รัตติกาลทาบทาเส้นทางเกวียนที่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงด้วยสีดำมิดแสงจันทร์สลัวลอดผ่านม่านเมฆบางเบาส่องกระทบตะเกียงน้ำมันใต้หลังคารถม้าที่แกว่งไกวตามจังหวะการย่างก้าวของม้าคู่หน้า
ภายในรถม้าเจ้าอ้วนน้อยนอนคว่ำหน้าแผ่หลาในคอกไม้ไผ่สานที่ฮวาเสี่ยวซีสร้างขึ้นอย่างประณีตเด็กน้อยหลับใหลอย่างสบายอารมณ์ราวกับโลกภายนอกที่กำลังจะเผชิญหน้ากับภยันตรายนั้นเป็นเพียงนิทานก่อนนอน
ไป๋หลินนั่งกอดบุตรสาวตัวน้อยไว้แนบอกดวงตากลมโตซีดเซียวทอดมองเด็กชายที่หลับปุ๋ยด้วยความอ่อนโยนปนความเหนื่อยล้าก่อนจะหันกลับไปมองความมืดมิดนอกหน้าต่างรถม้า ความเงียบปกคลุมห้องโดยสารเล็กๆมีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของเด็กทั้งสองที่ดังเป็นระยะ ราวกับบทเพลงกล่อมยามราตรี
นอกรถม้าฮวาเสี่ยวซีจับบังเหียนแน่น ดวงตากลมโตภายใต้แสงจันทร์ฉายแววระมัดระวังนางควบคุมม้าคู่หน้าอย่างชำนาญ แม้ความอ่อนเพลียจากการเดินทางทั้งวันจะเริ่มกัดกินแต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่ฝังลึกในจิตใต้สำนึกกลับกระตุ้นเตือนให้ระแวดระวังภัยอยู่ทุกขณะมือเรียวเล็กกระชับบังเหียนแน่นขึ้นเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงความผิด
ปกติของบรรยากาศรอบข้างความเงียบที่กดดันราวกับพายุที่กำลังจะโหมกระหน่ำ
ฉับพลัน!ความเงียบสงัดถูกทำลายด้วยเสียงหวีดหวิวแหลมสูงที่ดังมาจากข้างหน้าราวกับคมมีดที่กรีดผ่านความมืดมิดเป็นสัญญาณเตือนภัยที่น่าขนลุกและชวนให้ขนลุกเกรียวฮวาเสี่ยวซีรู้สึกถึงลางร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ฮวาเสี่ยวซีชะลอม้าลงอย่างรวดเร็วแต่ยังคงควบคุมบังเหียนไว้อย่างมั่นคงมือเรียวเล็กออกแรงดึงบังเหียนเบาๆ จนในที่สุดรถม้าก็หยุดสนิทท่ามกลางความมืดมิดที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณราวกับถูกกลืนกินด้วยความเงียบที่น่าหวาดหวั่น
"พี่ไป๋หลินเป็น... พวกโจรภูเขา!" ฮวาเสี่ยวซีตะโกนบอกหญิงสาวที่นั่งอยู่ภายในรถม้าเสียงของนางเจือไปด้วยความ
ตื่นตระหนกแต่ก็ยังคงหนักแน่นและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามานางเตรียมพร้อมที่จะปกป้องสหายและเด็กน้อยทั้งสองอย่างสุดกำลัง
ฮวาเสี่ยวซีดีดตัวออกจากที่นั่งคนขับอย่างรวดเร็วร่างเล็กพลิ้วไหวราวกับแมวป่า กระโดดลงจากรถม้าอย่างสง่างามพุ่งตรงไปยังกลุ่มเงาตะคุ่ม ๆ ที่ยืนขวางทางอยู่เบื้องหน้าด้วยความเร็วสูงราวกับลูกศรที่ถูกปล่อยออกจากคันธนูนางเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอันตรายที่กำลังจะมาถึงอย่างไม่หวั่นเกรง
ไป๋หลินอุ้มบุตรสาวตัวน้อยไว้แนบอกดวงตากลมโตซีดเซียวเบิกกว้างด้วยความตกใจนางมองตามร่างของฮวาเสี่ยวซีที่พุ่งออกไปอย่างรวดเร็วด้วยความเป็นห่วงอย่างสุดหัวใจแต่ก็ทำได้เพียงกอดเด็กน้อยทั้งสองไว้แน่นในอ้อมแขนสวดอ้อนวอนในใจขอให้สหายของตนปลอดภัยจากภยันตรายที่กำลังเผชิญหน้า
ภายใต้แสงจันทร์สลัวปรากฏร่างชายฉกรรจ์กำยำกว่าห้าสิบกว่าคน สวมชุดดำทะมึนถือดาบและอาวุธนานาชนิดยืนล้อมรถม้าเอาไว้ใบหน้าของพวกเขาดุดันและเต็มไปด้วยความหื่นกระหายหัวหน้าโจรที่มีรอยแผลเป็นยาวพาดผ่านแก้มตะโกนสั่งเสียงห้าวก้องกังวานในความเงียบยามค่ำคืน "หยุด! พวกเจ้าหยุดเกวียนเดี๋ยวนี้!ส่งทรัพย์สมบัติมาให้หมด! แล้วพวกข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้า!"
ฮวาเสี่ยวซีหยุดยืนเผชิญหน้ากับกลุ่มโจรดวงตากลมโตจ้องมองไปยังหัวหน้าโจรอย่างไม่หวาดหวั่นนางตะโกนถามกลับด้วยน้ำเสียงท้าทายและเด็ดเดี่ยว"ถ้าพวกข้าไม่มีทรัพย์สมบัติให้เล่า!?"
หัวหน้าโจรแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมโหดฟันขาววาววับภายใต้แสงจันทร์ ราวกับคมเขี้ยวของสัตว์ร้าย "หึ! ถ้าเช่นนั้น...พวกข้าก็จะปล้นเอาชีวิตพวกเจ้าแทน!" สิ้นคำสั่งมือหนาก็โบกสะบัดเป็นสัญญาณให้ลูกน้องเข้าโจมตีอย่างรวดเร็ว
กลุ่มโจรคำรามในลำคอเสียงทุ้มต่ำดุดันราวกับสัตว์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อพุ่งตรงเข้าใส่ฮวาเสี่ยวซีอย่างรวดเร็ว ดาบและอาวุธต่างๆ วาววับภายใต้แสงจันทร์ราวกับเงาปีศาจที่โผล่ขึ้นจากความมืดมิด
ฮวาเสี่ยวซีสูดลมหายใจเข้าลึกเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวกับสายลมที่พัดผ่านนางหลบหลีกการโจมตีของพวกโจรได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว เท้าเล็กๆแต่แข็งแกร่งตวัดเตะเข้าใส่ร่างของพวกมันอย่างแม่นยำ เสียง
"เพี๊ยะ!เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!" ดังสนั่นร่างกำยำของพวกโจรล้มระเนระนาดลงกับพื้นดินราวกับตุ๊กตาล้มลุก
ภาพการต่อสู้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วฮวาเสี่ยวซีใช้ทักษะวรยุทธ์ที่เคยร่ำเรียนมาอย่างหนักหน่วงแม้ความทรงจำบางส่วนจะยังคงเลือนราง แต่สัญชาตญาณการต่อสู้กลับทำงานอย่างเป็นเลิศเท้าของนางวาดเตะ ต่อยปัดป้องอาวุธของ
พวกโจรได้อย่างคล่องแคล่วราวกับไม่ใช่ครั้งแรกที่เผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ความเร็วและความแม่นยำในการ
โจมตีของนางทำให้พวกโจรตั้งตัวไม่ติดล้มลงทีละคนสองคนอย่างน่าอเนจอนาถ ราวกับใบไม้ที่ร่วงหล่นจากต้นเมื่อต้องลมแรง
ในที่สุดการต่อสู้ก็สิ้นสุดลง ร่างกำยำของพวกโจรนอนระเกะระกะอยู่บนพื้นดินบ้างก็ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด บ้างก็นอนหมดสติ หายใจรวยรินราวกับปลาที่ถูกจับขึ้นจากน้ำมาวางทิ้งไว้บนบก
ไป๋หลินค่อยๆก้าวลงจากรถม้า อุ้มบุตรสาวตัวน้อยไว้แนบอกนางมองสภาพพวกโจรที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้นดินด้วยสายตาที่ปนเปื้อนความสมเพชและเหนื่อยหน่าย
"คิดจะเป็นโจรสภาพอย่างนี้สมควรแล้ว"นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางส่ายหน้าอย่างระอาใจกับความอ่อนแอของพวกมัน
ไป๋หลินหันไปมองฮวาเสี่ยวซีที่ยืนหอบเล็กน้อยมองสำรวจร่างของพวกโจรด้วยสายตาคมกริบ "จะทำอย่างไรกับพวกนี้ต่อไป"นางถามด้วยความสงสัยและความเหนื่อยล้าที่เริ่มก่อตัวขึ้น
ฮวาเสี่ยวซียกยิ้มอย่างมีแผนดวงตากลมโตฉายแวววาววับด้วยความเจ้าเล่ห์ราวกับจิ้งจอกน้อยที่จับไก่ได้นางปัดมือเบาๆ สองสามครั้ง ราวกับมีฝุ่นผงหรือสิ่งสกปรกติดอยู่แต่แท้จริงแล้วเป็นการแสดงท่าทางสบายๆเพื่อซ่อนความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้อย่างหนักหน่วงเมื่อครู่
จากนั้นนางก็สาวเท้าเดินตรงไปยังพุ่มไม้รกครึ้มริมทางสายตากวาดมองหาเถาวัลย์ที่แข็งแรงพอจะใช้มัดร่างกำยำของพวกโจรเหล่านั้นได้ในที่สุดก็พบกับเถาวัลย์ขนาดพอเหมาะ เลื้อยพันอยู่กับกิ่งไม้ใหญ่นางไม่รอช้ารีบดึงลงมาอย่างรวดเร็ว มือเรียวเล็กแต่กลับแข็งแรงฉีกเถาวัลย์ออกเป็นเส้นยาวๆหลายเส้นอย่างคล่องแคล่ว เตรียมพร้อมสำหรับภารกิจต่อไป
"ไปเอาเงินรางวัลสิถามได้ อย่างน้อยๆ ก็ได้ค่าเดินทางเพิ่ม" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยไม่ได้กระทบกระเทือนจิตใจหรือร่างกายของนางแม้แต่น้อยเป้าหมายต่อไปของฮวาเสี่ยวซีนั้น
ชัดเจนและตรงไปตรงมา นั่นคือการกอบโกยผลประโยชน์จากความพ่ายแพ้ของพวกโจรเหล่านั้นอย่างน้อยที่สุดก็ควรจะได้ค่าเหนื่อยจากการปราบปรามพวกมัน
ไป๋หลินมองสหายด้วยความทึ่งระคนขำขันนางรู้ดีว่าภายใต้ท่าทางสบายๆ นั้น ฮวาเสี่ยวซีคงจะเหนื่อยไม่น้อยแต่หญิงสาวผู้นี้ก็มักจะซ่อนความรู้สึกเก่งกาจเสมอเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ยากลำบาก
"เจ้าแน่ใจหรือว่าจะทำเช่นนั้น?พวกมันเป็นโจรภูเขานะ อาจจะมีพรรคพวกอีกมาก"ไป๋หลินเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง แม้จะชื่นชมในความกล้าหาญของสหายแต่ก็อดกังวลถึงความปลอดภัยในระยะยาวไม่ได้
ฮวาเสี่ยวซีหันมายิ้มให้ไป๋หลินอย่างไม่ใส่ใจนัก
"ไม่ต้องห่วงหรอกพี่ไป๋หลินอย่างน้อยตอนนี้พวกมันก็หมดฤทธิ์แล้ว ส่วนเรื่องพรรคพวก... ถ้าพวกมันกล้าตามมาก็เท่ากับมาให้ข้าจับเพิ่มเท่านั้นเอง" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจก่อนจะเริ่มลงมือมัดร่างของพวกโจรทีละคนอย่างคล่องแคล่ว
แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนร่างของพวกโจรที่ถูกมัดเรียงรายอยู่บนพื้นดินฮวาเสี่ยวซีตรวจดูความแน่นหนาของปมแต่ละปมอย่างละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่าพวกมันจะไม่สามารถหลุดรอดไปได้ง่ายๆ นางทำงานอย่างขยันขันแข็งโดยมีไป๋หลินคอยดูแลเด็กน้อยทั้งสองอยู่ในรถม้าด้วยความเป็นห่วง
หลังจากมัดพวกโจรทั้งหมดเสร็จสิ้นฮวาเสี่ยวซีก็ปัดมืออีกครั้งมองไปยังร่างที่นอนแน่นิ่งเหล่านั้นด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ
"เรียบร้อย!ทีนี้ก็เหลือแค่รอให้ถึงเมืองหลวง แล้วนำพวกมันไปส่งทางการรับเงินรางวัลเสียที" นางกล่าวด้วยน้ำเสียง
กระตือรือร้นราวกับเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจสำคัญ
ไป๋หลินส่ายหน้าอย่างขำขันกับความมุ่งมั่นในการหาเงินของสหายนางรู้ดีว่าฮวาเสี่ยวซีไม่ได้เห็นแก่เงินทองเพียงอย่างเดียวแต่หญิงสาวผู้นี้ก็มีความสามารถในการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างน่าทึ่งเสมอ
"แล้วเราจะเดินทางกันต่อเลยหรือไม่?ข้าเกรงว่าอาจจะมีโจรกลุ่มอื่นผ่านมาอีก"ไป๋หลินถามด้วยความเป็นห่วง
ฮวาเสี่ยวซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "รอให้ฟ้าสางก่อนดีกว่าพี่ไป๋หลินตอนนี้มันมืดเกินไป
เดินทางต่อไปอาจจะอันตรายเปล่าๆ พักผ่อนเอาแรงสักหน่อยพอรุ่งเช้าค่อยเดินทางต่อ รับรองว่าพวกโจรพวกนี้
แหละที่จะนำทางเราไปสู่ความร่ำรวย!"นางกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดีมองไปยังร่างของพวกโจรที่ถูกมัดไว้ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง