ต้นกล้าถูกนำลงดินไปแล้ว เหลือแต่เพียงแค่รอให้มันเจริญเติบโตเต็มที่เพื่อที่จะได้เก็บเกี่ยวเท่านั้น
การปลูกผักในครั้งแรกนี้ ถานเวยเวยปลูกผักแค่เพียงพอสำหรับไว้ใช้การเปิดร้านอาหารเท่านั้น ไม่ได้ปลูกจำนวนมากเพื่อนำออกขาย
เพราะนางกับเสี่ยวต้งเสวียมีแรงไม่เยอะมากพอที่จะทำงานทั้งหมดแค่สองคน แต่อย่างไรหญิงสาวก็ยังหวังว่าในอนาคต จะสามารถทำเงินจากสมุนไพร ‘ทองคำ’ ทั้งสามอย่างได้
เพราะอย่างนี้ ถึงแม้จะลงมือปลูกผักแค่เพียงมุมเล็กๆในพื้นที่มี ต่อไปก็คงจะมีรายได้เข้ามาอีกทาง
พี่ชายของจางซื่อมาสร้างเพิ่งร้านขายอาหารให้ในสองวันถัดมา
เขาพาสหายมาช่วยก่อสร้างด้วยอีกหนึ่งคน พร้อมได้เสี่ยว
ต้งเสวียเป็ลูกมือ คอยวิ่งไปวิ่งมาช่วยหยิบของใช้อยู่ข้างๆ
ทำให้อีกไม่กี่วันต่อมาเพิงร้านขายอาหาร พร้อมทั้งชุดโต๊ะเก้าอี้อีกสามชุดที่ถูกสร้างอย่างง่ายๆ ก็สร้างสำเร็จ
“พี่จาง ท่านจะคิดค่าแรงเท่าไหร่หรือ ในตอนนี้ข้ายังมีเงินไม่มากพอ แต่หากร้านมีกำไรขึ้นมาบ้างแล้ว ข้าก็จะรีบกันเงินไว้ให้ท่านทันทีหรือหากว่าพอจะให้ได้ ข้าก็จะได้จ่ายให้ท่านไปเลย”
ถานเวยเวยถามพี่ชายของจางซื่ออีกครั้ง หลังจากที่ไม่ว่าถามเท่าไหร่เขาก็ไม่ยอมบอกค่าแรงและค่าของก่อสร้างกับนางเสียที
พี่ชายจางซื่อมีรูปร่างกำยำ หุ่นล่ำ หน้าตาซื่อๆ เหมือนกับน้องสาวตน เสียตรงที่เวลาเดิน จะกะเผลกเสียจนตัวเอียง ลดทอนความองอาจที่ชายหนุ่มควรมีไปมาก ทั้งยังทำให้เขาเสียความมั่นใจเวลาพบผู้คนอีกด้วย
ชายหนุ่มเกาศีรษะอย่างเขินๆ ไม่รู้จะตอบอย่างไร
อาจจะเพราะเพิ่งเคยเห็นหญิงสาวที่มีรูปโฉมงดงามอย่างถานเวยเวยเป็ครั้งแรกด้วย จึงทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นจนไม่รู้จะพูดอย่างไร
แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ หญิงรูปโฉมงดงามตรงหน้า อุตส่าห์ชวนน้องสาวของเขาหารายได้มาเลี้ยงดูครอบครัวโดยที่ไม่ต้องออกทุนอะไรสักแดงเช่นนี้ เขาก็จึงอยากยื่นมือมาช่วยเหลือเพื่อตอบแทนนางบ้าง
แล้วแบบนี้ยังจะให้คิดเงินคิดทองด้วยหรือไร
“ระ... เื่แค่นี้เอง เพิงนี่ก็สร้างอย่างง่ายๆ ไม้ก็หาเอาจากในป่า เครื่องมือก็ไม่ได้ซื้อหามาเพิ่ม ทั้งเ้าก็ยังเลี้ยงข้าวข้ากับสหายจนอิ่มท้องทุกวัน แบบนี้จะให้ข้าคิดเงินเ้าได้อย่างไร”
“แต่ท่านก็เสียทั้งแรงทั้งเวลา ข้าวปลาไม่กี่ชามจะไปทดแทนได้กันได้รึ หรือว่าท่านคิดว่าจะยื่นมือมาช่วย เพราะน้องสาวของท่านก็จะร่วมทำร้านนี้ด้วย? เช่นนั้นข้าขอบอกท่านไว้เลย ว่านางเองก็ต้องใช้แรงงานแลกเงินเช่นกัน ไม่ได้อยู่เฉยๆ แล้วข้าจะจ่ายเงินให้นางหรอกนะเ้าคะ”
แม้จะการที่ไม่ต้องควักจ่ายเงินจะเป็เื่ดี แต่อย่างไรก็ควรจะมีขอบเขตและสำนึกบ้าง ถานเวยเวยถึงมีทีท่าไม่ยินยอม
พี่ชายของจางซื่อถูกหญิงสาวโต้ด้วยเหตุผลจนมึนไปหมด
ท้ายที่สุดแล้วเขาจึงยอมบอกราคาค่าแรงจนได้
“เอ่อ... อย่างนั้นข้าคิดเ้าเพียงคะ...ครึ่งตำลึง[1]แล้วกัน ข้ากับสหายจะได้เอาไปแบ่งกัน”
ครึ่งตำลึงตำลึงก็เท่ากับห้าร้อยอีแปะ
เงินเท่านี้อันที่จริงถานเวยเวยก็สามารถจ่ายได้เลย แต่เพราะนางจะต้องเก็บเอาไว้เป็เงินสำรองด้วยจึงต้องขอผลัดไปก่อน
“ที่จริงข้าจะจ่ายให้ท่านเลยก็ย่อมได้ ไม่รู้ว่าท่านกับสหายรีบใช้เงินหรือไม่ เพราะหากไม่รีบ ข้าก็อยากจะเก็บเงินสำรองไว้ก่อน แต่ข้ารับรองว่าไม่เกินสามวันหลังจากเปิดร้าน ข้าจะรีบจ่ายให้ทันที”
“จ่ายเลยไม่ได้ก็ไม่เป็ไร มะ... ไม่ต้องรีบหรอก!”
พอพูดคุยเื่ค่าแรงจบ
พี่ชายของจางซื่อก็ขันอาสาขับเกวียนของตนพาพวกนางไปซื้อของที่ตลาด พร้อมทั้งช่วยจัดร้าน ขนของที่ต้องใช้ออกมาเตรียม เพื่อให้พร้อมสำหรับการเปิดร้านในวันพรุ่งนี้ก่อนที่เขาจะขอตัวกลับไปยังหมู่บ้านของตนเอง
และความมีน้ำใจของพี่ชายจางนี้ทำให้ถานเวยเวยแอบสัญญาในใจกับตนเองเงียบๆ ว่าตอนที่ให้เงินค่าแรง นางจะต้องเพิ่มเงินพิเศษเพื่อตอบแทนเขาให้มากขึ้นด้วย
คราวก่อนที่ลองทำลูกชิ้นให้จางซื่อได้ลองชิม
ถานเวยเวยจึงใช้ถั่วแดงกระป๋องที่ต้มเสร็จแล้วจากร้านค้าออร์แกนิกเพื่อประหยัดเวลา ทว่าในวันพรุ่งนี้เมื่อต้องเตรียมถั่วแดงจำนวนมากเอาไว้ขาย นางจึงได้เตรียมแช่ถั่วเอาไว้ข้ามคืนเพื่อที่ให้ถั่วอิ่มน้ำและสามารถต้มจนนิ่มได้ง่าย
หลังจากนั้นนางก็หันเอากระดูกหมูที่ไปซื้อมาจากตลาดออกมาเตรียมจะทำน้ำแกงของก๋วยเตี๋ยว เพราะหลังที่จากที่ทดลองชิมรสมาหลายครั้งและเห็นว่าน้ำแกงยังคงไม่อร่อยถูกใจ ถานเวยเวยจึงได้ปรับสูตร
“เ้าจะต้มน้ำแกงไว้คืนนี้เลยหรือ ไว้พรุ่งนี้ค่อยมาแต่เช้าแล้วค่อยต้มไม่ดีกว่าหรือไร” จางซื่อเห็นถานเวยเวยนำกระดูกหมูออกมาล้างก็นึกสงสัย
“ไม่ได้หรอก กระดูกนี้จะต้องเคี่ยวห้าชั่วยาม[2]เป็อย่างต่ำจึงจะได้น้ำแกงที่อร่อย หากใช้เวลาน้อยกว่านั้นก็จะไม่ได้ที่”
หญิงสาวนำกระดูกส่วนขาหลังกับหน้าแข้งออกมาล้างน้ำสะอาดแล้วก็นำกระดูกที่เตรียมเอาไว้ลงไปลวกในน้ำเดือดๆ เพื่อขจัดเืและสิ่งสกปรกที่ติดอยู่กับกระดูกออกมา แล้วจากนั้นนางก็เทน้ำพวกนั้นทิ้งไป
มาถึงตอนนี้ก็ถึงขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้ได้น้ำแกงที่หอมอร่อย
ถานเวยเวยยกไม้ขึ้นมา เตรียมจะทุบกระดูกส่วนหน้าแข้งอย่างที่ได้ลอบเรียนรู้มาจากที่ร้านอาหารในโลกที่จากมา แต่ฉับพลันเหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ นางจึงหันไปยื่นไม้ให้เสี่ยวต้งเสวียแทน
“เ้าช่วยพี่ทุบกระดูกหมูนี่หน่อย พี่เกือบลืมไปว่าในท้องมีเ้าถั่วน้อยอยู่ ประเดี๋ยวจะะเืเอา”
“เอ… ทุบกระดูกงั้นหรือ? จะทุบทำไมเล่าขอรับ”
เสี่ยวต้งเสวียที่พยายามพูดให้สุภาพขึ้นอย่างที่หญิงสาวได้สั่งสอนเอาไว้ ถามด้วยความสงสัย
“ก็ทุบเพื่อให้น้ำในโพรงกระดูกออกมา ส่วนนี้แหละที่จะทำให้น้ำแกงหวานอร่อย”
เด็กชายได้ยินว่าจะทำให้น้ำแกงอร่อยก็ตื่นเต้น รีบเข้ามาช่วยทุบกระดูกตามที่หญิงสาวบอกทันใด
ถานเวยเวยเติมน้ำลงไปใหม่อีกครั้ง ระมัดระวังไม่ให้ไฟแรงจนเกินไปแล้วค่อยๆ เคี่ยวน้ำแกงทิ้งเอาไว้บนเตา
“ตอนนี้น่าจะเป็เป็เวลาเที่ยงวันแล้วกระมัง กว่าจะต้มเสร็จก็คง่เย็น น้ำแกงนี้จะต้องหมั่นมาค่อยดูไฟไม่ให้เบาหรือแรงไปบ่อยๆ ทั้งต้องค่อยช้อนเอาสิ่งสกปรกออกด้วย ต่อไปหากเราเปิดร้านแล้ว เตาหนึ่งก็ใช้ต้มน้ำแกงไปพร้อมกัน ไม่ต้องคอยมานั่งจับตาดูแบบนี้อีก แต่อย่างไรวันนี้ข้าก็ต้องขอให้เ้าอยู่ดูด้วยกัน เพื่อที่ต่อไปจะได้ทำเป็ด้วย”
[1] 1 ตำลึง เท่ากับ 1,000 อีแปะ
[2] 1 ชั่วยามเท่ากับ 2 ชั่วโมง