“ระบบ เปิดช่องทรัพยากร”
นพเก้าพูดขึ้นขณะที่นั่งรับลมที่เบาะหน้ารถ โดยมีพ่อบ้านชราด้านข้างเป็คนขับ เขาใส่แว่นกันแดดและปล่อยให้ผมปลิวไสวตามแรงลม ภาพลักษณ์ดูแล้วไม่ต่างจากเพลย์บอยทั่วไป
[ติ๊ง เปิดช่องทรัพยากร]
[ความจุ 320/370]
[วัตถุ: ทองคำแท่งบริสุทธิ์ 384 แท่ง], โอสถพลังศักดิ์สิทธิ์ จำนวน 32 เม็ด (โอสถขั้นที่ 8), โอสถราชันพิภพ จำนวน 141 เม็ด (โอสถขั้นที่ 7), โอสถวารีเร้นลับ จำนวน 54 เม็ด (โอสถขั้นที่ 6), ผลกายาสถิต จำนวน 6 ผล, โอสถควบแน่นรากฐาน จำนวน 13 เม็ด (โอสถขั้นที่ 5), ...]
“ครั้งต่อไปเ้าช่วยแยกหมวดหมู่ให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?”
นอกจากที่แสดงในหน้าต่างของระบบแล้ว ยังมีสินแร่และสมุนไพรเซียนขั้นต้น (ขั้นที่ 7) อีกมากมาย เขาปิดมันบางส่วนในช่องอินเตอร์เฟส มันเยอะเกินไปจนเขาไม่อยากเสียเวลาตรวจเช็คทีละรายการ
[ก็ได้ ข้าขอเวลารีเฟรซสักครู่]
ระบบมันรู้สึกพูดไม่ออก เหตุใดเ้าถึงได้เื่มากนัก แต่มันก็ไม่ได้ปฏิเสธคำขอนี้ ถึงอย่างไรหน้าที่ของมันก็คือการสนับสนุนโฮสต์ และการอำนวยความสะดวกก็เป็สิ่งที่ขาดไปไม่ได้
“ไม่จำเป็ เอาไว้ครั้งหน้าเถอะ”
นพเก้าปิดหน้าจอระบบพรางครุ่นคิด ตอนนี้เขาสงสัยว่าผลกระทบที่เขาทำในป่ามรณะทางทิศใต้จะเปลี่ยนเป็รางวัลช่องทรัพยากรกี่ช่อง เป็เวลาเพียงหนึ่งวันเท่านั้น เขาได้รับช่องทรัพยากรเพิ่มขึ้นถึง 195 ช่อง การที่เขาจับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเทพศักดิ์สิทธิ์หรือัจิติญญาเป็ทาสได้ ถึงแม้จะจบลงด้วยพันธสัญญาเท่าเทียมก็ตาม แต่ก็นับว่าเป็กำไรอย่างมหาศาล เขาได้ช่องทรัพยากร + 100 ช่อง และได้รับจากการปลุกสายเืโบราณขั้นแรกของฉินอวี้หลิง + 20 ช่อง
สังหารอสูรจักรพรรดิทั้งสี่ สิ่งนี้ก็ทำให้เขาได้รับช่องทรัพยากรเพิ่มอีก 60 ช่อง รวมกับความสำเร็จจากการสังหารระยะไกล สังหารรองเ้าเมืองเวสสุวรรณ + 10 ช่อง และการเปิดใจสู่เส้นทางใหม่โดยละทิ้งเื่ในอดีตบวกอีก 5 ช่อง
“โอ้ ข้าไม่เคยรู้สึกร่ำรวยเช่นนี้มาก่อน”
นพเก้ารู้สึกว่าด้วยอำนาจของระบบนี้เขาสามารถเพาะเลี้ยงจอมยุทธ์ขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ 1,000 คนได้โดยไม่สิ้นเปลืองแม้แต่น้อย
[เ้าไม่คิดว่าตนเองมีความทะเยอทะยานต่ำเกินไปหน่อยหรือ?]
ระบบขัดจังหวะความคิดของเขา
“เหตุใดเ้าถึงชอบขัดจังหวะเวลาสุขสันต์ของข้านัก”
บางทีนพเก้าก็รู้สึกว่าระบบมันมีพฤติกรรมเหมือนน้องสาวที่ชอบมาขัดจังหวะตอนที่ดูหนังชีววิทยา ขณะที่เขาพูดเขาก็หันมองออกนอกหน้าต่างขณะขับรถ ตอนนี้ใกล้ถึงอาณาเขตเมืองหลวงของมณฑลสิงห์คำรณแล้ว
“โอ้วใช่ เ้ารู้เกี่ยวกับาที่ 3 หรือไม่?”
เมื่อรู้ว่าถามอย่างไรระบบก็ไม่มีวันตอบ เขาจึงได้แต่ถามจิตตาภาที่กำลังอยู่ในทะเลจิตสำนึกของเขา
“เหตุใดเ้าไม่บอกข้าเกี่ยวกับสมบัติลับของเ้าก่อนหล่ะ?”
จิตตาภารู้สึกสนใจเป็อย่างมาก นางไม่รู้ว่าการเพิ่มทรัพยากรจริงๆ แล้วมาจากระบบ
“งั้นก็ช่างมันเถอะ”
นพเก้าเลิกสนใจนาง นอกจากระบบที่ชอบกุมความลับแล้ว ผู้หญิงคนนี้ก็น่ารำคาญไม่ต่างกัน เขาไม่ได้โง่พอที่จะยอมตอบทุกอย่างโดยที่ตนเองเป็ฝ่ายเสียเปรียบ
หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็ขับรถมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านหน้าเต็มไปด้วยกำแพงที่ทำจากแร่เหล็กระดับ 5 แม้แต่เครื่องบินตกลงมาก็ไม่อาจสะกิดผิวของมันได้
ก๊อกๆ
เสียงเคาะกระจกรถดังขึ้น พ่อบ้านชราเพียงเลื่อนกระจกรถลงเล็กน้อยแล้วพูดสักสองสามประโยค เ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองรีบก้มหัวทำความเคารพทันที ก่อนที่จะะโบอกให้เปิดประตู
“ว้าว! ดูสิ อาจารย์ โคตรใหญ่เลย!”
ฉินอวี่หลิงะโออกมาด้วยความตื่นเต้น นี่เป็ครั้งแรกที่นางได้ออกมาเที่ยวด้านนอก ซึ่งปกติไม่เคยได้รับอนุญาตให้ออกจากอาณาเขตของตระกูลมาก่อน
“อะแฮ่ม”
หวงชิงจู้รู้สึกเป็กังวล หลังจากได้อยู่ด้วยกันเป็เวลาหนึ่งคืนทำให้นางรู้ว่าเด็กสาวผู้นี้ไม่ค่อยเหมือนเด็กในวัยเดียวกันเท่าไหร่นัก นางดึงเสื้อของฉินอวี้หลิงจากนั้นก็กระซิบบอกนาง
“อ้า อาจารย์ ข้าขอโทษ”
เมื่อรู้สึกตัวฉินอวี้หลิงก็หดคอลงและมองไปที่แผ่นหลังของนพเก้า นางพึ่งจะรู้สึกตัวว่าตนเองพึ่งทำตัวไม่สมกับเป็กุลสตรี
“เอาน่าชิงจู้ ข้าไม่เห็นว่ามันจะมีปัญหาอะไร”
นพเก้ามองฉินอวี้หลิงผ่านกระจกหน้ารถ ต้องบอกว่าลูกศิษย์คนนี้ค่อนข้างไร้เดียงสา สิ่งนี้ทำให้นพเก้ารู้สึกเอ็นดูนางเป็อย่างมาก ท่าทางการแสดงออกเยี่ยงนี้มันอดไม่ได้ที่จะทำให้เขานึกถึงลูกศิษย์คนแรก
เมื่อคิดเช่นนี้เขาก็หยุดชะงัก เขาค่อนข้างเป็กังวล ไม่รู้ว่าตอนนี้นางจะเป็อย่างไร เขาสะบัดความคิดนี้ทิ้งก่อนที่จะเปิดประตูรถแล้วเดินออกไป
ต้องบอกว่าสมกับเป็เมืองหลวง นอกจากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเช่น ยานยนต์รุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนบนอากาศ ทุกทิศทางตลอดสถานีขนส่งเขาสามารถเห็นกลุ่มนักล่าประปรายตามฝูงชน กำลังเดินเข้าออกผ่านทางประตูมิติ
“ทุกคนมารวมกันตรงนี้”
หวงไท่เรียกทุกคนมารวมตัวกัน ก่อนที่จะเดินนำทุกคนไปที่ค่ายกลเคลื่อนย้ายขนาดใหญ่ที่บรรจุได้มากกว่า 100 คน ในครั้งนี้ตระกูลหวงของเขาได้นำจอมยุทธ์ขอบเขตราชันยุทธ์มาด้วยไม่ต่ำกว่า 10 คน ส่วนใหญ่จะเป็ขั้นที่ 1 และ 2 มีเพียงหวงไท่เท่านั้นที่อยู่ระดับสูงสุด ที่เหลือล้วนเป็จอมยุทธ์ขอบเขตผู้พิทักษ์และจิตรู้แจ้ง นอกจากความปลอดภัยในการเดินทางแล้ว ก็เป็การแสดงอำนาจของตระกูลใหญ่ของพวกเขาสำหรับการมาถึงเมืองสิงห์คำรนในครั้งนี้ด้วย
หลังเดินออกจากค่ายกลเคลื่อนย้ายพวกเขาก็มาโผล่ที่จัตุรัสกลางเมืองโดยสมาคมนักปรุงยาอยู่ทางด้านซ้ายมือ ขณะที่หวงไท่เดินนำทุกคนไป เขาก็ได้ยินเสียงคุ้นเคยทักทายขึ้น
“คารวะปรมาจารย์หวง”
“ท่านเ้าตระกูลฉิน”
หวงไท่ทักทายกลับ ตรงหน้าของเขาปรากฏบุรุษสุงใหญ่ 2 เมตรที่มีเขาทั้งสองข้างสีดำอยู่บนหัว เมื่อเทียบกับผู้คุ้มกันด้านหลัง 2 คนที่สูงกว่า 3 เมตรพอมองดูแล้วไม่นับว่าแปลกแต่อย่างใด
นพเก้าใช้เนตรหมื่นพิภพตรวจสอบบุคคลตรงหน้า
[ติ๊ง ค่าสถานะของฉินหนาน]
อายุ: 48 (อายุขัย 1,356 ปี)
เขตแดน: ราชันยุทธ์ ขั้นที่ 9 ขั้นสูงสุด (ค่าพลังปราณ: 988,888 เมตร)
ทักษะการต่อสู้: ฝ่ามือเ้านรก (วิชา์ขั้นสูงสุด) , เท้าธรณี (วิชาปฐีขั้นสูง) , ก้าวอเวจีสพัด (วิชา์ขั้นกลาง) , หมัดบูรพา (วิชาปฐีขั้นกลาง)
เคล็ดวิชา: สามเ้าโลกธาตุ (วิชา์ขั้นสูงสุด)
พร์: ยักษาปทุมธาตุ (สายเื)
พลังเทพ: 0
โชคชะตา: ผู้มีศักยภาพสูง
อัจฉริยะ!!
นพเก้าไม่สามารถสรรหาคำอื่นมาบรรยายได้ สมแล้วที่เป็อดีตอัจฉริยะอันดับ 1 ของเมืองเวสสุวรรณ ไม่สิ ต้องบอกว่าของมณฑลสิงห์คำรน เมื่อเขามองไปที่ข้อมูลรายละเอียดเขาก็รู้สึกประหลาดใจแล้วอดไม่ได้ที่จะหันไปมองฉินอวี้หลิง ดูเหมือนผู้นำตระกูลคนนี้จะไม่ใช่บิดาที่เลวร้ายอย่างที่คิด
ขณะที่นพเก้ากำลังจะตรวจสอบบรรดาคนที่เหลือ ผู้นำตระกูลฉินก็เดินเข้ามาทางนพเก้า
“ท่านพ่อ”
เสียงนี้แ่เบาราวกับยุง แต่ทุกคนสามารถได้ยินได้ เป็เวลา 8 ปีแล้วที่นางไม่ได้พบกับบุคคลผู้นี้ ขณะที่นางกำลังสงบสติอารมณ์และกำลังเรียกเขาอีกครั้ง ฉินหนานก็เดินผ่านนางไปอย่างเฉยเมยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“นี่!”
ดูเหมือนแม้ว่านางจะก้าวข้ามจากการเป็ขยะมาเป็อัจฉริยะแล้ว ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้
“คารวะจักรพรรดิหวง”
ฉินหนานประสานมือแล้วโค้งตัวลง 90 องศาให้นพเก้า
“อืม”
นพเก้าไม่ได้ตอบกลับ เขาอยากรู้ว่าจุดประสงค์ของอีกฝ่ายคืออะไรกันแน่
ต้องบอกว่าภาพตรงหน้านี้แปลกประหลาดเป็อย่างมาก แต่ก็ไม่มีใครกล้าคัดค้าน ถึงอย่างไรศักดิ์ศรีของจักรพรรดิยุทธ์ก็ไม่สามารถถูกดูิ่ได้
“ข้าได้ยินมาว่าท่านรับบุตรสาวของข้าเป็ลูกศิษย์ ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?”
ฉินหนานพูดด้วยท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตน แต่ทุกคนก็สามารถััได้ถึงบรรยากาศสะกดข่มที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
“โชคชะตากระมัง”
“โชคชะตารึ? หึ เป็เช่นนั้น”
ฉินหนานครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่จะหันหลังกลับแล้วเดินจากไป เมื่อเขาเดินผ่านฉินอวี้หลิงเขาหยุดฝีเท้าลงเล็กน้อยและหันหน้ากลับไปมองนาง
“จงตั้งใจฝึกฝนซะ ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสเช่นเ้า ได้เป็ถึงลูกศิษย์ของจักพรรดิยุทธ์”
น้ำเสียงเรียบเฉยที่เปร่งออกมาครั้งนี้ทำให้คนรอบข้างต่างพากันขนลุก
“ท่านพ่อ ข้า”
แววตาของฉินอวี้หลิงะเืเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคนี้ นาง้าจะถามว่าเหตุใดจึงต้องขับไล่พวกนางออกจากตระกูลฉิน
“สงสัยไปก็เท่านั้น เมื่อถึงเวลาแล้วเ้าจะได้รู้เอง”
เมื่อกล่าวจบประโยค เขาก็เดินนำคนตระกูลฉินไปทางตึกของสมาคมนักปรุงยา
“บัดซบ มันผู้นั้นเป็พ่อคนประสาอะไรกัน”
หวงเม่ยรู้สึกเริ่มมีน้ำโห เ้ายังเห็นนางเป็ลูกของเ้าอยู่หรือไม่ เหตุใดถึงได้ปฏิบัติกับนางเช่นนี้
“ชู่ว เบาเสียงหน่อย”
อัครเดชรีบห้ามปรามนาง กลุ่มคนของตระกูลฉินพึ่งจะเดินจากไปได้ไม่นาน
ตอนนี้หลายๆ คนหันไปมองที่นพเก้าและฉินอวี้หลิง พวกเขาสงสัยว่าทั้งคู่จะทำอย่างไรต่อ
“ศิษย์ข้า เ้าอย่าได้คิดมากเลย ได้ยินแล้วใช่หรือไม่ หากมีเื่ที่เ้าอยากรู้ก็มีแต่ต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น”
“ท่านอาจารย์ ถ้าข้าแข็งแกร่งขึ้นมาแล้วจะช่วยอะไรได้”
ถึงนางจะไร้เดียงสาแต่ก็ไม่ใช่คนโง่ นางไม่รู้ว่าที่บิดาของนางพูดออกมานั้นเป็การพูดแบบขอไปทีหรือไม่
“แน่นอน โลกนี้เป็สถานที่สำหรับผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้น ไม่มีโอกาสสำหรับผู้ที่อ่อนแอ หากเ้าแข็งแกร่งขึ้นเ้าก็จะสามารถทำทุกสิ่งที่้าได้”
นพเก้าลูบหัวน้อยๆ ของนางขณะพูด
“แล้วถ้าหากข้าแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ท่านพ่อยังไม่ยอมบอกข้าหล่ะ”
ฉินอวี้หลิงรู้ดีว่าพ่อของนางเป็คนหัวรั้นมากแค่ไหน นางไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะรักษาคำพูด
“หากเป็เช่นนั้นเ้าก็แค่ทุบตีสั่งสอนเขาซะ ไม่มีสิ่งใดที่การใช้กำลังแล้วไม่สามารถแก้ปัญหาได้”
นพเก้ากำหมัดและพูดออกมาด้วยท่าทางมั่นใจ
“ทุบตีรึ?”
ฉินอวี้หลิงรู้สึกงุนงง จากนั้นนางก็กะพริบตาแล้วพยักหน้า นางเชื่อว่าทุกสิ่งที่อาจารย์สอนล้วนแล้วถูกต้อง
ทุกคนที่ได้ยินถึงกับพูดไม่ออก นี่เ้าเป็ปีศาจหรืออย่างไร ถึงได้สั่งสอนให้ลูกศิษย์ลงมือทุบตีบุพการี
“เหตุใดคนเช่นเ้าถึงได้มีลูกศิษย์ที่ดีเช่นนี้”
จิตตาภากระตุกมุมปาก นางสงสัยว่าในอดีตเ้าคนผู้นี้เป็จอมยุทธ์ฝ่ายอธรรมหรือไม่
“แค่ก เอาล่ะอย่าเสียเวลา การลงทะเบียนทดสอบจะมีเวลาถึงแค่ 10 โมงเท่านั้น”
หวงไท่ไม่้าฟังเื่ยุ่งยากเช่นนี้อีกต่อไป เขารีบนำทุกคนไปที่ห้องลงทะเบียนทันที ทุกคนที่มาเพื่อเป็กำลังใจ ต่างก็ถือใบเยี่ยมชมทั้งสิ้น สมาคมปรุงยาคิดค่าธรรมเนียมการเยี่ยมชมเพียง 50 ผลึกิญญาระดับกลางซึ่งถือว่าแพงมากสำหรับคนมีฐานะทั่วไปที่มีรายได้หนึ่งครัวเรือนประมาณ 100 ผลึกหินิญญาต่อปีโดยเฉลี่ย
“น้องซั่ง อนาคตของตระกูลหวงจะไปต่อได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเ้าแล้ว”
“ฮ่า ฮ่า พี่หวงไท่ ท่านก็ยกยอข้าเกินไป”
ซั่งกั่วรุ่ยที่ยืนรออยู่หน้าห้องโถงทดสอบพูดขึ้นโดยไม่ปิดบังสีหน้าหลงระเริงแม้แต่น้อย
“หึ ช่างน่ารังเกียจ”
เสียงดูถูกของบุคคลหนึ่งดังขึ้นมา
“บังอาจ!! มันผู้ใดกล้าต่อว่าข้า”
ซั่งกั่วรุ่ยคำรามออกมาด้วยความเดือดดาล ไม่รู้หรืออย่างไรว่าเขาเป็ถึงนักปรุงยาระดับ 3 ดาว แม้แต่ผู้ว่าการมณฑลเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาก็ต้องพูดกับเขาด้วยความนอบน้อม
“ข้าเดินไม่เปลี่ยนชื่อ นั่งไม่เปลี่ยนแซ่ ข้าอาฟฟี่โรน เ้ามีปัญหาหรือไม่?”
เสียงฝีเท้ากลุ่มคนดังขึ้นมาจากด้านหลังของนพเก้า เมื่อเขาหันไปมองก็พบกลุ่มคนที่ใส่ชุดนักพรตสีขาวพาดบ่าด้วยผ้าไหมสีทอง ชายผู้นำด้านหน้าสุดเป็บุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ด้วยเส้นผมสีทองดั่งไหม ขนตาเงางามและใบหน้าที่ขาวเนียน สิ่งนี้อาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็ผู้หญิงได้
“นั่นมันเผ่าเอลฟ์ใช่หรือไม่ ไม่ใช่ว่าพวกนั้นอาศัยอยู่ในภูมิภาคอีสานหรือ?”
หลายๆ คนที่มองดูบุรุษหนุ่มต่างสังเกตเห็นถึงหูที่แหลมคม เมื่อร้อยปีก่อนหลังเกิดากับฝ่ายมาร มีกลุ่มคนจากทวีปตะวันตกข้ามโพ้นทะเลมาตั้งถิ่นฐานที่ภูมิภาคอีสาน พวกนั้นใช้เวลาเพียงหนึ่งทศวรรษเท่านั้นในการทำายึดดินแดนไปสองในสามส่วนของภูมิภาค ด้วยการที่พวกเอลฟ์เป็ที่รักของผืนป่าและสามารถใช้เวทมนตร์โบราณในการทำสัญญากับผู้พิทักษ์ในดินแดนได้ ส่งผลให้สภาพแวดล้อมและภูมิประเทศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
มนุษย์เป็ฝ่ายเสียเปรียบเมื่อต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมานา มันจัดเป็รูปแบบพลังงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของชาวตะวันตก สำหรับชาวตะวันออกมากกว่าเก้าในสิบส่วนไม่สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมานาได้ ทำให้ส่วนใหญ่เสียชีวิตด้วยโรคกระแสมานาปั่นป่วนในร่างกาย นับั้แ่นั้นมาบรรดามนุษย์ที่สามารถยืนหยัดได้ในภูมิภาคอีสานจึงได้ทำข้อตกลงสันติภาพร่วมกันกับเผ่าเอลฟ์
หลายร้อยปีผ่านไปพวกเขาได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน เผ่าเอลฟ์ต่างก็ชอบวัฒนธรรมด้านการใช้ชีวิตและอาหารการกิน ส่วนมนุษย์ก็ได้ประโยชน์เื่ความรู้เวทมนตร์ของชาวตะวันตก ทำให้เกิดสาขาวิชาเวทมนตร์ทั่วประเทศไทยจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดสายเืฮาร์ฟเอลฟ์มากมาย ซึ่งสายพันธุ์กลุ่มใหม่ที่เกิดขึ้นนี้มีข้อได้เปรียบที่ใช้ได้ทั้งปราณฟ้าดินและมานา ด้วยกองกำลังที่แข็งแกร่งเช่นนี้ภูมิภาคอีสานจึงตั้งตัวเป็เอกเทศได้อย่างแท้จริง
“เผ่าเอลฟ์?”
นพเก้าใช้เนตรหมื่นพิภพตรวจสอบข้อมูลของเป้าหมาย
[ค่าสถานะของอาฟฟี่โรน]
อายุ: 27 (อายุขัย 2,354 ปี)
เขตแดน: หัวใจมานา 4 วงแหวน (ค่าพลังปราณ: 14,252 เมตร)
ทักษะการต่อสู้: คาถาเพลิงโมนาส (วิชา์ขั้นสูงสุด) , ลูกศรสายฟ้า (วิชา์ขั้นกลาง) , ร่างแยกเงาจันทรา (วิชาเซียนขั้นต้น)
เคล็ดวิชา: ลำนำบทที่ 3 แห่งต้นไม้โลก (วิชาเซียนขั้นต้น)
พร์: เผ่าพันธุ์มอฟฟิน (สายเื)
พลังเทพ: 120
โชคชะตา: ผู้มีศักยภาพสูงมาก
าที่ 2: เอลฟ์สายพันธุ์มอฟฟิน: เชี่ยวชาญการเล่นแร่แปรธาตุ
“นี่มันอะไรอีก าที่ 2?”
นพเก้ารู้สึกงงงวย เขาต้องถามระบบให้ได้ว่าสิ่งนี้มันคืออะไร
[แต่ละามีการใช้รูปแบบพลังงานที่แตกต่างกัน]
“แล้ว?”
[ก็แค่นั้นล่ะ]
“บัดซบ!!”
นพเก้ากำหมัดแน่น เขารู้สึกอยากจะตบหัวมัน การตอบเช่นนี้ไม่ต่างจากการไม่ตอบอะไรเลย
ขณะที่เขากำลังคิดหาคำด่าทอในหัว ฉินอวี้หลิงก็ได้ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดขึ้น
“นั่น! คนเอลฟ์สาน”
ฉินอวี้หลิงชี้ไปด้านหน้าแล้วหันหน้าไปหาหวงชิงจู้ราวกับว่าอยากจะอวดที่ได้เจอสัตว์สายพันธุ์ใหม่
“เฮ้ย”
อัครเดชและหวงเม่ยรีบปิดปากแนอวี้หลิง แล้วดึงนางกลับมาทันที
ต่อมาบรรยากาศในห้องโถงก็แข็งค้าง ทุกคนที่นั่นมองเด็กสาวราวกับว่ากำลังมองคนปัญญาอ่อน เหตุใดจู่ๆ ก็พูดประโยคต้องห้ามนั้นออกมา
“บัดซบ! คนเอลฟ์สานแล้วมันทำไม เมื่อกี้ใครมันพูดคำนั้นออกมา”
“ไสหัวออกมาซะ แล้วข้าจะไว้ชีวิตเ้า”
บรรดากลุ่มเอลฟ์ต่างก็มีอารมณ์ฉุนเฉียว พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังถูกท้าทายโดยบรรดาฝูงลิงพวกนี้
“อ่า แฮะแฮะ อาจารย์”
หลังจากฉินอวี้หลิงรู้ตัวว่าได้กระทำผิด นางจึงเดินเข้าไปหานพเก้าพร้อมกับจับชายเสื้อของเขา จากนั้นก็มองเขาด้วยสายตาออดอ้อนราวกับลูกแมวน้อย
นพเก้ารู้สึกพูดไม่ออก ศิษย์ของข้าผู้นี้ ช่างน่าถูกทุบตียิ่งนัก
“เกิดอะไรขึ้น”
ชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาด้านในห้องโถงทดสอบปรุงยา บนเสื้อของเขามีเข็มกลัดสีเงินที่มีดาวสี่ดวงประดับอยู่
“โอ้ว นายน้อยอาฟฟี่โลน ข้าขอโทษที่มาต้อนรับท่านช้าเกินไป เนื่องจากเกิดปัญหาด้านวัตถุดิบนิดหน่อย”
หัวหน้าสมาคมนามว่าหยางเก๋อพูดขึ้น
“ไม่ได้มีอะไรมาก เพียงแค่ปัญหาเล็กน้อยจากพวกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงก็เท่านั้น”
อาฟฟี่โลนไม่รู้ว่าใครบังอาจทำให้เขาขายหน้าเมื่อครู่ เขาจึงมองทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นด้วยสายตาดูถูกราวกับว่ากำลังมองแมลง
เ้าหมอนี่! จองหองยิ่งนัก!
ทุกคนรู้สึกเริ่มมีน้ำโห พวกเขา้าทราบว่าเ้าหน้าละอ่อนผู้นี้มีความเป็มาอย่างไร หากไม่มีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่ พวกเขาจะเข้าไปทุบตีมันอย่างไร้ความปรานี
“โอ้ว เป็เช่นนั้นรึ ใครกันบังอาจพูดจาดูถูกนายน้อยอาฟฟี่โลน ท่านผู้นี้เป็ถึงอัจฉริยะนักปรุงยาระดับ 3 ดาวในวัยเพียง 27 ปี ไสหัวออกมาซะ!”
หัวหน้าสมาคมพูดออกมาด้วยเสียงก้องกังวาน
เชี่ยย!!
ทุกคนต่างก็รู้สึกตกตะลึง นักปรุงยาระดับ 3 ดาว แค่คำนี้ก็มากพอที่จะทำให้พวกเขาตัวสั่นแล้ว แต่นี่อะไร อายุเพียง 27 ปีก็เกือบจะเป็ผู้เชี่ยวชาญระดับกลาง สัตว์ประหลาดนี่โผล่มาได้อย่างไร
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์หันไปจ้องมองเด็กสาวด้านหลังนพเก้าทันที
“เป็เ้างั้นรึ?”
อาฟฟี่โลนจ้องมองเด็กสาวด้วยดวงตาที่เป็ประกายวาวโลด ดูเหมือนเขาต้องแสดงให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำจะต้องตายอย่างไรเมื่อกล้าเหยียดหยามเขา
“โอ้ว เป็ข้าเองแหละ เ้ามีปัญหารึ เ้าหูยาว”
นพเก้าแคะหูขณะพูดด้วยท่าทียียวน
“แก”
อาฟฟี่โลนกำหมัดแน่นจนกระดูกส่งเสียงออกมา ตอนนี้เขาไม่สนแล้วว่าจะใช่มันผู้นี้ในตอนแรกที่พูด E-Word ออกมาหรือไม่ มันทั้งคู่สมควรตาย
“บังอาจ! เ้าคิดว่าตัวเองเป็ใคร”
ปัง!!
ก่อนที่ผู้คุ้มกันของอาฟฟี่โลนจะได้เตรียมลงมือทำอะไร หยางเก๋อก็ได้พุ่งเข้าใส่นพเก้าด้วยความเร็วสูงราวกับสายฟ้าฟาดพร้อมกับโคจรพลังในมือเล็งไปที่หน้าอกของนพเก้า
“ข้าคือปู่ของเ้า”
นพเก้ากอดฉินอวี้หลิงและหลบฝ่ามือนี้ด้วยท่าทีสบายๆ จากนั้นเขาเอี้ยวตัวแล้วส่งลูกเตะกลับหลังสวนทางออกไป
“จระเข้ฟาดหาง!”
เพียะ!!
“อักก!!”
การโจมตีนี้อาศัยเพียงกายาระดับจักรพรรดิยุทธ์ของนพเก้าเท่านั้น เขาส่งลูกเตะออกไปกระทบกับปากของหยางเก๋อโดยตรง ฟันสองสามซี่หลุดออกมาก่อนที่อีกฝ่ายจะกระเด็นแล้วตกลงไปตรงหน้าอาฟฟี่โลน
“เวรเอ้ย จบสิ้น จบสิ้นแล้ว”
หวงไท่และซั่งกั่วรุ่ยรู้สึกว่าโลกกำลังถึงคราววิบัติ การทำร้ายหัวหน้าสมาคมนักปรุงยานี่ถือเป็อาชญากรรมร้ายแรงอย่างถึงที่สุด ั้แ่นี้ต่อไปอย่าได้หวังว่าตระกูลหวงจะสามารถเข้ามณฑลสิงห์คำรณได้อีก
“แค่ก เ้า เ้า”
หยางเก๋อลุกขึ้นมาโดยเอามือซ้ายปิดปากห้ามเืเอาไว้ เขารู้สึกเจ็บจนชาที่ปาก เขาไม่รู้สึกถึงฟันหน้าแถวล่างอีกต่อไป
“เ้าอะไร เ้าไม่รู้จักประเมินคู่ต่อสู้ก่อนที่จะลงมือบ้างเลยรึ?”
นพเก้ามองอีกฝ่ายราวกับมองคนโง่
“พอได้แล้ว”
ฟรึบ! ฟรึบ!
มีบุรุษสองคนโผล่มาตรงหน้านพเก้า คนหนึ่งเป็ชายวัยกลางคนที่ตัดผมสกรีนเฮดที่มีกล้ามล่ำบึก ส่วนอีกคนคือฉินหนานที่เจอกันตอนเช้า
“ท่านประธานหยาง ท่านไม่เป็อะไรใช่หรือไม่?”
ชายวัยกลางคนที่ตัดผมสกรีนเฮดพูดขึ้นขณะที่จะเอื้อมมือพยุงอีกฝ่าย
เพียะ!
“ชัตชน เหตุใดเ้าถึงพึ่งมาตอนนี้”
หยางเก๋อปัดมือของอีกฝ่ายออกไป ขณะเดียวกันก็จ้องมองรองประธานผู้นี้ ไม่ทราบว่ามันรอให้เขาเกิดความอับอายก่อนหรือไม่จึงค่อยลงมือช่วยเหลือ
“ข้าขออภัย เื่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากจนข้าอ่านสถานการณ์ไม่ทัน”
ชัตชนทำท่าเอามือเคาะหัวขณะพูด
ฮึ่ม
ชัดเจนว่าอีกฝ่ายมีเจตนาไม่ดี อย่างไรก็ตามนี่มันไม่สำคัญ หยางเก๋อมองไปที่นพเก้าด้วยสายตาอาฆาต ตอนนี้เขาไม่้าอะไรไปมากกว่าทุบตีอีกฝ่ายจนตาย
“จักรพรรดิหวงเกิดอะไรขึ้น ท่านช่วยชี้แจงหน่อยได้หรือไม่?”
[190] ฉินหนานพูดขัดขึ้นขณะที่ประสานมือให้นพเก้า
อะไรนะ! จักรพรรดิหวง!
รอบข้างเกิดความโกลาหลขึ้นทันที พวกเขาได้ข่าวมาบ้างว่าในเมืองแห่งหนึ่งมีอัจฉริยะรุ่นเยาว์ปรากฏตัวขึ้น ดูเหมือนว่าวันนี้พวกเขาจะได้เจอตัวเป็ๆ
“ข้าก็อยากรู้เช่นกัน เหตุใดหัวหน้าสมาคมถึงเป็ฝ่ายเริ่มโจมตีข้าก่อน?”
นพเก้ายืนกอดอกขณะพูด ท่าทางราวกับว่าตัวเองเป็ผู้เสียหาย
“บัดซบ แค่ก เป็มันผู้นั้นที่บังอาจดูิ่เกียรติของนายน้อยอาฟฟี่โลน”
หยางเก๋อพูดขึ้นขณะที่ชี้ตรงไปที่เอลฟ์วัยรุ่นคนหนึ่ง
“โอ้ว เป็เช่นนั้นรึ?”
ชัตชนอุทานด้วยความใ โดยมีสีหน้าที่แข็งเล็กน้อย เขาไม่้ายุ่งเกี่ยวกับปัญหานี้
การแสดงของเ้าไม่ห่วยไปหน่อยหรือ ฉินหนานคิดเช่นนั้น ขณะเดียวกันก็มองไปที่หยางเก๋อด้วยสายตาดูถูก เ้าเป็คนภูมิภาคกลางไม่ใช่หรือ เหตุใดเ้าจึงไปประจบประแจงคนของภูมิภาคอื่น
“พวกเ้าไม่เข้าใจ นายน้อยอาฟฟี่โลนเป็นักปรุงยาอัจฉริยะระดับ 3 ดาวและในวันนี้ก็จะสอบเป็นักปรุงยาระดับ 4 ดาว ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าพูดจาดูถูกเขาต่อหน้าธานะกำนัน”
หยางเก๋อไม่รู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำนั้นผิดแต่อย่างใด เพราะเขากำลังเรียกร้องความเป็ธรรมให้กับผู้เสียหาย
“พูดจาดูถูก ใครกันที่พูดจาดูถูก เ้ามีพยานและหลักฐานหรือไม่?”
นพเก้าพูดขึ้นขณะชี้ไปที่หน้าของอีกฝ่าย จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่คนคนนึง
“เฮ้ย เ้าน่ะ”
“ข- ข้าทำไมรึ?”
ผู้รับชมที่อยู่ด้านข้างรู้สึกใจนสะดุ้งโหยง เขาไปเกี่ยวอะไรด้วย
“เ้าเห็นหรือไม่ว่าข้าพูดจาดูถูกอีกฝ่าย”
นพเก้าพูดขึ้น
“ไม่ ข้าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น”
“ถ้างั้นเ้าหล่ะ เ้าและเ้าด้วย”
นพเก้ายังคงชี้ต่อไปอีกสักสองสามคน แต่ทุกคนตอบกลับว่าไม่ได้ยินอะไร
“เห็นไหม พวกเ้าหูฝาดไปเองชัดๆ เห็นได้ชัดว่าทุกคนไม่ได้ยินอะไร”
นพเก้าพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง
บัดซบ!!
หยางเก๋อรู้สึกโมโหจนอยากจะกระอักเืออกมา เห็นได้ชัดว่านี่เป็การข่มขู่ หาใช่การหาพยานหลักฐานไม่ เ้าเป็ถึงจักรพรรดิยุทธ์ ผู้อื่นจะกล้าตอบว่าใช่ได้อย่างไร
“เอาล่ะ ใกล้เลยเวลาการแข่งขันมามากแล้ว ท่านรองประธานที่ข้ามาวันนี้เพราะ้าสอบปรุงยา ท่านช่วยเร่งจัดการให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?”
“จักรพรรดิหวงสอบปรุงยา?”
ชัตชนรู้สึกประหลาดใจ แต่เขาก็เร่งดำเนินการให้ทันที
“เหอะ สอบปรุงยา ข้าอยากรู้ยิ่งนักว่าเ้าจะสอบระดับใด? 1 ดาวรึ?”
เมื่ออาฟฟี่โลนได้ยินเช่นนี้เขาก็ยิ้มที่มุมปาก ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็จักรพรรดิยุทธ์หรืออะไรก็ช่าง ในโลกของนักปรุงยามันมีกฎที่ตายตัวอยู่ ผู้ที่อยู่ระดับต่ำกว่าจะต้องเคารพนักปรุงยาที่ระดับสูงกว่าโดยไม่สนระดับการบ่มเพาะ นี่หมายความว่าถ้านพเก้าสร้างปัญหาให้เขาโดยมีฐานะต่ำกว่า อีกฝ่ายก็จะถูกกีดกันโดยสมาคมนักปรุงยาทันที
“ข้าไม่สนหรอกว่าเ้าจะเป็ใคร อย่างไรก็ตาม ตามกฎของสมาคมนักปรุงยา เ้าก็เป็รุ่นน้องของข้าอยู่ดี เหตุใดจึงไม่รีบมาทำความเคารพข้าอีก”
อาฟฟี่โลนพูดขึ้น เขา้าทำให้นพเก้าอับอาย
“ฮึ ระดับต่ำกว่าเ้า? ใครบอกกันว่าข้าจะสอบเป็นักปรุงยาระดับ 1 ดาว”
นพเก้าพูดออกมาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง