ตกดึก เงาร่างสองร่างวูบไหวในยามรัตติกาลร่อนลงยังบ้านหลังหนึ่งเมื่อร่างทั้งสองปรากฏภายในห้อง คนที่รออยู่แล้วก็คุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียง
“นายหญิง!” เสียงอันเบาบางทว่าหนักแน่นดังขึ้น
ซูเจินนั่งลงยังเก้าอี้ที่ถูกเตรียมเอาไว้แล้วโบกมือเบาๆหนึ่งครา“ลุกขึ้น นั่งเถอะ”
เหล่าเด็กหนุ่มสาวลุกขึ้นตามคำสั่งและนั่งลงบนเก้าอี้ของพวกเขา
“อยู่ในสำนักเป็นอย่างไรกันบ้าง?”ซูเจินถามไถ่ก่อนเป็นอันดับแรก กวาดตามองแต่ละคนมีสีหน้ายินดีแม้มาอยู่ได้ไม่นานแต่พลังของพวกเขาก็ก้าวหน้าถึงแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตามซูเจินเห็นแล้วก็รู้สึกพอใจ
“สนุกดีเจ้าค่ะนายหญิง” เด็กสาวคนหนึ่งตอบ
“ล้วนมีแต่เรื่องแปลกใหม่แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีมากขอรับ” เด็กหนุ่มอีกคนตอบ พวกเขาไม่เคยออกจากหมู่บ้าน ตอนเดินทางเห็นสิ่งต่างๆในเมืองก็ว่าตื่นตาตื่นใจแล้วแต่พอได้เข้ามาอยู่ในสำนัก ได้เจอคนรุ่นราวคราวเดียวกัน พูดคุยเรื่องเดียวกันก็ทำให้พวกเขาสนุกสนานกันมากจริงๆ
“ก็ดีแล้ว ชีวิตหนึ่งของคนเราจะว่าสั้นก็สั้น ใช้ชีวิตของพวกเจ้าให้คุ้มค่าเถอะโลกของเรายังกว้างใหญ่ไพศาลนัก” ซูเจินบอก
“ขอรับ/เจ้าค่ะ” เด็กๆรับรู้ได้ถึงความห่วงใยต่างก็ซาบซึ้งจากส่วนลึกในจิตใจของพวกเขา
“พวกเจ้าคงรู้เรื่องสุสานบรรพกาลแล้วใช่หรือไม่?”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ”
“มีคนของเราที่ไม่ได้เป็นศิษย์ในอยู่กี่คน?”ซูเจินถาม
“ห้าคนขอรับ” เฮยหลงเป็นคนตอบ ซูเจินพยักหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ให้ทั้งห้าคนอยู่ที่สำนักต่อไปแล้วให้คอยดูพวกจินจูด้วย หากนางเกิดเรื่องใดขึ้นให้แอบช่วยเหลือพวกนางอย่างลับๆ”ซูเจินฝากฝัง
“ขอรับ/เจ้าค่ะ” ทั้งห้าคนตอบรับอย่างพร้อมเพรียง
“เรื่องนี้ต้องฝากพวกเจ้าด้วยนะ” ซูเจินพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่มเสมือนว่านางได้ขอร้องไม่ใช่การออกคำสั่ง เด็กทั้งห้าคนพยักหน้ารับคำเป็นอย่างดี
“เฮยหลงกับเหวินอี้พวกเจ้าช่วยกลับไปที่หมู่บ้านและรอคอยที่นั่น หากประตูปรากฏใกล้หมู่บ้านมากเกินไปให้เจ้ารีบพาคนอื่นๆไปซ่อนตัวลึกเข้าไปในใจกลางป่าจะมีถ้ำแห่งหนึ่งอยู่อาจจะไม่สามารถเข้าไปภายในได้แต่ก็สามารถหลบซ่อนตัวแถวนั้นได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องสัตว์อสูรแม้อสูรขั้นแปดทั้งแปดตนก็จะเปิดทางให้พวกเจ้าแน่นอน” ซูเจินบอก
แม้มีมนต์ของเทพอสูรเสวี่ยอู่ก็ไม่อาจวางใจมนต์มีผลเพียงบิดเบือนเส้นทางไม่อาจอำพรางหมู่บ้านเอาไว้ได้หากประตูปรากฏใกล้หมู่บ้านมากเกินไป คนที่หมายจะไปที่นั่นอาจพบเจอเข้ากับหมู่บ้านพวกคนในหมู่บ้านจะเกิดอันตรายได้ อย่างไรก็ควรจะวางแผนป้องกันเอาไว้ก่อน
“ยังมีเรื่องใดอีกหรือไม่ขอรับ?” เฮยหลงถามต่อ
“ยังมีวันพรุ่งนี้ข้าจะให้เสี่ยวไป๋ล่วงหน้าเอาข้อความนำไปส่งให้เจี่ยเจียก่อน มีฉบับหนึ่งที่ต้องใช้รหัสพิเศษในการถอดอีกทีข้าจะฝากรหัสในการถอดไปกับเจ้าด้วย จำไว้ว่าจะต้องบอกแก่เจี่ยเจียของข้าเท่านั้นแล้วก็ไม่ต้องรีบนักก็ได้ ข้อความในจดหมายฉบับนั้นยังไม่รีบร้อนแต่อีกฉบับข้าได้ขอร้องบางอย่างกับพวกนางขอให้พวกเจ้าช่วยประสานงานให้เป็นไปอย่างเร็วที่สุด”ซูเจินหยิบเอาแผ่นป้ายแผ่นหนึ่งออกมาให้เฮยหลง“ตอนบอกรหัสให้ส่งป้ายนี้ให้นางด้วย”
เฮยหลงรับมาแล้วรีบเก็บลงอย่างมิดชิดทันทีเหวินอี้ชะเง้อคอยาวอยากรู้อยากเห็นเป็นต้องเบ้ปาก
“อีกเรื่องอีกสองสามวันข้ากับจือเหลียงจะเดินทางออกนอกสำนักเรื่องทางสำนักต้องฝากพวกเจ้าที่เหลือด้วย”
“ข้าไปด้วยนะเจ้าคะ!”หนิงจูโผงผางเอ่ยขึ้นมาเสียงดัง
“เจ้าอยู่ที่นี่เถอะ” ซูเจินบอก
“ให้ข้าไปด้วยเถอะเจ้าค่ะนายหญิงให้หนิงจูไปด้วยนะเจ้าคะ” หนิงจูยังคงอ้อนวอนหลังจากนางแยกตัวออกมาบอกตามตรงว่ามันน่าเบื่อไม่มีความสุขเท่ากับตอนอยู่กับนางหญิงเลย นางอยากจะอยู่กับนางหญิงเหมือนเดิมตอนนี้สบโอกาสเหมาะพอดีนางจึงไม่ลังเลที่จะพูดขึ้น
ซูเจินมองใบหน้าน่ารักของหนิงจูอยู่พักหนึ่งก่อนจะตัดสินใจ “หนิงจู เจ้าอยู่ที่สำนักเถอะ เรื่องทางนี้จำเป็นต้องให้เจ้าดูแลมีเจ้าอยู่ข้าถึงจะวางใจได้”
หนิงจูมองนายหญิงอย่างจริงจังเห็นเพียงความจริงใจในแววตาของอีกคนเท่านั้น หนิงจูรู้สึกกลายเป็นคนพิเศษนางจึงพยักหน้ารับคำในที่สุด “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
“ดี หากมีเรื่องอะไร ให้รีบแจ้งมาทันที”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ”
วันนี้จือเหลียงเงียบผิดปกติซูเจินสังเกตเห็นตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้เขายังหายหน้าไปไม่มาอยู่กับนางอย่างเคย มาคิดๆดูแล้วเหมือนช่วงนี้เมื่อเดือนก่อนเขาเองก็หายหน้าไปเหมือนกัน ตอนแรกนางคิดว่าเป็นเพราะเขาไปเข้าเรียนและฝึกฝนวิชาเวทของตัวเองแต่วันนี้นางชักจะไม่แน่ใจ
“จือเหลียงไปไหนเล่า?”คนชื่อสลับกันเอ่ยถามเมื่อไม่เห็นคนที่ปกติจะตัวติดกับสหายของเขาอยู่ตลอด
“ไม่รู้” ซูเจินตอบสั้นๆ
“แล้ววันนี้เรียกข้ามามีอะไร?” เหลียงจือถาม
“เจ้าได้เป็นศิษย์ในแล้วใช่หรือไม่?”
“แน่นอนสิ เจ้าถามทำไม?”เหลียงจือมองอีกคนอย่างสงสัย
“เร็วๆนี้จะมีประตูสุสานบรรพกาลปรากฏขึ้นทางสำนักจะให้ศิษย์ในทุกคนได้เข้าร่วมการแสวงโชคครั้งใหญ่ เจ้าจะไปด้วยหรือไม่?”ซูเจินถาม
“ประตูสุสานบรรพกาลคืออะไร?” เหลียงจือขมวดคิ้วเมื่อได้ยินชื่อที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
“เจ้าไม่รู้จัก?” ซูเจินเลิกคิ้วถามเหลียงจือส่ายหน้าหวือ
“แล้วเจ้ารู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน?ไม่เห็นเคยได้ยินเรื่องพวกนี้มาก่อนเลยนะ” เหลียงจือถามอย่างสงสัย
“ข้าจะรู้มาจากไหนก็ช่างเถอะแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องอันตราย สายเวทอ่อนแอเช่นเจ้ามีโอกาสไม่ได้กลับออกมาสูงมากข้าเลยอยากรู้ว่าเจ้าจะเข้าร่วมหรือไม่?” ซูเจินเอ่ยจริงจัง
“เข้าไปแล้วจะได้อะไร?” เหลียงจือเอียงคอถามซูเจินแทบสำลักชาที่กำลังจิบอยู่ เจ้าคนผู้นี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงๆมีคนตั้งมากมายเท่าไหร่ที่ต้องการเข้าไปในสุสานนั่น
“สมบัติมากมาย ทั้งอาวุธ เงินทองของมีค่าหากดวงดีอาจได้โชคครั้งใหญ่ ทั้งทรัพยากรในการฝึกตน ทั้งพลังหรือสมุนไพรโอสถหายากมากมายเกินกว่าจะนึกได้” ซูเจินอธิบาย
พอเหลียงจือได้ยินประโยคที่ว่าสมุนไพรกับโอสถหายากดวงตาก็เบิกกว้างส่องประกายวิบวับความละโมบแสดงออกมาเกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูด
เจ้าคนโลภ!
“เหอะ คงไม่ต้องถามแล้วสินะ”ซูเจินพูดเสียงขึ้นจมูก “แล้วเจ้าจะวางแผนไว้อย่างไร คนที่ไม่มีพลังป้องกันตัวเองได้เช่นเจ้าต้องตายตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าไปแน่”
“เจ้าพูดอะไรน่ะซูซูมีเจ้าอยู่ข้ายังต้องกลัวอะไรอีก หรือเจ้าจะไม่ไป?” เหลียงจือพูดอย่างใสซื่อ
“อย่าได้หวังพึ่งข้า!สุสานบรรพกาลเป็นสถานที่ลึกลับ เมื่อเข้าไปแล้วไม่อาจบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มีเพียงตัวเจ้าเองที่จะช่วยตัวเองได้หากเจ้าอยากเข้าไปก็ต้องเตรียมใจไว้ให้พร้อม”
เหลียงจือกลืนน้ำลายดังอึก กะพริบตาปริบๆ“ยะ...อย่างนั้นข้าไม่ไปดีหรือไม่?”
“ไม่ดี”
“อ้าว เจ้าจะเอาอย่างไรกันแน่?”เหลียงจืองุนงงเป็นที่สุด
“ข้าหมายถึงเมื่อมีโอกาสก็ต้องรีบคว้าเอาไว้แม้เจ้าจะอ่อนแอแต่ด้านการปรุงโอสถของเจ้านับว่าเป็นเลิศไม่ใช่หรือ? เจ้าก็หลอมโอสถระดับสูงเอาไว้เยอะๆหลายๆชนิดหน่อยเมื่อยามคับขันมันจะต้องช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ได้แน่” ซูเจินกล่าวเสียงหวาน หว่านล้อมอีกฝ่ายอย่างแนบเนียน
“จริงด้วย แต่ด้วยพลังของข้าในตอนนี้หลอมโอสถได้จำกัดทั้งยังต้องใช้สมุนไพรจำนวนมาก สูตรการหลอมข้าก็ยังเรียนรู้ได้ไม่มากพอ”เหลียงจือทำหน้าครุ่นคิด
ซูเจินปล่อยให้เขาคิดไปส่วนนางทำเพียงจิบชาเงียบๆ เขาบอกว่ายังเรียนรู้สูตรการหลอมโอสถได้ไม่มากพอแต่นางว่ามันมากเกินพอแล้ว เขายังอายุน้อยพลังยังไม่มากพอ แต่ก็เฉลียวฉลาดทั้งยังมีอาจารย์ดีนางว่าดีไม่ดีเขาอาจจะมีระดับของผู้ปรุงโอสถมากกว่าผู้ปรุงโอสถที่มีอายุมากกว่าบางคนเสียอีก
เหลียงจือคิดอยู่นานจนในที่สุดก็เงยหน้ามองสหายที่นั่งจิบชาอยู่ด้านหน้าอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจเขารู้สึกตงิดๆในใจนัก ทว่าไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด
“เจ้า...พอจะมีคำแนะนำให้ข้าหรือไม่?”เหลียงจือถามเอ่ยปากในที่สุดคนตรงหน้าวางจอกชาลงแล้วยิ้มกว้างให้เขาอย่างสยองที่สุดมันงามแต่เขากลับมองว่ามันน่าขนลุก หรือเขาจะตัดสินใจอันใดผิดไป?
“หากเจ้าขอร้องถึงเพียงนั้น ข้าจะช่วยเจ้าก็ได้”ซูเจินยิ้มเจ้าเล่ห์ ในที่สุดเขาก็ยอมเอ่ยปากพูดมันออกมา นางอุตส่าห์นั่งรอให้เขาพูดเองมาตั้งนาน
เหลียงจือขนลุกอีกครั้งเขาแค่ถามยังไม่ได้ขอร้องเลยสักคำนะ เหลียงจือชักอยากกลับคำแล้วลุกขึ้นเดินหนีออกไปจริงๆ
“เรื่องพิษเย็นยะเยือกในตัวเจ้าข้าว่ามันถึงเวลาแล้วที่ข้าจะทำการถอนพิษให้ หลังจากถอนพิษแล้วเจ้าก็สามารถใช้พลังในการหลอมโอสถได้อย่างเต็มที่ส่วนเรื่องสมุนไพรเจ้าไม่ต้องห่วงตอนนี้ข้าได้ให้คนรวบรวมพวกมันมาอย่างเร่งด่วนที่สุดแล้ว ขอเพียงเจ้าหลอมมันเพื่อข้ากับคนของข้าสักเล็กน้อยเรื่องพวกนี้เจ้าก็ไม่ต้องกังวลอีก” ซูเจินยิ้มสว่างไสว เสมือนว่าเป็นการช่วยเหลือเขาอย่างบริสุทธิ์ใจ
“เจ้า!” เหลียงจืออ้าปากค้าง ตกหลุมพรางแล้วตกหลุมพรางนางจิ้งจอกแล้ว! ไม่คิดเลยว่านางจะทำแบบนี้กับสหายได้ลงคอพูดจาหลอกล่อแล้วใช้เขาเป็นโรงหลอมให้พวกนาง!
เจ้าคนโหดเหี้ยม!