หลังจากจัดการทุกอย่างแล้วนั้นฉินจุนก็ได้ออกจากตระกูลอีกครั้งเพื่อไปสะสางปัญหาที่อาจจะมาจากตัวของเขา ชายที่โจมตีธุรกิจและคนของตระกูลนั้นอาจจะเป็นผู้ที่มีความแค้นเคืองกับเขาบางอย่างในอดีตก็เป็นได้
ฉินจุนได้เริ่มตามหาเบาะแสของชายผู้นั้นจนเขาได้เบาะแสบางอย่างว่าชายผู้นั้นมีตาเพียง 1 ข้างส่วนตาอีกข้างนั้นกับมีบาดแผลซึ่งนั่นอาจหมายความว่าตาของเขาบอด 1 ข้างนั่นเอง และชายผู้นั้นยังดูมีลักษณะภายนอกไม่ชรามากหมายความว่าอายุของชายผู้นั้นอาจจะยังไม่ถึง 10,000 ปีนั่นหมายความว่าชายผู้นั้นก็อาจจะถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะอีก 1 คนเพราะอายุเพียง 10,000 ปีกับสามารถมาอยู่ในระดับราชาศักดิ์สิทธิ์ได้นั่นเอง
แต่ทั้งหมดนี่อาจจะเป็นเพียงแค่การคาดเดาของเขาก็เป็นได้เพราะอีกฝ่ายอาจจะมีอายุมากกว่านั้นแต่ภายนอกดูไม่แก่ก็ได้ โลกใบนี้นั้นจะดูคนที่ภายนอกไม่ได้เพราะคนบนโลกใบนี้โดยเฉพาะผู้บ่มเพาะมีอายุยืนยาวนั่นเอง
ฉินจุนได้เดินทางมาที่แรกที่โดนโจมตีจากชายปริศนา ที่นี่นั้นมีความเละเทะกันอย่างมากเขาสัมผัสได้ทันทีว่าชายที่มาโจมตีนั้นโกรธแค้นเป็นอย่างมากถึงได้ลงมือหนักเช่นนี้มีคนโดนลูกหลงมากมายทั้งบาดเจ็บและล้มตาย เขามองดูสภาพของคนเหล่านั้นช่างน่าสงสารยิ่งนัก เขาได้บอกกับฉินเทียนแล้วว่าครอบครัวไหนที่โดนลูกหลงให้ชดเชยให้พวกเขาอย่างเหมาะสมเพราะที่พวกเขาโดนลูกหลงมันอาจจะเป็นเพราะตัวของเขาเองก็ได้
ฉินจุนได้เดินทางมาเรื่อยๆและได้เจอกับสภาพของสถานที่ ที่ไม่ต่างจากที่แรกเลยแม้แต่น้อยเขาถามคนที่เห็นเหตุการณ์และคนที่เห็นเหตุการณ์ก็ได้ชี้ไปที่ทิศทางที่ชายคนนั้นจากไป
ตัวเขาได้เดินทางไปทางทิศทางที่ผู้เห็นเหตุการณ์ชี้มาเรื่อยๆและระหว่างทางก็จะมีธุรกิจของตระกูลที่ถูกใช้ผู้นั้นทำลายอยู่มากมาย เขารู้ได้ทันทีเลยว่าชายผู้นั้นพยายามหลอกล่อให้เขาออกมาจากเมือง
ชายผู้นั้นฉลาดไม่น้อยเขาคงเกรงว่าถ้าไปหาเขาที่เมือง อาจจะถูกกับดักหรือแผนลวงของเขาบางอย่างทำให้เสียเปรียบได้ จึงได้ทำการล่อเขาออกมานอกเมืองเพราะที่ที่เขามานั้นมันเริ่มไกลขึ้นเรื่อยๆและเข้ามาในป่าที่เปลี่ยวมากขึ้นนั่นเอง
ฉินจุนได้เดินทางมาเรื่อยๆเขาเดินเข้ามาในป่าลึกมากยิ่งขึ้นและเมื่อกำลังมองหาชายผู้นั้นอยู่ สัญญาณเตือนอันตรายบางอย่างก็บอกเขาว่าเขากำลังจะถูกโจมตี คิดยังไม่ทันจบก็ได้มีการโจมตีปริศนามุ่งตรงมาที่เขา
บูมมม~! ตู้มมมม~!
การโจมตีนี้เป็นการโจมตีที่รุนแรงมากเขาสามารถบอกได้ทันทีว่าอีกฝ่ายอยู่ในระดับราชาศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางเป็นอย่างน้อย ฉินจุนสามารถตั้งรับการโจมตีไม่ได้แต่ก็ต้องทำให้ตัวของเขากระเด็นออกไปหลายสิบเมตรเหมือนกัน
"สมกับเป็นเจ้าดีนะฉินจุน ที่สามารถรับการโจมตีทีเผลอของข้าได้โดยไม่มีบาดแผลเลยแม้แต่น้อย" ชายตาเดียวพูดขึ้น
ฉินจุนได้มองตามเสียงที่ได้ยินเขาก็ได้เห็นชายผู้หนึ่ง ชายผู้นี้นั้นมีอายุภายนอกไม่ได้ต่างจากเขามากนักเป็นชายที่มีผมยาวสีดำแซมขาวและมีตาเพียง 1 ข้างเพราะตาอีกข้างของเขามันบอดสนิทนั่นเองชายผู้นั้นได้ได้ถือกระบี่ไว้ในมือเขาสัมผัสได้ทันทีว่าชายผู้นั้นก็มีปราณเช่นเดียวกันเขาแต่ปราณของชายผู้นั้นคือปราณกระบี่นั่นเอง
ฉินจุนเขายังสัมผัสได้อีกว่าการโจมตีเมื่อกี้ชายผู้นั้นไม่ได้ใส่ปราณลงไปในกระบี่เลยแม้แต่นิดเดียว นั่นหมายความว่าการโจมตีเมื่อกี้มันคือการทักทายนั่นเอง
"การทักทายของเจ้านี่ช่างรุนแรงเสียจริง" ฉินจุนกล่าวถึงกับอีกฝ่าย
"ฮ่าๆๆ จะทักทายเจ้าทันทีจะทำแบบขอไปทีได้อย่างไรเล่า มันก็ต้องรุนแรงแบบนี้แหละเจ้าเองก็ดูเหมือนชอบไม่ใช่รึ" ชายตาเดียวพูดออกมา
"ฉินจุนทั้งๆที่เจ้าก็รู้ว่าที่ข้าทำไปทั้งหมดคือการหลอกล่อเจ้าออกมาแต่เจ้าก็ยังออกมา ข้าอยากรู้ซะแล้วสิว่าเจ้ามันโง่หรือมั่นใจในตัวเองเกินไปกันแน่ อ๋อไม่สิข้าเกือบลืมไปเจ้ามันคือราชาสยบฟ้าผู้ยิ่งใหญ่เหนือใครนี่นา เจ้าจึงมั่นใจในตัวเองมากกว่าที่จะเป็นความโง่สินะ" ชายตาเดียวพูดถากถาง
ฉินจุนไม่ได้พูดอะไรแต่กำลังรอบมองอีกฝ่ายอยู่ เขาขอพูดตามตรงเขาจำอีกฝ่ายไม่ได้เลยแม้แต่น้อยแต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้จักมักคุ้นกับเขาเป็นอย่างดีนั่นแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายเคยพบกับเขามาก่อนนั่นเอง
และอีกฝ่ายดูเหมือนจะเดาการกระทำของฉินจุนได้ เพราะใบหน้าของฉินจุนนั้นมันแสดงให้เห็นเป็นอย่างดีว่าตัวของฉินจุนจำเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เขาเองก็รู้สึกโกรธอยู่เหมือนกันที่อีกฝ่ายจำเขาไม่ได้ แต่พอเขาได้นึกดูดีๆนั้นตัวเขาในอดีตกับตัวเขาในตอนนี้มันช่างแตกต่างกันเหลือเกินไม่แปลกที่ฉินจุนจะจำเขาไม่ได้
"ทำหน้าแบบนั้นแสดงว่าเจ้าจำข้าไม่ได้สินะ ไม่เป็นไรข้าก็ต่างจากครั้งก่อนที่พวกเราพบกันอย่างมากเลยทีเดียวไม่แปลกหรอกที่เจ้าจะจำข้าไม่ได้" ชายตาเดียวพูดออกมา
เมื่อฉินจุนได้ยินเขาก็ชักสีหน้าเล็กน้อย เพราะอีกฝ่ายเหมือนจะรู้ของความคิดของเขา เขาเผลอแสดงสีหน้าให้อีกฝ่ายได้รับรู้
"ในเมื่อเจ้ารู้ว่าข้าคิดว่าอะไร อย่างนั้นเจ้าก็ลองบอกมาสิว่าเจ้าเป็นใครและรู้จักข้าได้อย่างไรข้าจำเจ้าไม่ได้เลยแม้แต่น้อย" ฉินจุนพูดแล้วมองหน้าอีกฝ่าย
"ฮ่าๆๆ ข้าไม่ใช่คนสละสำคัญอะไรหรอกเจ้าจะจำข้าได้หรือไม่ก็ไม่แปลกเลยแม้แต่น้อย ข้าก็แค่รู้สึกน้อยใจนิดหน่อยข้าอุตส่าห์ฝึกปรืออย่างหนักเพื่อมาเอาคืนเจ้าแต่ดูเจ้าตอนนี้สิแม้แต่ชื่อหรือหน้าข้าเจ้าก็ยังนึกไม่ออก แต่ข้าไม่ได้โกรธเจ้านะจริงจริ๊ง" ชายตาเดียวพูดอย่างประชดประชัน
"เจ้าเลิกพูดอะไรไร้สาระเสียที เจ้าเป็นใครกันแน่แล้วทำไมถึงจะต้องมาโจมตีตระกูลของข้าด้วย" ฉินจุนพูดด้วยเสียงดุๆเขาเริ่มรำคาญอีกฝ่ายไม่น้อย
"ฮ่าๆนั่นคือน้ำเสียงของคนที่อยากรู้เรื่องของคนอื่นหรือเนี่ย ช่างเถอะ ข้ามีนามว่า หวายเอิ้น เราเคยเจอกันเมื่อราวๆ 2,000 ปีก่อนเห็นจะได้ ตอนนั้นตัวข้าและสหายรวมถึงคนรักของข้าได้เจอสมบัติฟ้าดินบางอย่างแต่เจ้าก็เจอมันเช่นกัน ข้าคงไม่ต้องบอกนะว่าหลังจากนั้นมันเป็นยังไงหรือมันเกิดอะไรขึ้น" ชายตาเดียวเมื่อนึกถึงอดีตก็พูดออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ
ฉินจุนได้ยินอีกฝ่ายพูดเขาก็ยังจำไม่ได้อยู่ดีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร และสมบัติชิ้นใดที่อีกฝ่ายพูดถึงเพราะในอดีตตัวของเขานั้นก็ได้พบเจอสมบัติฟ้าดินมากมายและต่อสู้แย่งชิงกับคนอื่นมากมายเช่นกัน
"สีหน้าของเจ้ามันบอกเลยว่าเจ้านึกไม่ออกว่าข้าเป็นใครและสมบัติที่ข้าพูดถึงคือสิ่งใดไม่เป็นไรหรอกข้าจะเล่าให้เจ้าฟังเอง สมบัติชิ้นนั้นมันก็คือเถาวัลย์เมฆาสีม่วงมันเป็นสมุนไพรวิญญาณที่สามารถนำไปปรุงยาเพื่อรักษาพิษบางอย่างได้ ตัวข้าและสหายรวมถึงคนรักได้พบเจอกับมันพวกเราดีใจเป็นอย่างมากเพราะในตอนนั้นพวกเรายังเป็นแค่กลุ่มคนที่อ่อนแอ แต่ก็สามารถพบเจอสมบัติระดับนี้ได้ แต่ใครจะคิดว่าความโชคดีครั้งนั้นมันจะนำหายนะมาสู่ข้าและคนที่ข้ารักมากมาย และคนที่ทำให้มันเป็นแบบนั้นก็คือเจ้ายังไงล่ะฉินจุน" ชายตาเดียวพูดและมองหน้าฉินจุนด้วยความโกรธเคือง
ฉินจุนพยายามนึกถึงเรื่องที่อีกฝ่ายพูดเขานึกอยู่นานจนในที่สุดเขาก็ได้นึกออก เถาวัลย์เมฆาม่วงนั้นมันเป็นสมุนไพรวิญญาณระดับกลางขั้นสูงเลยทีเดียว ในตอนนั้นมันคือสมบัติที่มีค่ามากเพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของการปรุงยาแก้พิษได้หลากหลายพิษเลยทีเดียวทำให้มันมีราคาสูงจนน่าตกใจ เขาได้พบเจอเถาวัลย์นั้นกับกลุ่มคนชายหญิงราว 8 คน
แต่สิ่งที่เขาจำได้นั้นกลุ่มคนเหล่านั้นได้เริ่มโจมตีเขาก่อนโดยไม่ถากถามอะไรเลยสักคำ การต่อสู้ของเขากับกลุ่มคนนั้นได้ดึงดูดผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นอีกมากมาย นั่นเลยทำให้ผู้คนที่มาเห็นเถาวัลย์เมฆาม่วงนั้นเปิดศึกต่อสู้แย่งชิงกันในทันที และอีกอย่างศึกในครั้งนั้นเขาก็ไม่ได้ฆ่าใครไปเลยแม้แต่คนเดียวหรือแม้แต่สมบัติชิ้นนั้นตัวของเขาก็ไม่ได้มันมาเช่นกัน
"ข้าจำได้แล้วแต่เท่าที่ข้าจำได้พวกเจ้าเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีข้าก่อน และอีกอย่างข้าก็ไม่ได้ฆ่าใครไปแม้แต่คนเดียวหรือแม้แต่แย่งชิงสมบัติชิ้นนั้นไปแล้วเจ้าจะมาแค้นเคืองข้าด้วยเหตุอันใด" ฉินจุนพูดให้อีกฝ่ายรู้
"มันจะไม่เกี่ยวกับเจ้าได้อย่างไรถ้าในตอนนั้นเจ้าไม่โผล่หัวออกมา พวกข้าก็คงจะไม่โจมตีเจ้าและพวกเราก็คงจะไม่ต้องสู้กัน ทำให้เกิดเสียงดังจนทำให้ผู้คนมากมายมาที่สถานที่แห่งนั้นและคนเหล่านั้นก็เริ่มต่อสู้กันทำให้พวกของข้าทั้งหมดยกเว้นข้าโดนลูกหลงจนถึงแก่ความตาย ต้นเหตุทั้งหมดมันเป็นเพราะเจ้านั่นแหละฉินจุน!" ชายตาเดียวพูดด้วยความโกรธ
'ห๊ะอะไรวะ ไอ้บ้าแน่มึงพูดอะไรของมันวะ' ฉินจุนคิดในใจด้วยความงงงวย
"เพราะฉะนั้นแหละฉินจุน เจ้าถึงสมควรตายชดใช้ชีวิตให้กับสหายและคนรักของข้า!" ชายตาเดียวพูดออกมาและตั้งท่าเตรียมจะโจมตี
'ไอ้บ้านี่มันต้องป่วยทางจิตแน่ๆ ข้ามมาอยู่โลกแห่งนี้ที่มีการบ่มเพาะการเป็นเซียนยังมีคนป่วยทางจิตอีกหรอวะเนี่ย' ฉินจุนคิดในใจด้วยความไม่เข้าใจในหลายๆสิ่ง
เขาคิดว่าไอ้บ้านี่มันก็เพียงหาเหตุผลมารองรับที่สหายและคนรักของมันตายโดยการโทษเขานี่หว่า ทั้งๆที่ในตอนนั้นเขาไม่ได้คิดจะแย่งชิงเลยแม้แต่น้อยแค่เพียงผ่านทางไปเฉยๆ แต่กลุ่มคนเหล่านั้นกลับเปิดฉากโจมตีโดยไม่มีการพูดคุยกันเลยแม้แต่น้อย