ธีรพัฒน์พารถสปอร์ตคันหรูประจำกายเข้ามาจอดยังหน้าตึกใหญ่ของคฤหาสน์หลังงามที่เขาอยู่มาั้แ่เล็กจนโตอย่างคุ้นเคย
สองขาแข็งแกร่งก้าวลงจากรถพร้อมยื่นกุญแจให้ลุงสมปองที่มารอรับเพื่อนำรถไปเก็บเหมือนเช่นทุกวัน
“สวัสดีครับคุณแม่ วันนี้ไม่ออกไปไหนหรือครับ” ธีรพัฒน์เอ่ยถามมารดาเมื่อเห็นว่านางนั่งอยู่ที่ห้องรับแขก
“โอ๊ย... ออกทุกวันก็ไม่ไหวลูก ั้แ่สละตำแหน่งให้ธีร์แม่ยังไม่ได้หยุดพักเลยถูกเชิญให้ไปโน่นไปนี่ไม่ได้หยุดวันนี้อยากอยู่คุยกับลูกชายสุดที่รักบ้าง”
คุณหญิงเพ็ญพักตร์ยิ้มกว้างบอกลูกชายอย่างอารมณ์ดีเพราะวันนี้นางตัดสินใจแล้วว่าจะบอกสิ่งที่้าให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนได้รู้
“หือ... คุณแม่พูดเหมือนเราไม่ได้คุยกันอย่างนั้นแหละผมก็กลับมาทานข้าวเย็นที่บ้านทุกวันนะครับ”
ธีรพัฒน์ตอบมารดาอย่างสงสัยขณะยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม
วันนี้เขารู้สึกว่าแม่ของเขาดูแปลกๆไม่เหมือนทุกวันเพราะปกติในเวลาแบบนี้คุณแม่จะไปนั่งเล่นเดินเล่นในสวนหลังบ้านมากกว่าจะมานั่งรอเขาแบบนี้
“ก็วันนี้แม่มีเื่สำคัญจะคุยกับลูก”
“มีอะไรหรือครับคุณแม่” ธีรพัฒน์หันมามองมารดาอย่างตั้งใจพร้อมกับวางแก้วน้ำที่เขาดื่มไปกว่าครึ่งลงบนโต๊ะ
“ธีร์จำคุณน้ากมลวรรณเพื่อนแม่ได้ไหมลูก” คุณหญิงเพ็ญพักตร์ถามลูกชายด้วยรอยยิ้ม
ธีรพัฒน์ทำท่าครุ่นคิดก่อนจะนึกได้แล้วตอบมารดาออกไป
“เอ... ใช่คนที่มาบ้านเราบ่อยๆ หรือเปล่าครับ ที่เขาพาลูกสาวมาด้วย”
“ใช่จ้ะ หนูมลไงธีร์ จำน้องได้หรือเปล่าเมื่อก่อนน้องมาวิ่งเล่นกับธีร์ที่นี่ประจำนะ”
“อ่อครับ พอคุ้นๆ ครับคุณแม่ ตอนนั้นยังเด็กมากผมจำไม่ค่อยได้แล้วหละครับ”
ธีรพัฒน์บอกมารดาเหมือนไม่ใช่เื่ที่เขาควรจะสนใจก็แค่เพื่อนเล่นสมัยเด็ก
“ตอนนี้น้องโตเป็สาวแล้วนะ ทั้งสวยทั้งน่ารักทำงานเก่งรุ่นเดียวกับหนูแพรเลขาของลูกนั่นแหละ... เขาเป็เพื่อนรักกัน”
คุณหญิงเพ็ญพักตร์ลองหยั่งเชิงบุตรชายแต่ก็ไร้วี่แววว่าคนตรงหน้าจะสนใจหรือว่าธีร์จะหลงเสน่ห์ยัยเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อคนนั้นจนเกิดคิดจะจริงจังขึ้นมานางไม่ยอมให้เป็อย่างนั้นแน่ๆ ผู้หญิงที่ไร้เหตุผลขาดสติและมีจิตใจโหดร้ายแบบนั้นนางไม่ยอมรับมาเป็สะใภ้เด็ดขาด
“ครับ แล้วยังไงครับคุณแม่”
แม้จะได้ยินมารดาพูดถึงหญิงสาวที่เป็เพื่อนเล่นของเขาตอนเด็กๆแต่จิตใจของเขากลับคิดไปถึงหญิงสาวอีกคนที่แม่เขาเอ่ยขึ้นมาด้วยผู้หญิงที่ทำให้หัวใจดวงแกร่งเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้เธอ
“แม่จะให้ธีร์หมั้นกับหนูมล” คุณหญิงเพ็ญพักตร์พูดอย่างหนักแน่น
“ห๊า! อะไรนะครับคุณแม่” ธีรพัฒน์ใสุดขีดแทบไม่เชื่อว่ามารดาของเขาจะมีความคิดแบบนี้
“แม่จะให้ธีร์หมั้นหมายกับหนูมลลูกสาวของคุณน้ากมลวรรณจ้ะ” คนเป็มารดาบอกกับบุตรชายอย่างชัดเจนอีกครั้ง
“ไม่ครับคุณแม่ คุณแม่ก็รู้ว่าผมไม่อยากแต่งงาน”
เขาไม่เคยคิดถึงเื่นี้มาก่อนเลยในชีวิตเพราะเขาอยากมีชีวิตที่เป็อิสระไม่ต้องผูกมัดกับใครทั้งนั้นแม้แต่เมธินีที่เคยมีอะไรกับเขา เขาก็ไม่เคยคิดจะแต่งงานด้วยซึ่งข้อนี้เ้าหล่อนก็รู้ดีแล้วยอมรับมาโดยตลอด
“แต่แม่สู่ขอจับจองกับฝ่ายนั้นเขาไว้ตั้งนานแล้วนะยังไงเราก็ต้องเป็ทองแผ่นเดียวกันกับเขา”
“อย่าบังคับผมเลยครับคุณแม่ ยังไงผมก็ไม่หมั้นไม่แต่งอะไรทั้งนั้นแหละครับ”
ธีรพัฒน์บอกมารดาเสียงแข็งเขาพอจะจำเด็กน้อยผมเปียที่เขาหยอกล้อวิ่งเล่นสมัยเด็กๆ ได้ เธอดูน่ารักสดใสผิวขาวอมชมพูนวลเนียน แพขนตาดกดำงอนงาม เขาเคยยอมรับว่าเด็กคนนี้หน้าตาน่ารักแต่ยังไงเขาก็ให้เธอเป็ได้แค่น้องสาวจริงๆ ไม่เคยคิดเป็อื่น
“ธีร์ไม่เห็นใจแม่บ้างหรือไงนะ แม่ก็อยากจะมีหลานไว้สืบสกุลของเราบ้างธีร์อย่าลืมนะลูก ว่าธีร์เป็ลูกชายคนเดียวของแม่” คนเป็แม่พยายามหว่านล้อม
คำพูดของมารดาทำให้คนที่เป็ลูกชายเพียงคนเดียวนิ่งไปเหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
ธีรพัฒน์ถอนหายใจออกมาด้วยความคิดที่หนักอึ้งจริงอยู่ที่เขาเป็ลูกชายคนเดียวการจะมีทายาทสืบสกุลก็ต้องเกิดมาจากเขาเท่านั้นแต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อตอนนี้เขายังไม่คิดจะแต่งงานกับใครทั้งนั้น
เมื่อคิดถึงตรงนี้ภาพใบหน้าหวานของหญิงสาวที่รบกวนจิตใจของเขามาตลอดสองเดือนก็ฉายชัดขึ้นมาในห้วงความคิดเขายังจำกลิ่นกายที่หอมกรุ่นของเธอได้ดีมันยังติดแน่นอยู่ภายในใจและทุกลมหายใจของเขาจนยากจะลบเลือนถ้าเธอไม่ใช่ผู้หญิงของเพื่อนเขา หรือผู้หญิงของผู้ชายหลายๆ คนอย่างที่เขาคิดบางทีเขาอาจจะพิจารณาเธอก็ได้
“ว่าไงธีร์”
เมื่อเห็นลูกชายเงียบไปและมีท่าทีอ่อนลงคนเป็แม่จึงเอ่ยถามอีกครั้งเผื่อจะได้คำตอบที่นางพอใจ
“ทางโน้นเขาทราบหรือยังครับ เอ่อ... ผมหมายถึงน้องมลน่ะครับ”
ธีรพัฒน์พยายามหาทางออกให้กับตัวเองอย่างใจเย็นอย่างน้อยถ้าฝ่ายนั้นไม่ยินยอมแต่งงานกับเขา หรือมีคนรักอยู่แล้วก็ยิ่งดี อะไรๆก็จะง่ายขึ้น
“คุณวรรณจะบอกกับน้องคืนนี้แหละจ้ะ”
“ผมขอคุยกับน้องมลก่อนได้ไหมครับหากเป็ไปได้ผมอยากจะลองคบหาดูใจกับน้องสักระยะก่อนที่จะมีงานหมั้น”
ธีรพัฒน์บอกมารดาเสียงเรียบแม้ภายในใจจะร้อนรุ่มดั่งเปลวไฟที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่างได้ในพริบตา
“เอาอย่างนั้นก็ได้ลูก เพราะธีร์กับน้องไม่ได้เจอกันตั้งนานลองคบลองคุยทำความรู้จักกันอีกสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน”
คุณหญิงเพ็ญพักตร์เห็นด้วยเพราะไม่อยากจะหักหาญน้ำใจของบุตรชายมากนักแค่ธีรพัฒน์ยอมคบหาดูใจกับผู้หญิงที่นางเลือกให้ก็นับว่าทำเพื่อนางมากแล้วที่เหลือก็คงขึ้นอยู่กับบุญวาสนาว่าทั้งสองคนได้ทำร่วมกันมาหรือเปล่า
“งั้นผมขอตัวขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะครับคุณแม่”
“ได้จ้ะ ขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าให้สบายตัวเถอะลูก แล้วลงมาทานข้าวเย็นกันนะ”
“ครับ”
ธีรพัฒน์รับคำมารดาแล้วลุกขึ้นก้าวเท้าไปยังบันไดเพื่อขึ้นไปห้องนอนของตัวเองด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
เมื่อเข้ามาภายในห้องชายหนุ่มเดินตรงไปหยิบผ้าขนหนูแล้วเข้าห้องน้ำทันทีเพื่อให้ความชุ่มฉ่ำของสายน้ำทำให้จิตใจที่ร้อนรุ่มอยู่ตอนนี้ได้ทุเลาลงบ้างเผื่อจะคิดหาทางออกที่ดีให้กับตัวเองได้
การที่เขาบอกมารดาขอคบหาดูใจกับพิชามลก่อนก็เพื่อเป็การยืดระยะเวลาของการหมั้นหมายออกไปเขาจะได้มีเวลาคิดหาวิธีที่จะไม่ต้องแต่งงานได้แต่ก็ยังไม่มีวิธีไหนที่ดีไปกว่านี้อีกแล้วยังไงเขาต้องลองคุยกับเธอดูก่อนว่าเธอเห็นด้วยกับการคลุมถุงชนครั้งนี้หรือไม่หากคิดในทางที่ดีเธออาจจะคิดกับเขาแค่พี่ชายก็ได้หรือถ้าจะให้ดีไปกว่านั้นเธออาจจะมีคนรักอยู่แล้วเขาจะได้มีหนทางที่จะช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น
หลังจากอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดนอนเรียบร้อยแล้วธีรพัฒน์เดินไปล้มตัวลงบนเตียงกว้างอย่างอ่อนล้า จู่ๆเขาก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันไปเปิดลิ้นชักหัวเตียงแล้วหยิบของสิ่งหนึ่งที่เขาเคยยัดมันลงไปอย่างไม่ไยดีเมื่อเดือนก่อนขึ้นมา
กล่องสี่เหลี่ยมที่บรรจุนาฬิกาเรือนสวยซึ่งเขาซื้อให้หญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องมาเจ็บตัวเพราะความหึงหวงของเพื่อนสาวคนสนิทของเขาแต่ด้วยความโมโหที่เธอทำเป็ไม่สนใจไยดีกับเขา ชายหนุ่มจึงเก็บมันไว้โดยยังไม่ได้มอบให้กับเธอที่สำคัญตอนนี้เขามีบางอย่างอยากจะถามเธอด้วย
มือหนาเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ที่อยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงขึ้นมากดเลื่อนหาเบอร์โทรของหญิงสาวที่เขาบังคับเอามาจากเธอวันนั้นเมื่อพบแล้วก็กดต่อสายเพื่อโทรออกทันที รอฟังสัญญาณเพียงครู่กว่าหญิงสาวจะรับแต่ชายหนุ่มกลับรู้สึกว่ามันนานเกินไปสำหรับเขา
[สวัสดีค่ะ] แพรวายืนมองโทรศัพท์ของตัวเองที่แผดเสียงร้องอยู่นานกว่าจะตัดสินใจกดรับ
‘ทำไมรับช้าจัง มัวทำอะไรอยู่ห๊า! ’ คนขี้โมโหตะคอกเสียงใส่อย่างหงุดหงิด
[แพรอยู่ที่ระเบียงค่ะ เลยไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์]
‘กินข้าวหรือยัง’
แพรวาแทบจะไม่เชื่อหูตัวเองว่าเ้านายของเธอโทรมาหาเพื่อถามว่าเธอกินข้าวหรือยังเขาเพี้ยนหรือเปล่า
[เอ่อ... แพรไม่ค่อยทานข้าวเย็นค่ะ ดื่มนมแค่นั้น]
‘ต้องกิน! ฉันจะซื้อเข้าไปให้’ ว่าจบคนออกคำสั่งก็วางสายไปเลย
ปล่อยให้หญิงสาวยืนตัวแข็งอ้าปากค้างเพราะคำพูดที่เตรียมจะคัดค้านคนเอาแต่ใจถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอทันทีที่อีกฝ่ายกดตัดสาย
เมื่อวางสายจากคนตัวเล็กธีรพัฒน์ก้าวขาลงจากเตียงแล้วตรงไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบชุดที่ดูสบายๆออกมาเปลี่ยนทันทีด้วยความรวดเร็ว และไม่ลืมที่จะหยิบกล่องนาฬิกาเรือนสวยใส่ถุงแล้วหิ้วออกมาจากห้องด้วย
“อ้าว ธีร์จะออกไปไหนเหรอลูก”
คุณหญิงเพ็ญพักตร์ทักบุตรชายเมื่อเห็นเขาเดินลงมาจากชั้นบนด้วยเสื้อผ้าที่พร้อมจะออกไปข้างนอก
“ผมลืมไปว่านัดกับเพื่อนที่มาจากอเมริกาไว้น่ะครับ”
ธีรพัฒน์โกหกคำโต เพื่อตัดปัญหาคำถามมากมายของมารดา
“จะมืดแล้วขับรถระวังๆ นะลูก แล้วก็อย่ากลับบ้านดึกนักล่ะ” คนเป็แม่ไม่วายเป็ห่วงลูกชายสุดที่รัก
“ครับคุณแม่ ผมไปละครับ”
ชายหนุ่มรับคำมารดาก่อนจะเดินไปขึ้นรถคันหรูของตัวเองแล้วขับออกไปยังจุดหมายที่เขา้าทันที
ณศูนย์การค้าชั้นนำย่านธุรกิจใจกลางเมืองหลวง เป็ศูนย์รวมของสินค้าแบรนด์เนมระดับพรีเมียมทุกชิ้น
โดยเฉพาะสินค้าที่มีคุณภาพและราคาสูงอย่างทองคำและเพชรก็รวมอยู่ในศูนย์การค้าแห่งนี้ด้วยรวมถึงร้าน กมลวรรณไดมอนด์ เพลส ซึ่งมีเ้าของร้านที่แสนน่ารักและมากความสามารถในการออกแบบลวดลายอัญมณีได้อย่างวิจิตรสวยงามไม่เหมือนใครก็อยู่ในที่แห่งนี้ด้วย
โทรศัพท์เครื่องจิ๋วแผดเสียงร้องหาเ้าของที่กำลังนั่งก้มหน้าก้มตาสนใจกับการออกแบบลวดลายสร้อยคอทองคำขาวฝังเพชรด้วยความตั้งใจมือบางวางดินสอลงก่อนจะหันไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู คิ้วทั้งสองขมวดมุ่นเมื่อเห็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยบนหน้าจอแต่ก็ตัดสินใจกดรับ
‘สวัสดีค่ะ พิชามลค่ะ’ เสียงหวานแนะนำตัวเองก่อนเผื่อว่าปลายสายจะโทรผิด
[ผมรู้แล้วครับว่าคุณชื่อพิชามล ไม่งั้นผมคงไม่โทรมาหรอก] ปลายสายตอบกลับด้วยน้ำเสียงยียวน
‘คุณเป็ใคร แล้วเอาเบอร์ฉันมาจากไหน’ เสียงหวานแปรเปลี่ยนเป็บึ้งตึงทันทีที่ปลายสายเริ่มกวนประสาทเธอ
[อ้าว ก็คุณให้นามบัตรผมมาเอง จำกันไม่ได้แล้วหรือครับ ยัยหมวยปากจัด]
แค่ได้ยินสรรพนามที่ปลายสายใช้เรียกเธอหญิงสาวก็รู้ทันทีว่าใคร
‘อ๊าย!... อะ อะ ไอ้’
[หยุด! ถ้าคุณยังคิดจะด่าผมอีกล่ะก็ ผมไม่ปรานีคุณแน่] ทินกรทำเสียงขู่
‘และนายกล้าดียังไงมาว่าฉันปากจัดห๊ะ! ’
[ก็ได้ยินคุณแว๊ดๆ อยู่นี่ไงเล่า จะไม่ให้เรียกปากจัดได้ไง]
‘และนายโทรมาทำไม มีธุระอะไรไม่ทราบ’ หญิงสาวชวนเข้าเื่ด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น
[ค่าเสียหายของผมไง ตอนนี้ผมเอารถไปเข้าอู่มาเรียบร้อยแล้วก็เลยจะมาเคลียร์ค่าใช้จ่ายกับคุณ]
‘ก็วันนั้นฉันบอกแล้วไง ว่าต่างคนต่างซ่อม คุณก็เคลียร์ของคุณเองสิ’พิชามลกระแทกเสียงกลับไป
[อ้าวคุณ รู้งี้วันนั้นผมจูบคุณกลางถนนก็ดีหรอกถ้ารู้ว่าคุณจะกลับคำแบบนี้น่ะ]
‘ก็ได้ๆ บอกมาสิว่าเท่าไรเอาเลขบัญชีมาฉันจะโอนเงินให้’ หญิงสาวบอกปัดเพื่อตัดความรำคาญ
[อะไรกันคุณ จะเอาเงินฟาดหัวกันง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ]
‘เอ๊ะ! นี่นายจะเอายังไงกับฉันอีกหะ! ค่าซ่อมรถฉันก็จะจ่ายให้แล้วนี่ไง’
[ก็แค่ทานข้าวกับผมสักมื้อสองมื้อเป็ไง ถือเป็ค่าทำขวัญส่วนเงินน่ะไม่ต้องโอนหรอก เดี๋ยวเราก็เจอกัน]
ทินกรเสนออย่างเป็ต่อเขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงอยากจะเจอยัยหมวยปากจัดคนนี้นักหนา
‘ได้! แต่ต้องเป็วันอื่นนะ วันนี้ฉันไม่ได้เอารถมา’ หญิงสาวยังคงมีน้ำเสียงกระแทกกระทั้นอย่างขัดใจ
[งั้นผมจะไปรับคุณก็แล้วกัน]
‘เอ๊ะ! ฉันบอกว่าวันอื่นไง’ คนถูกบังคับทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ
[ผมไม่สน เพราะตอนนี้ผมอยู่หน้าร้านของคุณแล้ว]
‘ห๊า! นะ นาย รู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่ไหน’
หญิงสาวรีบกระวีกระวาดลุกจากโต๊ะแล้วเดินออกไปหน้าร้านทันทีเพื่อพิสูจน์ว่าคนปลายสายโกหกเธอหรือเปล่าแต่ก็ต้องใเมื่อคนที่เธอกำลังคุยโทรศัพท์ด้วยยืนอยู่ตรงประตูทางเข้าร้านพอดีจะไม่ให้รู้ได้ยังไงว่าเธออยู่ที่ไหนก็ในนามบัตรของเธอบอกเขาหมดแล้ว
พนักงานขายมองชายหนุ่มที่ก้าวเข้ามาในร้านด้วยแววตาปลาบปลื้มหลงใหลกับความหล่อเหลาขาวสูงของเขาอย่างเคลิบเคลิ้ม
ทินกรกดวางสายทันทีที่เห็นหญิงสาวที่เขาโทรหาเดินออกมาจากห้องทำงาน
“สวัสดีครับ เราจะไปกันได้หรือยัง”
“นายมาทำไม” พิชามลกัดฟันข่มเสียงต่ำรีบเดินเข้าไปหาแขกไม่ได้รับเชิญทันที
“อ้าว ผมก็มารับคุณไง เรามีนัดทานข้าวกันไม่ใช่หรือครับ” ทินกรพยายามพูดเสียงดัง เพื่อให้พนักงานในร้านได้ยิน
“นี่! นายจะเสียงดังทำไมเนี่ย” หญิงสาวขึงตาใส่ชายหนุ่มตรงหน้า
“จะดังกว่านี้ถ้าคุณไม่ไปกับผมดีๆ” ชายหนุ่มได้ทีกระซิบเสียงขู่
“ก็ได้ ขอฉันเข้าไปเก็บของก่อน”
เมื่อไม่มีทางปฏิเสธได้หญิงสาวจึงจำเป็ต้องไปกินข้าวกับผู้ชายที่เธอบอกว่าเขาไม่เป็สุภาพบุรุษแม้จะไม่เต็มใจนักก็ตาม
ธีรพัฒน์เลือกซื้อกับข้าวที่เขาชอบเพียงสองสามอย่างขนม และผลไม้อีกสองสามชนิดที่คิดว่าผู้หญิงคงชอบกิน รวมทั้งนมสารพัดยี่ห้อและเบียร์อีกสามขวดสำหรับเขา
ชายหนุ่มหิ้วของพะรุงพะรังเต็มสองมือชนิดที่ว่าเขาไม่เคยทำแบบนี้ให้ใครมาก่อนในชีวิตที่ผ่านมาคนตัวใหญ่พยายามยกมือที่หนักอึ้งด้วยข้าวของขึ้นมาเคาะประตูห้องพักของหญิงสาวที่เขาบอกว่าเกลียดเธอนักหนาอย่างใจเย็น
รอเพียงไม่นานคนตัวเล็กที่ตั้งท่ารออยู่ก่อนแล้วก็รีบมาเปิดประตูเพราะเธอรู้อยู่แล้วว่าเป็ใคร
“คุณมาทำไม” แพรวากระชากเสียงถามทันทีที่เห็นหน้าแขกไม่ได้รับเชิญ
“หลีกไป! ก็ฉันบอกแล้วไงว่าจะซื้อข้าวมาให้เธอกิน”
ธีรพัฒน์บอกคนตัวเล็กที่ยังยืนขวางทางเข้าประตูก่อนจะปรายตามองการแต่งตัวของหญิงสาวที่ดูน่ารักน่าหยิกเสียจริง ไม่โป๊ ไม่หวือหวาแค่เสื้อยืดพอดีตัวกับกางเกงขาสั้นก็ทำให้เธอดูเหมือนเด็กกะโปโลแสนซนไร้จริตมารยาคนหนึ่งเท่านั้น
“แพรบอกแล้วว่าไม่ทาน แล้วคุณจะซื้อมาทำไมอีก”
คนตัวเล็กบอกขณะหลบเลี่ยงเพื่อให้ชายหนุ่มที่หิ้วของพะรุงพะรังเต็มสองมือเข้ามาในห้อง
“ฉัน้าให้เธอกินข้าว... กับฉัน!”
คนตัวใหญ่หันมาบอกด้วยน้ำเสียงบังคับก่อนจะเดินตรงไปยังหลังห้องที่เขาคิดว่าต้องเป็ห้องครัว
“แล้วคุณซื้อมาทำไมเยอะแยะคะ”
แพรวาขมวดคิ้วมุ่นมองข้าวของที่ชายหนุ่มซื้อมาอย่างไม่ค่อยไว้ใจว่าเขาจะแค่มากินข้าวกับเธอเท่านั้นเมื่อเธอเหลือบไปเห็นขวดเบียร์สีเขียวเข้มสามขวดที่เขากำลังจับใส่ตู้เย็นอย่างหน้าตาเฉยก่อนจะหันมาออกคำสั่ง
“จัดของใส่จานเสร็จแล้วก็ไปเรียกฉันด้วย”
สั่งหญิงสาวเสร็จคนตัวใหญ่ก็หยิบถุงกระดาษที่มีของสำคัญอยู่ในนั้นแล้วเดินไปทางประตูห้องนอนของเธอ
“นี่คุณ!...”
คนตัวเล็กยังไม่ทันจะอ้าปากทักท้วงอะไรคนเอาแต่ใจก็หันมาชี้นิ้วขึงตาใส่ให้เธอหยุดพูดก่อนที่เขาจะเปิดประตูแล้วเดินเข้าไปอย่างกับเป็เ้าของห้องเสียเอง
แพรวาได้แต่ยืนกำมือแน่นด้วยความแค้นเคืองทำไมเขาไม่มีความเกรงใจเธอบ้างนะ ‘นึกจะมาก็มานึกจะไปก็ไปเอะอะก็สั่งก็ว่า นี่เขาจะเอายังไงกับเธอกันแน่’
เ้าของห้องต่อว่าคนเผด็จการวางอำนาจผิดที่อย่างนึกโมโหแล้วหันไปจัดแจงกับข้าวของที่เขาซื้อมาใส่จานให้เรียบร้อยตามคำสั่งของคนเอาแต่ใจที่หายเข้าไปในห้องนอนของเธออย่างไม่มีทีท่าว่าจะออกมาง่ายๆหากเธอไม่เดินไปเรียก ‘นี่เธอเป็เลขาหรือข้าทาสรับใช้ของเขากันแน่เนี่ย’คนตัวเล็กบ่นในใจก่อนจะเดินไปเคาะประตูห้องที่ชายหนุ่มหายเข้าไป
“ทานข้าวค่ะคุณธีร์”
รอเพียงไม่นานคนข้างในก็เปิดประตูออกมาด้วยเสื้อกล้ามกับกางเกงตัวเดิมของเขา
“และเสื้อคุณล่ะคะ!?” เ้าของห้องหันมาแหวใส่อย่างเอาเื่
“ร้อน!” ธีรพัฒน์บอกเพียงสั้นๆแล้วก้าวเท้าไปยังโต๊ะอาหารที่อยู่ในห้องครัวทันที
“แล้วของเธอล่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยถามเมื่อเห็นจานข้าวมีแค่ของเขาเพียงคนเดียว
“แพรไม่ทานค่ะ”
แพรวาบอกเสียงเรียบเตรียมจะก้าวเท้าออกไปจากตรงนี้แต่กลับโดนแขนแข็งแรงของชายหนุ่มฉุดรั้งไว้
“จะนั่งลงและกินข้าวกับฉันดีๆ หรือจะต้องให้ฉันป้อน แต่บอกไว้ก่อนนะฉันไม่ป้อนเธออย่างเดียวแน่”
ธีรพัฒน์ขู่เสียงเข้มใช้สายตาโลมเลียคนตัวเล็กอย่างหื่นกระหาย
“คนบ้า! คนลามก! เอาแต่ใจ! เผด็จการ!...”
คนตัวเล็กก่นด่าเสียงเบาก่อนจะหันไปหยิบจานชามของตัวเองแล้วมานั่งลงยังฝั่งตรงข้ามกับชายหนุ่ม
“ถ้าเธอด่าฉันอีกคำเดียว ไม่ต้องกินแน่ข้าวน่ะฉันจะให้เธอกินอย่างอื่นยันเช้าเลย”
เสียงเข้มขู่จริงจังส่งผลให้คนตัวเล็กได้แต่ทำปากขมุบขมิบแล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวตามคำสั่งของคนเอาแต่ใจ
ธีรพัฒน์นั่งมองหญิงสาวที่กำลังตักข้าวใส่ปากคำแล้วคำเล่าอย่างเพลิดเพลินไม่รู้ทำไมเขาถึงมีความสุขนักเวลาเห็นเธอกินข้าวที่เขาซื้อมาให้
“แล้วคุณไม่ทานล่ะค่ะ”
คนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินเงยหน้าขึ้นมาถามชายหนุ่มที่นั่งตรงข้ามกับเธอเมื่อเห็นว่าเขากินข้าวไปเพียงแค่สองสามคำและหลังจากนั้นก็ได้แต่นั่งมองเธอ
“ไม่ละ ฉันอิ่มแล้ว ไปหยิบเบียร์ในตู้เย็นให้หน่อยสิ” ชายหนุ่มบอกเสียงเรียบ สายตาคมจ้องมองคนตัวเล็กที่ทำหน้าเหมือนกับว่าสิ่งที่เขาบอกเป็เื่แปลกประหลาด
“เชิญคุณกลับไปดื่มที่บ้านเถอะค่ะ ที่นี่คงไม่เหมาะ”
“แต่ฉันจะกิน เดี๋ยวตามไปที่ระเบียงด้วยก็แล้วกัน ฉันมีเื่จะคุยกับเธอ”
สั่งหญิงสาวเสร็จสรรพก็ลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินไปที่ระเบียงโดยไม่สนใจคนที่กำลังทำท่าจะคัดค้านแต่ในเมื่อเขามีเื่จะคุยกับเธอ ยังไงเธอก็ต้องตามใจเขาไปก่อนเมื่อเขาคุยธุระเสร็จจะได้รีบกลับไปสักที
แพรวาลุกขึ้นจากโต๊ะเก็บจานชามเพื่อรอล้างทำความสะอาดจากนั้นก็เดินไปหยิบเบียร์ในตู้เย็นพร้อมกับแก้วน้ำแล้วนำไปให้คนเอาแต่ใจที่ระเบียงห้อง
ธีรพัฒน์นั่งชื่นชมสวนดอกไม้เล็กๆที่เ้าของห้องจัดไว้อย่างเป็ระเบียบสวยงามเหมาะจะเป็มุมพักผ่อนช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลายได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
“นั่งก่อนสิ ฉันมีเื่อยากจะถามเธอ”
ชายหนุ่มเอ่ยทักเมื่อเห็นหญิงสาวนำเบียร์มาวางให้แล้วทำท่าเหมือนกำลังจะเดินจากไป
คนตัวเล็กเมื่อได้ยินคำสั่งแม้จะขัดใจอยู่บ้างแต่ก็ต้องยอมนั่งลงเผื่อว่าเขาหมดเื่ที่จะถามเธอแล้วจะได้กลับไปเสียที
“พิชามลเป็เพื่อนสนิทของเธอใช่หรือเปล่า” เสียงเข้มถามขึ้นขณะที่มือหนากำลังรินเบียร์ใส่แก้วอย่างใจเย็น
“ค่ะ”
แพรวาบอกเสียงเบาเธอจำได้ว่าครั้งหนึ่งเพื่อนสาวเคยพูดถึงธีรพัฒน์ให้ฟังว่าเขาเคยเป็เพื่อนเล่นกับเพื่อนของเธอตอนเด็กๆ
“สนิทกันมากไหม?” คนตัวใหญ่ถามย้ำเพื่อความมั่นใจว่าเขาจะได้ข้อมูลที่ไม่ผิดเพี้ยน
“ก็สนิทค่ะ”
“...แค่ไหน?”
“คุณจะรู้ไปทำไมคะ”
คราวนี้คนตัวเล็กทำท่าฮึดฮัดไม่เข้าใจว่าคนถาม้าอะไรจากเธอกันแน่
“ฉันถามก็ตอบมาเหอะน่า... อย่าเื่มาก”
คนรอคำตอบทำเสียงไม่พอใจก่อนจะยกแก้วเบียร์ในมือขึ้นดื่มระหว่างรอฟังคำตอบจากเธอ
“พิชามลเป็คนเดียวที่มีกุญแจสำรองห้องนี้ คุณคิดว่าเราสนิทกันแค่ไหนล่ะคะ”
น้ำเสียงกระแทกกระทั้นบอกชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
“อืม ก็นับว่าสนิทกันมาก แสดงว่าเธอก็ต้องรู้ทุกเื่เกี่ยวกับน้องมลสิ”ธีรพัฒน์เปรยออกมาเบาๆ เหลือบตามองหญิงสาวที่ยังมีอาการงงๆกับคำพูดของเขาอยู่
คำว่าน้องมลที่หลุดออกมาจากปากของชายหนุ่มทำให้คนตัวเล็กรู้สึกเจ็บจี๊ดที่หัวใจขึ้นมาอย่างประหลาดทั้งๆ ที่เคยรู้มาบ้างว่าชายหนุ่มตรงหน้ากับเพื่อนของเธอเป็เพื่อนเล่นกันตอนเด็กๆแต่ไม่รู้ว่าทำไมหัวใจดวงน้อยต้องสั่นไหวแปลกๆ กับคำพูดของเขาด้วย
“คุณ้าจะถามอะไรกันแน่คะ” แพรวาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงุนงง
ชายหนุ่มยกแก้วเบียร์ในมือขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดก่อนจะหันไปเอ่ยคำถามสำคัญที่เขาอยากรู้มากที่สุด
“น้องมลมีแฟนหรือยัง” เขาถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“หือ!? อะไรนะคะ” หญิงสาวแทบจะไม่เชื่อหูตัวเองกับคำถามของคนตรงหน้า
“ฉันถามว่าน้องมลเขามีคนรัก เอ่อ... แฟน อืม... เพื่อนชายอะไรทำนองนี้บ้างหรือเปล่า”
“เท่าที่ทราบตอนนี้ยังไม่มีค่ะ”
แม้จะมีความสงสัยอยู่บ้างว่าเขาจะรู้ไปทำไมแต่เธอก็เลือกที่จะตอบตามความเป็จริง
“ห๊า! เธอไม่ได้โกหกฉันแน่นะแพรวา” คนฟังได้ยินชัดเจนแต่เขาก็ยังไม่อยากจะเชื่อ
คำตอบของหญิงสาวทำให้คนที่กำลังกังวลกลับยิ่งเครียดมากกว่าเดิมตัวเลือกของทางออกที่เขาเคยหวังไว้ดับสูญไปหนึ่งข้ออีกทางก็เหลือแค่ขอให้พิชามลคิดกับเขาเหมือนดั่งพี่ชายคนหนึ่งเท่านั้น เขาจะได้สบายใจและหาทางแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น
“แพรก็ทราบเท่านี้แหละค่ะ ถ้าหมดธุระแล้วก็เชิญคุณกลับไปได้แล้วค่ะ”
เ้าของบ้านออกปากไล่แขกเสียงเรียบเขาบ้าหรือเปล่าจู่ๆ ก็มาถามว่าเพื่อนของเธอมีแฟนหรือยังพอได้คำตอบก็มาทำหน้าไม่พอใจใส่เธออีก
คนตัวเล็กลุกขึ้นจากเก้าอี้กำลังจะเดินออกไปจากตรงนี้เพื่อส่งแขกแต่สองเท้าบอบบางต้องหยุดชะงักเมื่อแขนข้างหนึ่งถูกกระชากอย่างแรงจนเซถลาไปปะทะอกแกร่งของเขา
“โอ๊ย! ปล่อยนะ นี่คุณคิดจะทำอะไร” คนตัวเล็กหันมาแหวใส่ชายหนุ่มอย่างไม่ไว้ใจ
“เอะอะก็จะไล่ ทำไมห๊ะ! นัดผู้ชายคนไหนไว้ล่ะ” คนอารมณ์ร้อนตะคอกใส่รู้สึกหงุดหงิดยิ่งขึ้นที่หญิงสาวตรงหน้าพยายามจะไล่ให้เขากลับ
“ไม่เกี่ยวกับคุณ! ปล่อยแพรนะคะคุณธีร์”
สองแขนบอบบางพยายามดิ้นรนให้หลุดจากมือหนาที่บีบรัดมากขึ้นจนคนตัวเล็กต้องนิ่วหน้าเพราะรู้สึกเจ็บ
“ไม่ปล่อย!” มือหนาของคนตัวใหญ่แปรเปลี่ยนเป็โอบกอดร่างเล็กเพื่อยืนยันคำพูด
ธีรพัฒน์กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นพร้อมกับยื่นใบหน้าหล่อเหลาเข้าไปใกล้หญิงสาวที่กำลังตัวสั่นอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างนึกมันเขี้ยวจมูกโด่งคมสันกดลงที่พวงแก้มสวยทันทีที่คนตัวเล็กพยายามหันหน้าหนีจากััของเขา
“อย่าค่ะคุณธีร์” คนในอ้อมกอดแข็งแกร่งเอ่ยเสียงเบาพยายามห้ามใจไม่ให้หวั่นไหวไปกับชายหนุ่มอีก
“ไม่ทันแล้วแพรวา เธอทำให้ฉันอดใจไม่ไหวจริงๆ” ธีรพัฒน์กระซิบเสียงพร่าก่อนที่ริมฝีปากหยักสวยจะเข้าเรียวปากบางอวบอิ่มเพื่อปิดเสียงคัดค้านของคนในอ้อมกอดอย่างหิวกระหายโหยหา และเรียกร้องการตอบสนองจากร่างบางในอกแกร่ง กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ จากเขาทำให้รสจุมพิตวาบหวามยิ่งขึ้นเรียวลิ้นแข็งแรงเกี่ยวกระหวัดตอดรัดลิ้นเล็กๆ อย่างชำนาญ
คนตัวเล็กในวงแขนสั่นน้อยๆกับความรู้สึกแปลกใหม่ที่เธอไม่เคยพานพบมาก่อนแข้งขาไร้เรี่ยวแรงจะหยัดยืนสองมือบางเอื้อมไปโอบรอบคอของชายหนุ่มไว้เพื่อเป็ที่ยึดเกาะการตอบสนองที่เงอะงะของคนในอ้อมกอดทำให้เ้าของอกแกร่งครางฮือออกมาด้วยความพอใจเขายอมรับว่าหลงใหลความหอมหวานจากเรียวปากบางอวบอิ่มนุ่มนิ่มของเธอจริงๆ
ธีรพัฒน์จูบหญิงสาวเนิ่นนานจนพอใจจึงถอนริมฝีปากออกด้วยความเสียดายพร้อมกับดึงคนตัวเล็กเข้ามากอดแนบอกแกร่งไว้แน่นก่อนจะเอ่ยปาก
“ดูเหมือนร่างกายของเธอจะไม่ปฏิเสธฉันอย่างปากว่านะ”
คนเอาแต่ใจหัวเราะในลำคอกระซิบบอกอย่างผู้มีชัยก่อนจะผละออกจากหญิงสาวแล้วเดินหายเข้าไปในห้องของเธอเพื่อหยิบเสื้อที่เขาถอดไว้มาใส่ให้เรียบร้อย
เท้าหนาหยุดชะงักเมื่อเห็นคนตัวเล็กยังยืนอยู่ที่เดิมมีน้ำใสๆไหลรินอาบสองแก้มนวล ทำให้หัวใจดวงแกร่งกระตุกวูบทันทีที่เห็นน้ำตาของเธอ
“อย่าร้องไห้อีกแพรวา เพราะน้ำตาของเธอทำให้ฉัน... ไม่ชอบ!”
เขาเกือบจะพูดออกไปว่าน้ำตาของเธอทำให้เขาไม่สบายใจและรู้สึกผิดทุกครั้งแต่เขาก็เลือกที่จะเก็บไว้
บอกเสร็จคนตัวใหญ่ก็ก้าวเท้าออกจากห้องทันทีทิ้งให้คนตัวเล็กยืนเคว้งด้วยความรู้สึกสับสนผิดหวังในตัวเองที่หลงเคลิบเคลิ้มไปกับเขาอีกจนได้ทำไมหัวใจของเธอไม่แข็งแกร่งกว่านี้นะ
ร้านอาหารหรูบรรยากาศดีริมแม่น้ำเ้าพระยาสองหนุ่มสาวที่ไม่ค่อยจะลงรอยกันและมีปากมีเสียงถกเถียงกันอยู่ตลอดเวลาขณะนั่งรับประทานอาหาร
แต่ก็นับว่าเป็การสร้างสีสันและเสียงหัวเราะเบาๆให้กับคนรอบข้างได้ไม่น้อย สำหรับความน่ารักของคนทั้งคู่
“นี่คุณ ไหนละค่าซ่อมรถที่ฉันต้องจ่ายน่ะ เร็วๆ เข้าฉันจะได้รีบกลับ”พิชามลบอกกับชายหนุ่มตรงหน้าเมื่อเห็นว่าเขารวบช้อนและยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม
“เดี๋ยวสิครับคุณ ใจคอจะไม่ให้ผมหายใจเลยหรือไง”
“คุณก็นั่งหายใจอยู่นี่ไง ไม่งั้นคงนอนชักดิ้นชักงอไปแล้วหละ” คนตัวเล็กว่าพลางทำตาปะหลับปะเหลือกใส่ชายหนุ่มอย่างนึกหมั่นไส้
“แหม่ ปากอย่างนี้มันน่ากัดให้เืกลบจริงๆ”
ทินกรพูดพลางยกมือหนาขึ้นลูบไล้ริมฝีปากของตัวเองพร้อมทั้งส่งสายตาคมจับจ้องไปที่เรียวปากอวบอิ่มจิ้มลิ้มของหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่ลดละ
“จะบ้าเหรอ เป็หมาหรือไงนายน่ะ” คนตัวเล็กแหวใส่รีบยกมือบางขึ้นปิดปากตัวเองแน่นก่อนจะนึกต่อว่าชายหนุ่มในใจ ‘เขาบ้าหรือเปล่าจู่ๆจะมากัดปากเธอ’
“เมื่อกี้ผมหมายถึงขอนั่งพักก่อนได้ไหม เพิ่งทานข้าวเสร็จจะรีบไปไหน”
“มืดค่ำแล้วฉันจะรีบกลับบ้าน” คนรีบกลับทำเสียงฮึดฮัดขัดใจ
“ค่าซ่อมรถน่ะ คุณไม่ต้องจ่ายให้ผมหรอกแค่มาทานข้าวกับผมทุกครั้งที่้าก็พอ” จู่ๆชายหนุ่มก็ชิงเปลี่ยนเื่อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ทำไมฉันต้องทำอย่างนั้นด้วยล่ะ ก็ในเมื่อฉันยอมจ่ายให้คุณแล้วไง”
“ก็ผมไม่้าให้คุณจ่ายค่าซ่อมรถเป็เงินแต่้าให้จ่ายเป็เวลาว่างของคุณไงครับ”
“นี่คุณ! มันจะไม่มากไปหน่อยเหรอ ฉันไม่ว่างนักหรอกนะ”
“ถึงเวลาที่ผม้าคุณก็ว่างเองนั่นแหละน่า...”
ชายหนุ่มยิ้มอย่างเ้าเล่ห์จ้องมองหญิงสาวที่นั่งหน้างอหงิกด้วยความไม่พอใจแต่ก็ยังดูน่ารักน่าหยิกสำหรับเขาอยู่ดี
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังถกเถียงกันอยู่นั้นมีเด็กชายตัวน้อยหิ้วตะกร้าที่เต็มไปด้วยดอกกุหลาบหลากหลายสีมายืนตรงหน้าชายหนุ่มที่กำลังนั่งยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“พี่ๆ ไม่ซื้อดอกไม้ให้แฟนหน่อยเหรอครับ” เสียงน้อยๆบอกชายหนุ่มอย่างออดอ้อน
“หือ... เอาสิ เลือกสวยๆ ให้ดอกนึงละกัน” ทินกรมองดอกไม้ในตะกร้าแล้วปรายตามองหญิงสาวฝั่งตรงข้ามที่นั่งหน้างอทำท่าไม่รู้ไม่ชี้จมูกนั้นเชิดรั้นอย่างนึกมันเขี้ยวจนน่าหยิก
“แฟนพี่ส๊วย สวย” เด็กน้อยกระซิบบอกชายหนุ่มก่อนจะยื่นดอกกุหลาบสีสวยในมือให้เขา
“ขอบใจ ไม่ต้องทอนนะ” มือแกร่งรับดอกไม้มาถือไว้พร้อมยื่นธนบัตรสีแดงไปให้
หลังจากเด็กขายดอกไม้เดินจากไปแล้วทินกรหันมามองหญิงสาวที่ยังทำหน้าบึ้งตึงบอกบุญไม่รับด้วยความขบขันพร้อมยื่นดอกกุหลาบสีสวยในมือให้เธอ
“อะไร! ฉันไม่ได้ไปหายัยแพรนะ ฉันจะกลับบ้าน” หญิงสาวหันมาแหวใส่เพราะคิดว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะฝากดอกไม้ไปให้แพรวาเพื่อนของเธอเหมือนคราวก่อนที่เขาให้เธอถือช่อดอกไม้ไปให้แพรวา
“ผมให้คุณ ไม่ได้ให้คุณแพรสักหน่อย... รับไว้สิ”
“ฉันไม่ใช่แฟนคุณนะ”
“ผมก็ไม่ได้ให้คุณในฐานะแฟนนี่ครับ แค่อยากจะให้เฉยๆ” ชายหนุ่มบอกยิ้มๆ ส่งสายตาวิบวับมองหญิงสาวอย่างสื่อความหมายลึกซึ้งจนปิดไม่มิด
“ก็ได้... ใช่ว่าฉันอยากจะได้หรอกนะ แต่ไหนๆคุณก็ซื้อมาแล้วฉันจะรับไว้ก็แล้วกัน”
น้ำเสียงที่แข็งกระด้างแปรเปลี่ยนเป็อ่อนลงเล็กน้อยมือบางเอื้อมไปรับดอกไม้จากชายหนุ่มมาถือไว้ในมือก่อนจะก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มเขินอายเอาไว้
“งั้นเรากลับกันเลยนะครับ”
ทินกรบอกหญิงสาวเมื่อเห็นเธอพยักหน้าให้น้อยๆเขาจึงหันไปเรียกพนักงานมาเช็กบิลค่าอาหาร
เมื่อเรียบร้อยแล้วทั้งสองจึงเดินออกมาจากร้านชายหนุ่มเตรียมจะเปิดประตูรถให้หญิงสาวเข้าไปนั่งแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าอยู่เื้ัเพราะคนที่เขาคิดว่าเดินตามมานั้นหนีขึ้นรถแท็กซี่ที่จอดรอผู้โดยสารอยู่หน้าร้านไปแล้ว
ชายหนุ่มเหลือบเห็นคนตัวเล็กในรถแท็กซี่โบกมือแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขาอย่างยียวนก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวไกลออกไป
“ฮึย! ฝากไว้ก่อนเถอะยัยหมวยแสบ เธอหนีฉันไม่รอดหรอก”
ทินกรกระฟัดกระเฟียดอย่างไม่จริงจังนักก่อนจะยิ้มออกมาเต็มวงหน้าเมื่อนึกถึงคนตัวเล็กที่พยายามซ่อนความเขินอายตอนที่ได้รับดอกไม้จากเขาแม้เธอจะพยายามหลบแต่เขาก็ยังเห็นรอยยิ้มขัดเขินของเธอได้ชัดเจนอยู่ดี
พิชามลเดินเข้ามาในบ้านอย่างเงียบๆ เธอคิดว่าป่านนี้คุณนายกมลวรรณแม่ของเธอคงขึ้นห้องไปแล้ว
เพราะปกติท่านจะขึ้นห้องไปสวดมนต์ทันทีหลังจากทานอาหารเย็นแต่ก็ต้องแปลกใจที่วันนี้ผู้เป็มารดายังนั่งดูทีวีอยู่ภายในห้องรับแขกเหมือนกับว่ากำลังรอใครบางคน
“สวัสดีค่ะคุณแม่ ยังไม่ขึ้นห้องอีกหรือคะ” หญิงสาวเดินเข้าไปสวมกอดมารดาอย่างเอาใจ
“อ้าวมาแล้วเหรอลูกสาวของแม่ วันนี้ทำไมกลับค่ำจังล่ะลูก” คุณนายกมลวรรณถามบุตรสาวด้วยความห่วงใย
“มลไปทานข้าวกับเพื่อนมาค่ะ เลยกลับค่ำไปหน่อย แล้วพี่วิทล่ะคะคุณแม่”
พิชามลผละออกจากอ้อมกอดอบอุ่นของมารดาหันซ้ายแลขวาหาพี่ชายสุดที่รักของเธอ
“พี่เขาเข้าเวร กว่าจะกลับก็คงพรุ่งนี้เช้า”
“อ่อค่ะ มลก็คิดว่าคุณแม่มารอพี่วิทซะอีก”
“หืม แม่รอเรานั่นแหละ” คุณนายกมลวรรณลูบศีรษะของลูกสาวอย่างเอ็นดู
“อ้าว คุณแม่มีอะไรจะคุยกับมลหรือคะ น่าจะโทรบอกก่อนมลจะได้รีบกลับมาเร็วๆ”
พิชามลตอบมารดาเสียงหวาน นึกแปลกใจที่วันนี้แม่ของเธอดูแปลกๆ
“ก็ไม่ใช่เื่ด่วนอะไรหรอกลูก ตอนแรกแม่ก็ยังไม่แน่ใจแต่คิดไปคิดมาบอกลูกให้รู้เลยคงดีกว่า”
น้ำเสียงราบเรียบอบอุ่นของคนเป็แม่บอกลูกสาวสุดที่รักอย่างใจเย็น
“คุณแม่มีอะไรจะบอกมลหรือคะ” พิชามลขยับออกมาเพื่อรอฟังสิ่งที่มารดาจะบอก
“แม่จะให้ลูกหมั้นหมายกับคุณธีร์พัฒน์ลูกชายของคุณป้าเพ็ญจ้ะ”
“อะไรนะคะคุณแม่! คุณแม่จะให้มลหมั้นกับพี่ธีร์!”
คนเป็ลูกใอ้าปากค้างไม่คิดว่าแม่ของเธอจะมีความคิดแบบนี้ นี่มันสมัยไหนกันแล้วไม่ใช่สมัยก่อนที่คู่ครองครอบครัวจะมาจากการคลุมถุงชนของพวกผู้ใหญ่
เธอยังจำพี่ชายที่น่ารักของเธออีกคนได้ดีตอนเด็กๆ เธอมักจะวิ่งเล่นกับเขาบ่อยๆเพราะพี่ชายของเธอไปอยู่กับบิดาที่เมืองนอกั้แ่เธอยังเล็กๆด้วยพ่อแม่ของเธอแยกทางกันเธอจึงมีธีรพัฒน์คอยดูแลเหมือนเป็พี่ชายอีกคนในตอนนั้นและจนถึงตอนนี้ความรู้สึกของเธอที่มีต่อธีรพัฒน์ก็ยังเหมือนเดิม
“ใช่จ้ะลูก คุณป้าเพ็ญเขามาเจรจาขอหนูกับแม่ไว้นานแล้วั้แ่พี่เขายังอยู่เมืองนอกว่าเราจะเป็ทองแผ่นเดียวกัน”
คุณนายกมลวรรณอธิบายกับลูกสาวสุดที่รักเสียงนุ่ม
“แต่มลไม่ได้รักพี่ธีร์แบบนั้นนะคะคุณแม่ มลคิดกับเขาเหมือนพี่ชาย เหมือนอย่างพี่วิทน่ะค่ะไม่เคยคิดเป็อื่น”
“ตอนนี้มลยังไม่มีใครใช่ไหมลูก”
คำถามของมารดาทำให้บุตรสาวเพียงคนเดียวนิ่งอึ้งหัวใจดวงน้อยพลันคิดถึงผู้ชายที่เธอไม่ชอบหน้าแต่กลับทำให้เธอคิดถึงเขาได้ตลอดเวลานายผู้ชายเฮงซวยไม่เป็สุภาพบุรุษคนนั้น
“ว่ายังไงลูก ทำไมเงียบไป”
“อะ เอ่อ ไม่มีค่ะ ไม่มี มลยังไม่มีใคร” พิชามลอึกอักตอบมารดาอย่างไม่เต็มเสียงนัก
“งั้นก็ยิ่งดีเพราะพี่เขาจะขอคบหาดูใจกับหนูสักระยะก่อนที่จะมีงานหมั้นเกิดขึ้น หนูจะว่ายังไง”
“หือ พี่เขาบอกแบบนั้นหรือคะ” หญิงสาวชักไม่แน่ใจว่าคนที่เธอไม่ได้คิดอะไรด้วยนั้นเขาจะคิดเหมือนเธอหรือเปล่าแล้วทำไมเขาถึงไม่ปฏิเสธแทนการยอมคบกับเธอ ทั้งๆที่เขาก็มีผู้หญิงใจร้ายคนนั้นที่ตามหึงหวงเขาจนเพื่อนของเธอได้รับาเ็อยู่แล้วทั้งคน‘แค่เลขายังโดนขนาดนั้น และเธอล่ะจะเป็ยังไงหากผู้หญิงคนนั้นรู้เข้าว่าเธอเป็คู่หมั้นของพี่ธีร์’ พิชามลคิดอย่างนึกหวาดหวั่น
“ใช่ พี่เขาบอกแบบนั้น เดี๋ยวพรุ่งนี้เขาจะโทรไปคุยด้วยแม่ให้เบอร์ของหนูกับพี่เขาไปแล้ว”
“อ่อ เอ่อ ค่ะๆ” พิชามลตอบรับมารดาอย่างมึนงงเพราะไม่คิดว่าชายหนุ่มเพล์บอยเ้าสำราญจะยอมสละโสดแต่งงานง่ายๆ แถมคนที่แต่งด้วยยังเป็คนที่ผู้ใหญ่หามาให้อีกไม่น่าเชื่อว่าคนเอาแต่ใจแบบนั้นจะยอมทำตามคำบัญชาของใครได้แสดงว่าเขาต้องมีแผนอะไรแน่ๆ ยังไงเธอต้องลองคุยกับเขาดูก่อน
“งั้นมลขอตัวขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะคะคุณแม่” หญิงสาวบอกมารดาเสียงเบา
เมื่อได้คำตอบจากมารดาเป็การพยักหน้าน้อยๆอย่างเอ็นดู สองเท้าบอบบางจึงรีบก้าวขึ้นไปชั้นบนอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้เธออยากคุยกับพี่ชายสุดที่รักของเธอมากกว่าใครเผื่อว่าจะได้คำแนะนำดีๆ บ้าง อย่างน้อยพี่วิทก็ต้องเข้าข้างเธอแน่ๆหากผู้ชายที่จะมาเป็น้องเขยของเขาเป็คนที่เขาไม่เห็นด้วยเธอเชื่อว่าพี่วิทของเธอจะต้องคัดค้านอย่างแน่นอน
.............................
สนใจนิยายเล่มนี้ในรูปแบบ E-Book สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่
mebmarket ...และ... ธัญวลัย ...และ... ookbee
หรือ้าลิ้งค์ซื้อ E-Book สามารถติดต่อผู้แต่งได้โดยตรงทาง
E-mail : oilza24@hotmail.com
ไลน์ : oilza_writer
(ในเว็บไม่สามารถวางลิ้งค์ได้ค่ะ)