
ปลายนิ้วััผิวกายของทารกอย่างระมัดระวัง
อุ่น…และเปราะบางเกินไป
เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะรวบตัวเด็กขึ้นมาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ท่าทางแข็งทื่อ ราวกับกลัวว่าหากออกแรงผิดเพียงเล็กน้อย สิ่งในอ้อมแขนจะสลายไป
เด็กยังคงร้องไห้ เสียงดังขึ้นกว่าเดิม ร่างเล็กดิ้นไปมาอย่างไร้ทิศทาง มือเล็กกำเสื้อของเขาแน่นราวกับคว้าอะไรบางอย่างที่ไม่เข้าใจ
ชายชรานิ่งไปชั่วขณะ เขาไม่รู้ว่าควรปลอบอย่างไร ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร มืออีกข้างยกขึ้นค้างกลางอากาศ ก่อนจะวางลงอย่างเชื่องช้า ลูบศีรษะเด็กอย่างไม่มั่นใจนัก
ไม่มีผล เสียงร้องยังคงดัง
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ความรู้สึกแปลกประหลาดแทรกเข้ามาในใจ เป็สิ่งที่เขาไม่เคยััมาก่อน ไม่ใช่ศัตรู ไม่ใช่อันตราย แต่เป็ “บางอย่าง” ที่เขาไม่เข้าใจ
สายตาของเขาเหลือบไปทางเรือนไม้
ครู่ต่อมา เขาเดินเข้าไปด้านใน พร้อมเด็กในอ้อมแขนที่ยังคงดิ้นและร้องไม่หยุด ภายในเรือนเรียบง่าย ไม่มีสิ่งของฟุ่มเฟือย มีเพียงของใช้จำเป็ไม่กี่ชิ้นวางไว้อย่างเป็ระเบียบ
เขาหยุดยืนอยู่หน้าชั้นไม้ หยิบกระบอกไม้ไผ่เล็ก ๆ ออกมา ภายในนั้น บรรจุของเหลวใสที่แผ่พลังปราณอ่อน ๆ ไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา
เขามองมันครู่หนึ่งก่อนจะเปิดฝา กลิ่นบางเบาลอยออกมา พร้อมแรงสั่นะเืเล็ก ๆ ในอากาศ เขาชะงักไปเล็กน้อย ราวกับกำลังชั่งใจก่อนจะยกกระบอกไม้ไผ่ขึ้นอย่างระมัดระวัง ค่อย ๆ ป้อนของเหลวลงไปที่ริมฝีปากของทารก
่แรก เด็กยังคงร้องแต่ทันทีที่ของเหลวัั เสียงค่อย ๆ แ่ลง ร่างเล็กหยุดดิ้นก่อนจะเริ่มดูดอย่างสัญชาตญาณ ความเงียบค่อย ๆ กลับคืนมา
ชายชรายังคงอุ้มเด็กไว้เช่นเดิม ดวงตาจับจ้องภาพตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา เป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าความเงียบ…ไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป