ชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์ได้ยินเช่นนั้น ก็พากันก่นด่านางจ้าวเบาๆ
" นางจ้าวนี่ช่างใจดำนัก ต้าหลางยังป่วยอยู่แท้ๆ นางก็ให้เด็กพวกนี้อดข้าวแล้ว "
" นางใช่แม่จริงๆ ของต้าหลางเสียเมื่อไร เด็กๆ พวกนี้จะนับเป็อะไรกับนาง "
" เมื่อก่อนดุด่าทุบตีก็เป็เพียงผู้าุโสั่งสอน ตอนนี้ให้อดข้าวเช่นนี้ ไม่เท่ากับจะเอาชีวิตกันเลยหรือ "
ชาวบ้านที่มามุงดู แม้จะไม่มีใครเอ่ยห้าม แต่ยามนี้ก็ต่างพากันวิพากย์วิจารย์ถึงความใจดำของคนบ้านหลิน
" ไม่แปลกเลย หลินกุ้ยเหมยผู้นั้น อายุป่านนี้แล้วยังไม่ออกเรือน สตรีเช่นนี้ใครจะกล้ารับเข้าบ้านกัน "
" ใช่ๆ ให้เปล่าๆ ข้าก็ไม่เอา ไม่ได้แล้วต่อไปต้องบอกให้ลูกชายข้าอยู่ให้ห่างนางหน่อย "
และไม่นานหัวข้อก็ลามไปถึงการแต่งงานของหลินกุ้ยเหมย และเพราะเป็การพูดคุยของคนกลุ่มใหญ่ เสียงนั้นจากเดิมที่เป็เพียงการกระซิบกระซาบ แต่พอมีคนหนึ่งพูด คนหนึ่งก็รับ เสียงนั้นก็ดังจนนางจ้าวและคนอื่นๆ ได้ยิน
เดิมทีนางจ้าวก็ไม่ใช่คนอดทนอะไรอยู่แล้ว ได้ยินชาวบ้านด่าเช่นนั้น ก็โมโหปึงปังทันที
" พวกเ้ามามุงดูสิ่งใดกัน ว่างมากหรือไรถึงสอดปากมายุ่งเื่ชาวบ้าน " นางจ้าวนั้นนับว่าเป็เครื่องด่ามืออาชีพ ยามเริ่มด่าแล้ว ไม่ว่าถ้อยคำหยาบคายใดก็ล้วนพูดออกมาอย่างไม่อายปาก เสียงนั้นก็บาดหู ทำให้ไม่นานชาวบ้านที่มามุงดูก็แตกกระจายแยกย้ายกันไป เมื่อคนแยกย้ายกันไปนางจ้าวก็สั่งิซื่อให้ปิดประตูใหญ่
" ฮือๆ ท่านย่า คืนแป้งทอดให้ข้าเถิด ข้าจะเอาไปให้น้องเล็ก " เฟิ่งอวี้หลัน แสร้งร้องไห้ถึงจะไม่สามารถบีบน้ำตาออกมาได้ซักหยด
" ให้พวกเ้างั้นหรือ ครอบครัวพวกเ้าล้วนมีแต่คนไร้ประโยชน์ จะมีแป้งทอดพวกนี้ได้อย่างไร ต้องเป็ใครที่ฝากมาให้พวกข้า แต่พวกเ้ากลับแอบซ่อนไว้ใช่หรือไม่ " เป็หลินกุ้ยเหมยที่เอ่ยขึ้น ตอนนี้แป้งทอดในมือของนางิซื่อนั้นถูกหลินกุ้ยเหมยแย่งไปแล้ว
เฟิ่งอวี้หลันได้ยินคำพูดของหลินกุ้ยเหมยก็ได้แต่เบ๊ะปากในใจ " อาศัยการแต่งกายประหลาดๆ อย่างเ้า ผู้คนไม่หลีกหนีให้ไกลก็ดีเท่าไรแล้วยังหวังให้ใครฝากอะไรมาให้กัน "
" ท่านแม่ข้าก็อยากกินแป้งทอดนั่น " ยามนี้ข้างกายนางิซื่อ มีคนเพิ่มขึ้นมาอีกคนนั่นก็คือเสี่ยวซีลูกสาวคนเล็กของนางิซื่ออายุ8ปี ตามความทรงจำของหลินเสี่ยวหว่าน เด็กสาวคนนี้ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ปกติจึงมักอยู่แต่ในห้อง ไม่ใช่คนร้ายกาจเพราะจำไม่ได้ว่าเคยรังแกใคร แต่เพราะเป็บุตรของนางิซื่อ เฟิ่งอวี้หลันก็ไม่คิดวางใจ ดูเสี่ยวอู่พี่ชายของนางนั่นอย่างไร เรียกว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นโดยแท้
"ใช่ ต้องเป็อย่างที่เหมยเอ๋อร์พูดเป็แน่ บอกมานะแป้งทอดพวกนี้มีเท่าใด พวกเ้าแอบกินเข้าไปก่อนหน้าแล้วใช่หรือไม่ " เป็นางจ้าวที่พยักหน้ารับคำลูกสาว
" ไม่ใช่นะขอรับ แป้งทอดนี้เป็ป้าโจวให้พวกเรามา แต่ข้าอยากเอามาแบ่งให้น้องเล็กพวกเราเลยยังไม่ได้กิน ท่านย่าคืนให้พวกเราเถอะ " เสี่ยวเฉินรีบอธิบาย
" หึ ใครจะเชื่อ ตอนแรกพวกเ้าก็บอกว่าไม่ได้ซ่อนอะไรไว้มิใช่หรือ " นางิซื่อพูดขึ้น พร้อมเข้าไปค้นตัว เสี่ยวหว่านและเสี่ยวเฉินสองพี่น้องทันที แต่สุดท้ายก็ไม่เจอสิ่งใด นางจึงทองหน้านางจ้าวแม่สามีแล้วส่ายหน้า
" หึ เดิมทีหากพวกเ้ายอมรับ ของแค่นี้ข้าผู้าุโจะอยากได้หรือ แต่เพราะพวกเ้าโกหก เพื่อเป็การลงโทษ จงกลับเข้าห้องไปเสีย " นางจ้าวยื่นคำขาด
" แต่ท่านย่า .." เสี่ยวเฉินพยายามจะพูดต่อ แต่เฟิ่งอวี้หลันกระตุกชายเสื้อน้องชาย ตอนนี้สภาพของเฟิ่งอวี้หลันนั้น ผมเผ้าหลุดรุ่ยยุ่งเหยิง ยามเมื่อนางเดิน ก็กระโผกกระเผลกไม่เป็ปกติ จนเสี่ยวเฉินต้องเข้ามาประคองกลับห้องไป
นางจ้าวเห็นอาการาเ็เช่นนั้นของเสี่ยวหว่าน ก็แสยะยิ้มพึงพอใจ แต่เมื่อหันกลับมาอีกครั้ง นางก็ต้องทำหน้าไม่ถูก เมื่อเห็นว่าหลินกุ้ยเหมยกำลังยัดแป้งทอดคำสุดท้ายเข้าปาก
" ฮือๆๆ ท่านแม่ ข้าอยากกินแป้งทอด ข้าจะกินแป้งทอด ฮือๆๆ " เป็เสียงของเสี่ยวซีที่ร้องขึ้น
นางิซื่อนั้น ปลอบลูกสาวก่อนจะพาเข้าห้อง ไม่ลืมมองหลินกุ้ยเหมยด้วยสายตาชิงชัง แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ทำได้เพียงเก็บความไม่พอใจไว้ในอก อย่างไรหลินกุ้ยเหมยก็เป็บุตรสาวที่นางจ้าวให้ท้าย
หากนางมีเื่ด้วย แม่สามีย่อมปกป้องบุตรของตนมากกว่าสะใภ้เช่นนาง จะว่ากันแล้ว ในใจลึกๆ ของิซื่อนั้น มองหลินกุ้ยเหมยผู้นี้ว่าเป็คนไร้ประโยชน์ มากกว่าหลินต้าหลางที่นอนป่วยอยู่เสียอีก
ด้านในห้องหลินต้าหลาง
เสี่ยวเฉินนั้นพยุงเสี่ยวหว่านเข้ามาในห้อง เสี่ยวชิงที่เห็นสภาพพี่ใหญ่ก็ดวงตาแดงกล่ำ หลังปิดประตู ก็เริ่มส่งเสียงโวยวาย
" พี่ใหญ่ท่านเป็อย่างไรบ้าง ครั้งนี้ท่านย่าทำเกินไปแล้ว "
เฟิ่งอวี้หลันในร่างเสี่ยวหว่าน มองน้องสาวผู้เป็เหมือนปะทัดน้อยตรงหน้า ก่อนจะหันไปมองหน้าของเสี่ยวเฉิน เสี่ยวเฉินเองก็มองเสี่ยวหว่าน สองพี่น้องสบตากัน ไม่นานก็ะเิหัวเราะออกมา แต่เพราะกลัวเสียงจะดังเกินไป เสี่ยวหว่านจึงรีบแตะนิ้วที่ริมฝีปาก แต่อย่างไรทั้งสองคนก็หยุดหัวเราะไม่ได้ เพียงแค่ลดเสียงลงเท่านั้น เสี่ยวเฉินนั้นถึงขนาดลงไปดิ้นกับพื้น
" พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านหัวเราะอะไรกัน " เสี่ยวชิง ไม่เข้าใจพี่ชายพี่สาวที่อยู่ดีๆ ก็หัวเราะ ไม่ใช่ว่าถูกท่านย่าทุบตีจนเสียสติไปแล้วกระมัง
เสี่ยวเฉินเห็นน้องสาวทำสีหน้าสงสัย ก็ยิ่งหัวเราะ แต่สุดท้ายก็ตั้งสติได้ เขาลุกขึ้นจากพื้น เดินไปหยิบตะกร้าสานที่ถูกโยนไว้ริมประตู เดินมาหยุดตรงหน้าน้องสาว
ก่อนจะนั่งลงกับพื้น พร้อมทั้งกวักมือเรียกน้องสาวมาใกล้ๆ เสี่ยวชิงก็ขยับตัวมาใกล้ๆ อย่างเชื่อฟัง สายตาก็จดจ้องมองไปที่ตะกร้าสาน เมื่อเห็นว่าเป็เพียงผักป่าก็มีสีหน้าผิดหวัง เสี่ยวเฉินนั้นย่อมรู้ถึงความคิดของน้องสาว
เขารีบหยิบผักป่า้าออก เผยให้เห็นกระบอกไม้ไผ่ สองกระบอกมีฝาปิดแ่า ข้างๆ กัน มีห่อใบไม้ห่อหนึ่ง เสี่ยวเฉินหยิบมันขึ้นมา เมื่อแกะใบไม้ที่ห่อไว้ออก ก็เผยให้เห็นแผ่นแป้งทอดสีเหลืองทอง ห้าหกแผ่นอยู่ในนั้น
เสี่ยวชิงเมื่อได้เห็นแผ่นแป้งทอดเหลืองอร่ามหลายแผ่น แววตาผิดหวังคราแรกก็เปล่งประกายขึ้นทันที
" พี่รอง นี่ แป้ง ...." ยังไม่ทันจะพูดจบ เสี่ยวเฉินก็ใช้มือข้างหนึ่งปิดปากน้องสาว ก่อนจะกระซิบข้างหู
" เบาเสียงหน่อย ทั้งหมดนี้ย่อมเป็ของน้องเล็ก"
เสี่ยวชิงไม่ใช่เด็กไม่รู้ความ ย่อมเข้าใจในสิ่งที่พี่รองพูด หลังจากพยักหน้ารับ เสี่ยวเฉินก็ปล่อยมือออกจากปากน้องสาว
เสี่ยวหว่านเดินมาลูบหัวน้องสาว ก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ " เอาล่ะ น้องเล็ก ขนมแป้งทอดถูกแย่งไปแล้ว น้องเล็กหิวมากใช่หรือไม่ เป็เด็กอย่าอดกลั้นให้มาก หากเสียใจก็ร้องออกมาซักหน่อย พี่ใหญ่ย่อมไม่โทษเ้า " พูดจบก็ส่งสายตาไปที่ประตู เสี่ยวเฉินเสี่ยวชิงมองตามสายตาพี่ใหญ่ ก็เห็นเงาดำลางๆ อยู่บริเวณหน้าประตู ก็พยักหน้าเข้าใจ
" ฮือๆๆ พี่รองข้าหิว "
" น้องเล็ก เป็เพราะพี่รอง เพราะพี่รองไม่เอาไหน ไม่สามารถเอาแป้งทอดกลับมาฝากเ้าได้ "
เสี่ยวหว่านมองสองพี่น้อง คนหนึ่งส่งคนหนึ่งรับ อย่างเอ็นดู หากเพียงฟังเสียง ไม่ได้มองหน้าเด็กน้อยที่เคี้ยวแผ่นแป้งทอดจนแก้มสองข้างพองเป็ซาลาเปาก็คงหลงคิดเวทนาเด็กสองคนนี้ไปแล้ว
"เอาเถอะ น้องเล็กกินน้ำลงไปก่อน พรุ่งนี้พี่รองสัญญาอย่างไรต้องให้น้องเล็กได้กินโจ๊กแน่ " ปากบอกอย่างหนึ่ง การกระทำก็อีกอย่างหนึ่ง ตอนนี้เสี่ยวชิงจะต้องกินน้ำเปล่าที่ใดกันเล่า สิ่งที่นางซดอยู่คือน้ำแกงไข่แสนอร่อยของพี่ใหญ่ต่างหาก
" เอาล่ะ เลิกเล่นได้แล้ว " เสี่ยวหว่านพูดขึ้นหลังเห็นว่าเงาที่ประตูได้จากไปแล้ว
แท้จริงแล้ว แป้งทอดที่หลินกุ้ยเหมยแย่งไปก็เป็เพียงแป้งทอดสองแผ่นเท่านั้น ส่วนแป้งทอดทั้งหมดกับน้ำแกงไข่นั้นแท้จริงซ่อนอยู่ในตะกร้าสาน อาศัย่ชุลมุนเริ่มแรกที่เสี่ยวเฉินถูกผลัก ก็เซเข้ามาในห้อง จากนั้นก็ทิ้งตะกร้าสานไว้ ปิดประตูและออกไปช่วยพี่ใหญ่ เื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด จึงเป็เพียงละครฉากใหญ่ที่เสี่ยวหว่านสร้างขึ้น คิดแล้วก็น่าปวดหัวนัก เพียง้านำอาหารเข้าบ้านตัวเองเหตุใดดูยาก้ย็นกว่าการเยี่ยมนักโทษ
" พี่ใหญ่ ในเมื่อท่านซ่อนของไว้ในตะกร้าสานได้แล้ว เหตุใดต้องเอาแป้งทอดสองแผ่นไปซ่อนไว้กับตัวด้วย สุดท้ายก็ตกเป็ของท่านอาเล็กจะกละ ข้าไม่ชอบนางเลย " เป็เสี่ยวชิงที่เอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย
" น้องเล็ก อย่าเอ่ยว่าอาเล็กเช่นนั้นให้ใครได้ยินเด็ดขาดนะ " เสี่ยวหว่านรีบเอ่ยดุ จริงๆ นางไม่ได้กังวลว่าเสี่ยวชิงจะพูดไม่ดีเกี่ยวกับญาติผู้ใหญ่แต่อย่างไร เพราะหลินกุ้ยเหมยไม่ใช่ญาตินาง หรือต่อให้ใช่ญาตินิสัยเช่นนั้นนางก็ไม่นับ นางเพียงกังวล หากเื่นี้ถึงหูนางจ้าว คงได้จับเด็กน้อยคนนี้ฉีกปากเป็แน่
" อืม ข้าไม่พูดให้ใครฟังแน่ " เสี่ยวชิงพยักหน้า ไม่ได้โกรธที่พี่ใหญ่ดุ เพราะนางรู้พี่ใหญ่หวังดี
เมื่อเห็นน้องสาวเข้าใจ เสี่ยวหว่านก็เริ่มอธิบายต่อ " ในเมื่อนางได้กลิ่นอาหาร แต่กลับค้นไม่เจออาหาร นางจะยอมหรือ สุดท้ายนางก็จะสังเกตได้ว่าพวกเรานำตะกร้ามาซ่อนไว้ในห้องก่อนแล้ว "
" เช่นนั้นทำไมพี่ใหญ่ต้องต่อสู้กับพวกท่านย่าด้วย ไม่มอบไปั้แ่แรกจะได้ไม่เจ็บตัว " เสี่ยวชิงยังคงถามต่อ
" เจ็บตัวหรือ ใครบอกเ้าว่าพี่ใหญ่เจ็บตัวกัน " แท้จริงแล้วนอกจากผมเผ้าที่ไม่เรียบร้อย ท่าทางเ็ปพวกนั้นก็ล้วนแต่เป็การแสร้งทำ หากนางให้ฝ่ายนั้นเจ็บอยู่ฝ่ายเดียว ตัวนางกลับปกติ นางจ้าวจะพอใจยอมจบเื่นี้ง่ายๆ ได้อย่างไรกัน
เสี่ยวชิงได้ยินพี่ใหญ่ถามเช่นนั้นก็ตั้งใจมองสำรวจพี่สาวและพี่ชายอีกครั้งอย่างละเอียด ก็พบว่าไม่มีร่องรอยถูกทุบตี หรือฟกช้ำเหมือนทุกครั้งจริงๆ
" เช่นนั้นพี่ใหญ่ถามเ้า หากเ้าเห็นท่านย่าถือแผ่นแป้งทอดไว้ในมือ แล้วเ้าเดินไปบอกนางว่าเ้าหิวขอแป้งทอดของท่านย่า จากนั้นนางก็มอบแผ่นแป้งทอดให้เ้าทันที เ้าจะสงสัยอะไรหรือไม่ " เสี่ยวหว่านไม่ได้ตอบน้องสาวแต่เลือกที่จะตั้งคำถามกับนางแทน
" ไม่ " เสี่ยวชิงตอบทันที เสี่ยวหว่านขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำตอบน้องสาว
" ไม่สงสัยเลยหรือ " หากเป็เช่นนั้นเสี่ยวหว่านคิดว่าน้องสาวคนนี้ก็ซื่อเกินไปแล้ว
" เปล่า ที่ข้าบอกว่าไม่ คือข้าไม่มีทางเดินไปขอแป้งทอดท่านย่าเด็ดขาด หากทำเช่นนั้น นอกจากไม่ได้แป้งทอดแล้ว ข้ายังจะถูกด่า เผลอๆ ท่านย่าจะไล่ตีข้าด้วย " เสี่ยวชิงรีบอธิบาย
"เด็กโง่เอ้ย พี่ใหญ่ก็แค่สมมติ " เป็เสี่ยวเฉินที่เขกหัวน้องสาวเบาๆ
เสี่ยวชิงมองหน้าพี่ใหญ่สลับกับพี่รอง อย่างสงสัย " ก็ไม่ใช่พี่ใหญ่พึ่งสอนข้าหรอกหรือ หากจะทำสิ่งใดต้องคิดให้รอบคอบ หากทำแล้วไร้ประโยชน์ก็ไม่ควรทำ "
เสี่ยวหว่าน ฟังคำตอบน้องสาวก็หัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออก ตอนนี้เธอไม่รู้จริงๆ ว่าน้องสองคนของตัวเอง ฉลาด ซื่อ หรือว่าทึ่ม
" เช่นนั้น น้องเล็กคิดว่าพี่ใหญ่จะทำสิ่งที่ไร้ประโยชน์หรือไม่ แล้วเพราะเหตุใดพี่ใหญ่ถึงไม่ยอมให้แผ่นแป้งทอดกับท่านอาเล็กแต่แรก "
เสี่ยวชิงใช้สองแขนเล็กๆ กอดอก หรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด สายตามองไปที่ใบหน้าของพี่ใหญ่
" ข้าเข้าใจแล้ว หากให้ไปง่ายๆ ท่านย่าก็ต้องสงสัยใช่หรือไม่ "
" อืม น้องเล็กฉลาดจริงๆ " เสี่ยวหว่านลูบหัวน้องสาวอย่างเอ็นดู "จำไว้ว่าบางครั้งเราก็ต้องยอมเสียสละส่วนน้อย เพื่อรักษาส่วนมาก ยอมเสียสิ่งหนึ่ง เพื่อรักษาอีกสิ่งหนึ่งไว้ " โดยเสี่ยวหว่านไม่ได้บอกต่อว่า แม้นางจะยอมสละบางอย่างแต่นางก็ไม่ยอมขาดทุน ครั้งนี้นอกจากนางจะไม่เจ็บตัว ยังนับว่าได้ระบายแค้นแทนเ้าของร่างเดิมไปหลายที เสียเพียงแป้งทอดเล็กๆสองแผ่นนับว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม
" ข้าเข้าใจแล้ว เหมือนที่พี่ใหญ่ยอมเสียแผ่นแป้งเล็กน้อยเพื่อรักษาแผ่นแป้งหลายแผ่นและน้ำแกงไข่ไว้ใช่หรือไม่ " เสี่ยวชิงอธิบาย
" ใช่แล้ว " เสี่ยวหว่านพยักหน้ารับพร้อมหัวเราะเบาๆ ให้กับความเห็นแก่กินของน้องสาว
" พี่ใหญ่ แล้วถ้าข้าอยากเก็บไว้ทั้งหมดไม่อยากเสียอะไรล่ะขอรับ " เสี่ยวเฉินเอ่ยถามขึ้นบ้าง
" ก็ย่อมได้ " เสี่ยวหว่านพยักหน้า
" จริงหรือขอรับ แล้วต้องทำอย่างไร " เสี่ยวเฉินเอ่ยถามอย่างกระตือรือล้น
" ผู้ที่มีอำนาจต่อรอง คือผู้ที่แข็งแกร่ง วันนี้ที่เราต้องยอมให้ท่านย่า เพราะเราอ่อนแอกว่า หากน้องรองไม่อยากสละสิ่งใดให้ใคร จำไว้ว่าเ้าต้องอยู่เหนือคนผู้นั้น ต้องแข็งแกร่งกว่าคนผู้นั้น " เสี่ยวหว่านอธิบายอย่างใจเย็น แต่พอพูดจบก็รู้สึกลังเล ไม่ใช่ว่านางกำลังสอนเด็กใสซื่อสองคนให้กลายเป็คนร้ายกาจหรอกนะ
" ข้าเข้าใจแล้วพี่ใหญ่ ต่อไปข้าจะต้องเป็คนที่แข็งแกร่ง ข้าจะปกป้องพี่ใหญ่กับน้องเล็ก ข้าจะปกป้องท่านพ่อด้วย