หนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์

    งานประลอง

    ณ ถ้ำกลางป่าใหญ่ ลั่วอู่หลินที่ออกเดินทางมาเกือบสิบวันตอนนี้กำลังนั่งบ่มเพาะพลังดูดซับแกนอสูรอย่างบ้าคลั่ง ช่วงระยะเวลาสิบวันนี้ปีศาจจิ้งจอกได้ตื่นมาแล้วซึ่งแรกๆก็มีอาลาวาดอยู่บ้าง เพื่อเมื่อลั่วอู่หลินเข้าไปสั่งห้ามด้วยอำนาจแห่งพันธสัญญานางจึงทำได้แต่เก็บตัวอยู่ในห้องไม่ออกไปไหน

     

    ส่วนตัวของชายหนุ่มนั้นก็ปล่อยให้นางสงบสติอารมณ์อยู่เช่นนั้นไม่ได้ว่ากล่าวอะไร ส่วนตัวเขาก็เอาแต่พัฒนาตนเองเพื่อให้แข็งแกร่งขึ้นให้เร็วที่สุดเพราะยังมีเรื่องให้ทำอีกมากมายในอนาคต

     

    "บูมม!!"

     

    เมื่อแกนอสูรนับร้อยหม่นแสงลง ตบะของลั่วอู่หลินทะยานขึ้นเป็นบรรพชนขั้นที่สาม ใช่! ฟังไม่ผิด เขาใช้เวลาเจ็ดวันในการล่าแกนอสูรและใช้เวลาสามวันเพื่อยกระดับขั้น ซึ่งมันเป็นการเลื่อนขั้นพลังที่เร็วเอามากๆจนแม้แต่สวรรค์ได้เห็นก็คงต้องประหลาดใจ

     

    ร่างกายของเขาตอนนี้นอกจากไอเย็นยังมีสายฟ้าทรราชไหลผ่าน การเลื่อนขั้นพลังในครั้งนี้ทำให้ราชามังกรอัสนีบาตได้เกิดการตอบสนองและทำให้ร่างต้นอย่างตัวชายหนุ่มสามารถใช้ปีกมังกรสีดำได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปีก ซึ่งมันจะส่งเสริมกับความเร็วของเขาอย่างมหาศาลเลยทีเดียว

     

    นอกจากมังกรสายฟ้าแล้วต้นไม้จรัสแสงเองก็เติบโตด้วยเช่นกัน ส่วนหมอกสีดำในเขตที่ใหญ่ที่สุดของทะเลแห่งจิตใจนั้นตอนนี้มันเริ่มจางจนเห็นเงาบางอย่างข้างในแล้วอีกไม่นานก็คงจะจางหายไปหมดสิ้น

     

    ลั่วอู่หลินลืมตาตื่นมาก็พลันยกยิ้มอย่างพึงพอใจ หากอัตราการบ่มเพาะของเขายังคงเร็วเช่นนี้ เมื่อนับกับเวลาที่ต้องพักเส้นลมปราณคงไม่เกินห้าปีที่เขาจะบรรลุระดับจอมปราชญ์เป็นแน่แท้

     

    "อ๊า ข้าลืมไปว่าจะต้องเอาของไปส่งที่เมืองเทียนหลินอะไรสักอย่างนี่ รีบๆไปทำให้เสร็จดีกว่า"ชายหนุ่มเคาะหัวตัวเองเบาๆเขาก่อนที่จะออกเดินทางต่อ แม้จะไม่รู้ว่าเมืองเทียนหลินอยู่ที่ไหนแต่เขาไม่ใช่คนโง่ การจะหาเมืองที่ไม่รู้จักก็ต้องหาเมืองสักหนึ่งเมืองเพื่อหาข่าวสารเสียก่อน และเขามั่นใจมากว่าการที่เป็นถึงเมืองของดินแดนระดับสูงได้ก็จะต้องโด่งดังมากพอที่จะมีข่าวสารข้อมูลที่มากโขที่ทำได้ให้เขาเดินไปทางได้ไม่ยาก

     

    ในขณะที่ทะยานร่างออกไปไกลริบตา เบื้องหน้าของเขานับว่าเป็นเมืองใหญ่จริงๆน่าจะใหญ่กว่าเมืองเบิกฟ้าสองเท่าได้ แต่ทว่าสถานการณ์ในเมืองดูไม่ปกติเสียเท่าไร การตรวจตรานั้นหนาแน่นเอามากๆขนาดคนที่จะเข้าเมืองยังต้องต่อแถวรอกันยาวนิบสิบลี้ การที่ตรวจคนเข้าเมืองละเอียดขนาดนี้ ลั่วอู่หลินสามารถคาดการณ์ได้เลยว่าเมืองนี้อาจจะกำลังเกิดสงคราม หรือไม่ก็มีอะไรที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นด้านในเมืองจนทำให้ต้องตรวจตราเข้มงวดเช่นนี้

     

    ซึ่งเขาคิดว่าคงจะเป็นอย่างที่สองมากกว่าเพราะบริเวณโดยรอบมันดูสงบเกินกว่าจะมีสงครามได้ ชายหนุ่มเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายตรวจเข้มงวดเช่นนี้เขาจึงหมายเข้าไปในฐานะคนธรรมดาเพื่อให้เเนบเนี้ยและไร้ปัญหาที่สุด อย่างแรกคือถอดแหวนมิติเอาไว้ในชั้นเก้าของหอคอยมหาสมบัติ เสร็จแล้วก็ผนึกพลังตนเองเหลือเพียงนักรบเพื่อให้เท่ากับชาวบ้าบทั่วไป และเปลี่ยนอาภรณ์ให้คล้ายกับชาวบ้านด้วย

     

    "ฮ่าๆๆแค่นี้ต่อให้วีรชนมาเองก็ไม่สามารถตรวจพบข้าได้"ลั่วอู่หลินกล่าว พร้อมเดินไปต่อแถวเหมือนกับที่คนอื่นๆเขาทำกัน

     

    "นี่ๆพี่ชายทำไมพวกเขาตรวจสอบขนาดนี้ละ ข้าไม่เคยเห็นเมืองไหนตรวจสอบละเอียดเช่นนี้มาก่อน"ขณะต่อแถวลั่วอู่หลินยังไม่วายสกิดคนด้านหน้าเพื่อกล่าวถาม

     

    "โอ้ เจ้าหนูเจ้าไม่เคยเข้าเมืองเลยสินะ อีกสามวันข้างหน้าจะเป็นงานประลองเพื่อคัดเลือกสิทธิ์เข้านิกายของดินแดนระดับสูงน่ะสิ แล้วคณะเดินทางของดินแดนระดับสูงก็กำลังจะมาถึงในอีกหนึ่งวัน ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดเจ้าเมืองจึงสั่งให้ตรวจสอบทุกคนที่จะเข้าเมืองอย่างละเอียดอย่างไรละ"ชายชาวบ้านกล่าวอธิบายจนกระจ่างแจ้งแจ่มชัด

     

    "ขอบคุณพี่ชายที่บอกกล่าว"ลั่วอู่หลินกล่าวพร้อมใบหน้ายิ้น จนชายคนนั้นพยักหน้าให้ การประลองของสำนักใหญ่ในทวีประดับสูงงั้นหรือช่างน่าสนใจนัก ตัวชายหนุ่มชักเริ่มอยากที่จะไปดูบ้างแล้วว่ามันจะเป็นอย่างไร

     

    การเฝ้ารออยู่นานสิ้นสุดลง ในที่สุดลั่วอู่หลินก็ได้รับการตรวจสอบและผ่านอย่างง่ายดาย เมื่อเดินเข้าไปในเมืองได้ลั่วอู่หลินรีบหาที่ลับตาคนและสวมใส่อาภรณ์กลับคืนมาเป็นลั่วอู่หลินคนเดิมในทันทีและเดินไปตามเมืองอย่างสบายใจ

     

    "เงินข้าก็มอบให้ขุมกำลังไปหมดแล้ว เห้นทีข้าคงจะต้องหาหอประมูลสาขาเมืองนี้ก่อนเพื่อขายซากสัตว์อสูร"ชายหนุ่มบ่นพึมพำจากนั้นก็เดินจนมาถึงหอประมูลที่อยู่ไม่ไกลนัก

     

    เขาไม่รอช้าสวมหน้ากากและเดินเข้าไปและตรงเข้าไปหาพนักงานในทันที จากนั้นก็ไม่รอช้านำซากสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิออกมาหลายร้อยตนด้วยกันจนคนของหอประมูลพากันตาค้างยกใหญ่

     

    "ระ รอสักครู่ขอรับ ข้าจะดำเนินการให้"ชายหนุ่มกล่าวขึ้นจากนั้นก็ทำการคำนวนมูลค่าในทันที คนที่ล่าสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิได้มากมายขนาดนี้ย่อมเป็นผู้ทรงพลังระดับบรรพชนขึ้นไปอย่างแน่นอนเขาจึงไม่กล้ารอช้าแต่อย่างใด

     

    "ทะ ทั้งหมดห้าหมื่นห้าพันเหรียญปราณทองขอรับ นี่คือเงินทั้งหมดโปรดตรวจสอบ"พนักงานหนุ่มกล่าวลั่วอู่หลินหยิบถุงเงินและเดินออกไปในทันที เขารู้ดีว่าไม่มีทางที่หอประมูลจะโกงราคาอย่างแน่นอน และด้วยที่สาขานี้ไม่มีผู้จัดการมาต้อนรับเขาเหมือนที่ดินแดนระดับต่ำมันก็บ่งบอกได้ว่าการที่มีสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิมาขายไม่ดูพิเศษอะไรสำหรับในดินแดนนี้มากนัก

     

    เมื่อเดินออกจากด้านนอกชายหนุ่มไม่รอช้าเข้าไปในโรงเตี้ยมทันทีเพื่อเลือกหาห้องสักห้องเอาไว้สำหรับพักผ่อนตามอัธยาศัย แน่นอนด้วยที่ตอนนี้มันไกล้ที่จะมีงานประลองดังนั้นส่วนใหญ่โรงเตี้ยมมักจะเต็มหมดแล้วโชคยังดีที่โรงเตี้ยมที่ลั่วอู่หลินเข้ามานี้เหลือหนึ่งห้องพอดี และเขาก็จ่ายเงินไปเป็นที่เรียบร้อยเหมือนที่คนปกติเขาทำกัน

     

    แต่ทว่าในขณะที่ลั่วอู่หลินกำลังจะเดินเข้าห้องนั้น อยู่ดีๆก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินมาขวางอีกทั้งพวกมันยังสวมอาภรณ์สีเดียวกันทั้งหมดนั่นคือสีฟ้าคราม จะมีเพียงคนด้านหลังเท่านั้นที่สามอาภรณ์สีที่เข้มกว่าผู้อื่น

     

    "เจ้าหนูมอบห้องให้คุณชายของเราแล้วใสหัวไปซะ ไม่เช่นนั้นอย่าหาพวกเราโหดร้าย"หนึ่งในชายกลุ่มนั้นกล่าวข่มขู่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองยิ่ง ลั่วอู่หลินที่เห็นแล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้ ระดับจักรพรรดิขั้นสองห้าคนกับระดับจักรพรรดิขั้นห้าหนึ่งคนถึงกับกล้าข่มขู่คนไปทั่วเช่นนี้เห็นทีว่าคงจะมีอำนาจมากเลยกระมัง

     

    "พวกเจ้าเป็นใคร พวกเราก็ไม่รู้จักกันไฉนถึงได้มาระรานข้า"ชายหนุ่มกล่าวถามไปอย่างนั้น พวกมันต่างพากันหัวเราะกันยกใหญ่

     

    "ฮ่าๆๆเจ้าเด้กนี่มันถามว่าพวกเราเป็นใคร?? พวกเจ้าช่วยตอบมันไปสิ!"ชายคนดังกล่าวเอ่ยปากอย่างเย้ยหยัน

     

    "เจ้าหนูจำไส่หัวไว้ พวกเราคือคนของนิกายนภาสีทองที่นิกายอันดับหนึ่งของเมืองเมฆหมอกอย่างไรละ ฮ่าๆๆ"พวกมันกล่าวจบก็หัวเราะกันอย่างภาคภูมิใจ ลั่วอู่หลินเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พลันสังเกตุคนรอบข้างปรากฏว่าทุกคนในโรงเตี้ยมต่างก้มหน้าก้มตาทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น นี่คือสิ่งที่บ่งบอกแล้วว่านิกายที่พวกมันกล่าวอ้างก็ย่อมมีเชื่อเสียงพอตัว

     

    ลั่วอู่หลินเมื่อรู้เช่นนี้ก็ส่ายหัวอย่างหน่ายใจ "ไม่รู้จักเลยสักนิด ไสหัวออกห่างข้าเถอะ ไม่เช่นนั้นอาจจะถึงตาย"

     

    "บัดซบ กล้าดูถูกพวกข้า ตายซะ!!"เมื่อได้ยินคำกล่าวของลั่วอู่หลินก็พาทำให้พวกมันเดือดดาลจนถึงขนาดที่มีพวกมันคนหนึ่งพุ่งเข้ามาหาลั่วอู่หลินพร้อมกับต่อยหมัดที่หอหุ้มไปด้วยปราณสีเขียวเข้าใส่

     

    "ถือว่าข้าได้เตือนแล้ว"ชายหนุ่มยืนนิ่งไม่ได้ขยับหรือเคลื่อนกาย อยู่ดีๆก็มีม่านพลังมาป้องกันหมดนั้นเอาไว้

     

    "ปั้ง!"

     

    "อะไร!"

     

    ทุกคนในโรงเตี้ยมพากันอุทานด้วยความตกใจ เห็นๆอยู่ว่าชายหนุ่มยังไม่ได้ขยับเลยแม้แต่เดียวแต่ถึงกลับสร้างม่านพลังออกมาป้องกันได้ เห็นได้ชัดเลยว่าฝีมือไม่ธรรมดา

     

    ลั่วอู่หลินไม่รอช้าเขาแผ่กระจายไอปราณของตนเองออกในทันทีทำให้คนกลุ่มนั้นพลันถูกแช่แข็งในพริบตาแม้แต่คุณชายที่พวกมันอวดอ้างก็ไม่ใช่ข้อละเว้น ทั่วทั้งโรงเตี้ยมอากาศหนาวเย็นจนจนทุกคนพากันหนาวสั่นกันจนหมดสิ้น

     

    ลั่วอู่หลินมิได้สนใจอะไรอีกต่อไปและเพียงสั่งอาหารให้ไปส่งที่ห้องด้านบนจากนั้นก็เคลื่อนกายจากไป การลงมือครั้งนี้ถือว่าเมตตามากแล้วอีกสองถึงสามชั่วยามน้ำแข็งที่กัดกินพวกมันก็น่าจะคลาย

     

    สาเหตุที่ต้องเมตตาเช่นนี้ก็เพราะหากต้องการจะฆ่าต้องฆ่าคนที่รู้เห็นด้วยนั่นคือทั้งโรงเตี้ยมซึ่งมันทำไม่ได้ สองคือเขาเองก็ไม่อยากเปลืองแรงฆ่าพวกมันเพราะไม่มีค่าพอให้ลงมือคนที่โอ้อวดเช่นนี้สำหรับเขามันก็น่าสมเพชมากพอแล้ว

     

    ในขณะที่กำลังรออาหารมาส่งลั่วอู่หลินยืนมองทิวทัศน์ของเมืองนามค่ำคืนที่ข้างหน้าต่าง ในตอนนี้เหล่าผู้ฝึกตนพากันเข้ามาในเมืองนี้อย่างคับคั่ง พอๆกับเหล่าชาวบ้าที่เข้ามาค้าขายอยู่ข้างถนนเต็มไปหมดหรืออาจจะเรียกได้ว่ามันคล้ายกับมีงานเทศกาลขนาดย่อมเลยก็ว่าได้

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน