มันเป็สะพานที่ทอดยาวสู่คุ้งน้ำเล็ก ๆ สายหนึ่ง ฟ้าครึ้ม มีเสียงเลื่อนลั่นบนฟากฟ้าเบื้องบนอยู่เป็ระยะ ลมนิ่ง ทุกสิ่งเงียบสงบ ให้ความรู้สึกอ้างว้างบางอย่าง
เป็ความเงียบที่ให้ความรู้สึกน่ากลัวเกินไป คล้ายกับบรรยากาศยามพายุใหญ่ใกล้จะมาเยือน
ร่างคนผู้หนึ่งนั่งสงบอยู่ริมสะพาน ผมยาวพลิ้วไปมาตามแรงลม ไหล่ทั้งสองข้างกว้างแสดงถึงความผึ่งผาย โดยเฉพาะเสื้อตัวบางสีดำที่ทำจากผ้าเนื้อดียิ่งขับเน้นความน่าเกรงขาม
ในมือของคนผู้นั้นกำลังกุมเบ็ดตกปลา ด้วยท่าทีปลอดโปร่ง ดูท่าปลาจะยังไม่กินเหยื่อ สังเกตได้จากร่างนั้นที่ไม่ขยับ ไหวติงแต่อย่างใด
และอย่างช้า ๆมีกลุ่มทหารในชุดดำวิ่งกระหืดกระหอบมาที่สะพานแห่งนั้น ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นสะพานและร้องโพล่งออกมาพร้อมกัน
“ท่านขุนพล…”
“ว่าไง” เสียงนั้นกังวานมาจากปากของคนผู้นั้น เป็เสียงที่ฟังเยือกเย็น แต่ฟังดูเปี่ยมอำนาจจนทำเอาทหารในชุดเกราะดำเ่าั้ก้มหน้ามองพื้นสะพานด้วยอาการลนลาน
ร่างนั้นหันมาช้า ใบหน้านั้น เกลี้ยงเกลา จมูกโด่ง คิ้วโก่ง ดวงตากลมโต เสียดายนักที่ดวงตาคู่นั้นกลอกกลิ้งไปมาแสดงถึงความเ้าเล่ห์และเืเย็น และประกายตากำลังจ้องมองมายังทหารในชุดเกราะดำจนแทบทะลุ
ทหารคนหนึ่งที่คุกเข่า ไหล่คู้เงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มเบื้องหน้าพูดเสียงสั่น ตะกุกตะกัก
“พวกมัน…พวกมันหนีไปได้ ท่านขุนพล”
ชายหนุ่มจ้องทหารที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าแล้วเงยหน้าหัวร่อ เป็เสียงหัวเราะที่ทำเอาทหารเ่าั้หนาวะเื มันเหมือนเสียงคำรามของพยัคฆ์ในป่าใหญ่เสียมากกว่า
“พวกเ้าคือกองกำลังของทหารอัศวินดำที่มีชื่อก้องฟ้า แต่ไม่มีความสามารถที่จะตามจับตัวผู้หญิงคนเดียวที่ได้รับาเ็ได้ พูดไปใครจะเชื่อ”
ทั้งหมดนิ่งเงียบไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า
“รู้มั้ย…ถ้าเื่นี้ข้านำไปรายงานท่านนายพลซื่อชาง พวกเ้าจะต้องเจอกับอะไร”
“ไม่ได้เื่เลย…” ชายหนุ่มผมยาวหรี่ตาพูด
ทหารอัศวินดำหมดฤทธิ์ สิ้นลายอยู่บนสะพานยาวแห่งนั้น ยกมือขอชีวิตต่อชายหนุ่มเบื้องหน้าเป็พัลวัน
“ลำพังคุณหนูเอียนคนเดียว พวกเรามีปัญญาจับตัวมาให้ท่านขุนพลได้แน่ แต่ว่า…”
“แต่ว่า…อะไร”
“มีนักพรตคนนึงมาขัดขวางพวกเราเอาไว้”
“นักพรต อย่างนั้นหรือ”
“นักพรตนั่นใช้การลงมือเพียงครั้งเดียวก็ฆ่าคนของเราได้แล้วครับ” ทหารคนเดิมรีบละล่ำละลักตอบ
“หรือว่าพวกเ้าเจอกับ…” ชายหนุ่มที่มีดวงตาอันเกรี้ยวกราดพึมพำ
“นอกจากนั้นข้ามีเื่บางอย่างที่ต้องรายงานท่านขุนพลด้วย” ทหารคนเดิมรายงานเสียงสั่น
“ตอนที่เราเจอเอียนซี ก่อนที่จะมีนักพรตเฒ่าคนนั้นมาขัดขวาง เราเจอกับเด็กหนุ่มสามคนรวมอยู่ในกลุ่มของนางด้วย และหนึ่งในนั้น…เอ้อ”
“มีอะไรรีบบอก อย่าอ้อมค้อม” ขุนพลหนุ่มผู้นั้นตวาด
“ถ้าจำไม่ผิด มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่น่าประหลาดมากเพราะมันมีผมสีทอง แถมดวงตาสีฟ้า ข้าสงสัยว่า…”
“หรือว่า…” พึมพำออกมาแค่นั้น ชายหนุ่มก็ออกคำเสียงเหมือนคำรามออกมา
“ข้าจะให้โอกาสพวกเ้าอีกครั้ง และอย่าทำให้ผิดหวัง จับนังตัวแสบคนนั้นรวมถึงเด็กหนุ่มคนที่เ้าว่ามาให้ได้”
ทหารอัศวินดำทั้งหมดรับคำเสียงดัง แต่ไม่วายมีเสียงร้องถามจากนายทหารคนเดิมว่า “แต่ว่า…พวกเราไล่ตามพวกมันในเส้นทางทุกสายแล้ว แต่ไม่มีร่องรอยพวกนั้นอยู่เลย”
ขุนพลหนุ่มยิ้มเหยียดในสีหน้า
“ถ้าพวกมันไม่ได้เดินทางด้วยม้า ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่สามารถหลบหนีไปทางอื่นได้นี่”
“อย่างเช่น…ทางนั้น”
พูดเสร็จ ชายหนุ่มก็กวาดสายตามองไปยังคุ้งน้ำเบื้องหน้าอย่างมีความหมาย
พระจันทร์ลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้าในขณะที่หวูไว่ก้าวเท้าลงเรือ น่าแปลกนักที่เรือลำที่จอดรออยู่ เป็เรือโดยสารลำใหญ่กว่าที่คาดคิดไว้ สามารถรับส่งผู้โดยสารได้หลายคน แต่มีเพียงหวูไว่และเอียนซีเท่านั้นที่เป็ผู้โดยสารในเที่ยวนี้
ก่อนขึ้นเรือมีผู้เฒ่าร่างสูงโปร่ง สวมหมวกปิดบังใบหน้าเอาไว้ผู้หนึ่งก้าวยืนรออยู่บนฝั่งแนะนำตัวว่า ได้รับคำสั่งให้มารอพวกหวูไว่อยู่ที่นี่ และจะพาเดินทางไปถึงทางแยกที่เชื่อมกับแม่น้ำใหญ่เฉินเจียง
“การเดินทางสู่เกียะหยู วิธีที่สบายก็คือล่องเรือตามทะเลสาบนี้ ราวหนึ่งคืนพวกท่านก็จะไปถึงทางแยกที่จะออกสู่แม่น้ำเฉินเจียง ที่นั่นท่านสามารถขึ้นเรือใหญ่เพื่อออกไปทางแม่น้ำ ใช้เวลาเดินทางอีกราวสามวันก็จะถึง”
ยังไม่ทันที่หวูไว่จะไถ่ถามต่อ ผู้เฒ่าก็ชิงตอบอีกว่า “อีกทางหนึ่งก็คือท่านจะสามารถไปต่อได้ด้วยทางบก หลังจากเรือลำนี้พาเ้าขึ้นฝั่งที่จะไปเชื่อมกับแม่น้ำใหญ่”
หวูไว่พยักหน้ารับรู้ เพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อไปดี คำถามที่ค้างอยู่ในใจก็คือ ทำไมท่านลุงจึงสามารถจัดหาเรือโดยสารลำใหญ่นี้ได้ในเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้
แต่ช่างเถิด-ขอให้เอียนซีปลอดภัยก็พอแล้ว
เด็กหนุ่มพร้อมแล้วกับการเดินทางลงเรือเพื่อมุ่งสู่แม่น้ำเฉินเจียง เพราะนี่จะเป็การเดินทางออกนอกเซียงอู่ของเขาเป็ครั้งแรก
และเมื่อเดินทางด้วยเรือโดยสารลำนี้ไปถึงปลายทางในตอนเช้า เขาและนางก็จะต้องจากกันแล้ว
คิดแค่นี้ หัวใจของเด็กหนุ่มก็ห่อเหี่ยวลง
การเดินทางด้วยเรือนับว่าสะดวกสบายยิ่ง เรือโดยสารแล่นฝ่าฟองคลื่นไปอย่างช้าๆ ลมบางๆ ลอยมาปะทะหน้าคนทั้งสองซึ่งยืนอยู่ที่กาบเรืออย่างเงียบเชียบ
หวูไว่กวาดสายตามองทิวทัศน์รอบข้าง แม้ความมืดจะปกคลุม แต่เขาก็ััได้ถึงต้นไม้เขียวชะอุ่ม มองเห็นกระท่อมเล็กกระท่อมน้อยที่ตั้งอยู่ริมฝั่ง ถ้าเดินทางล่องเรือในตอนกลางวันคงจะได้ััทัศนียภาพที่งดงามกว่านี้แน่
ในขณะที่หวูไว่เหม่อมองดูทิวทัศน์ทั้งสองฝั่ง เอียนซีเหลือบตาคู่งามขึ้นไปมองท้องฟ้าเบื้องบน ซึ่งดารดาษไปด้วยดวงดาวน้อยใหญ่
แล้วนางก็ถอนหายใจ
“คุณหนูเอียน ท่านทอดถอนใจทำไมเล่า เมื่อถึงฟ้าสางพวกเราก็จะปลอดภัยแล้ว และจะไม่มีคนในเซียงอู่คนใดได้รับอันตรายอีกด้วย ข้าว่าท่านควรดีใจเสียมากกว่า”
หญิงสาวส่ายหน้าไปมา
“ข้าเพียงแต่เสียดายนะ…”
“เสียดาย…เหรอ”หวูไว่ทวนคำ
เอียนซียิ้มอย่างอ่อนหวาน กล่าวว่า
“ข้าเสียดายเวลาหลายวันที่ผ่านมาในเซียงอู่ ข้าชอบพวกเ้า ทุกคนในหมู่บ้านมีน้ำใจ ชอบการใช้ชีวิตอันแสนจะเรียบง่ายและมีความสุขของชาวหมู่บ้านเซียงอู่ มันเป็ชีวิตที่ข้าไม่เคยััมาก่อน”
“แล้วก็เ้า…หวูไว่”
หวูไว่งงงันอยู่วูบหนึ่ง
“เ้าเป็คนมีน้ำใจ แล้วก็ยังทำให้ข้าเข้าใจว่าความสุขของมนุษย์เราไม่ใช่ทรัพย์สิน เงินทอง แต่คือการรู้สึกพึงพอใจกับโลกรอบข้าง ไม่เร่งร้อน ไม่กระวนกระวาย ข้าอิจฉาเ้ามาก”
“อิจฉาเหรอ พูดเป็เล่นไปน่า”
แล้วเอียนซีก็พูดต่อไป
“ข้าไม่ได้พูดเล่น ทุกครั้งที่เห็นประกายในแววตาของเ้า มันช่างสดใส มีชีวิตชีวา ดูเหมือนไม่มีสิ่งใดซ่อนเร้นอยู่ในนั้นแม้แต่น้อย”
“ที่สำคัญก็คือ ข้าสามารถคุยกับเ้าได้อย่างเปิดเผย เ้าตอบทุกคำถามที่ข้าอยากรู้ เป็คนที่ข้าสามารถคุยได้โดยไม่ต้องระแวงว่ามีสิ่งใดแอบแฝงอยู่หรือไม่”
“ข้ามีความสุขที่สุดใน่หลายวันมานี้” เอียนซีเอ่ยกับเด็กหนุ่มโดยยังไม่ยอมละสายตาจากฟ้าเบื้องบนที่สะพรั่งด้วยดวงดาวน้อยใหญ่
หลายวันที่ผ่านมา หวูไว่ กับ หญิงงามแห่งเกียะหยูผูกพันกันด้วยความรู้สึกบางอย่าง ยิ่งได้เสี่ยงเป็เสี่ยงตายด้วยกัน ยิ่งเพาะความรู้สึกอันลึกล้ำระหว่างกัน ทำให้มีบางอย่างที่เชื่อมระหว่างคนสองคนเอาไว้
แต่มันใช่ความรู้สึกฉันท์หนุ่มสาวแล้วหรือหวูไว่ไม่แน่ใจนัก
และที่สำคัญทุกอย่างกำลังจะจบลงในอีกไม่กี่ยามข้างหน้านี้แล้วไม่ใช่หรือ
“คุณหนูเอียน”หวูไว่พึมพำ
หญิงสาวขยี้เท้า ย่นจมูกอย่างแง่งอน
“นี่หวูไว่ ข้าบอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าเรียกข้าว่าคุณหนูเอียน”
เด็กหนุ่มเอามือเกาหัวแกรก ยิ้มอย่างละอาย และหันสบตากับหญิงสาว ตามมาด้วยเสียงหัวเราะอย่างเบิกบานของทั้งสองคน ท่ามกลางดาวที่พร่างพรายอยู่เต็มฟากฟ้า
ไม่รู้ว่าตัวเองผล็อยหลับไปเมื่อไหร่ แต่รู้สึกตัวอีกที หวูไว่ก็ได้ยินเสียงผู้เฒ่าเ้าของเรือะโบอกว่า “ใกล้ถึงฝั่งแล้ว ๆ”
เด็กหนุ่มเอามือขยี้ตาสลัดความงัวเงีย ก่อนจะพาตัวเองออกไปทางกาบเรือด้านหน้า ที่นั่นเขาเห็นเอียนซียืนเหม่อมองทิวทัศน์สองข้างด้วยอาการเงียบสงบ ความมืดเริ่มจางลง ในขณะที่ความสว่างเริ่มเข้ามาแทนที่
หวูไว่หันมองไปทางขวามือของกราบเรือ มองเห็นฝั่งห่างออกไปไม่ไกลนัก อีกไม่ช้าเรือก็จะเข้าเทียบฝั่งแล้ว มองไปข้างหน้าไกลลิบ แม่น้ำกว้างทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา มีบ้านหลังเล็กกระจายให้เห็นเป็จุด ๆ
หวูไว่หลังคุ้ม คอตก การลาจากกำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้แหละ เมื่อเรือจอดที่ริมฝั่งหญิงสาวก็ต้องเดินทางต่อไปที่เมืองเกียะหยู คาดว่าจะรอโดยสารเรือใหญ่ที่จะพาแล่นผ่านแม่น้ำกว้างเบื้องหน้านั่น ส่วนเขาก็คงจะหาม้าเพื่อขี่กลับไปยังเซียงอู่
“ข้าชอบหมู่บ้านของเ้า ถ้ามีโอกาสข้าอยากกลับไปอีก ได้หรือไม่”
ทำไมจะไม่ได้ เด็กหนุ่มคิด แต่ในขณะนี้เขารู้สึกคอแห้ง พูดไม่ออก ทำได้ก็แค่พยักหน้าเท่านั้น
ระหว่างที่ทำอะไรไม่ถูก เรือก็จอดเข้าเทียบท่าอย่างเชื่องช้า ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรแก่กัน ก้าวลงจากเรือ
“ท่านทั้งสอง…”
เสียงของผู้เฒ่าเ้าของเรือทำให้ทั้งสองคนต้องชะงักเท้าและหันมองกลับมา
“ท่านเดินอ้อมโขดหินทางซ้ายมือนั่นไป แล้วเดินตรงไปอีกนิดก็จะพบทางเดินเล็กๆ สู่ชายป่าอีกด้าน พ้นชายป่าแล้วพวกท่านก็จะปลอดภัย”
“อ้อ…” หวูไว่ตอบได้แค่นั้น หันไปกล่าวขอบคุณผู้เฒ่า แล้วพยักเพยิดชักชวนให้เอียนซีเดินตามมา แต่ทันใดนั้นเอง เสียงะโอย่างสับสนอลหม่านดังขึ้น คละเคล้าไปกับเสียงฝีเท้าถี่ยิบของม้าฝูงใหญ่ที่มุ่งตรงมา
“รีบไป” เอียนซีพูดเหมือนะโ และวิ่งทะยานนำหน้าเด็กหนุ่มมุ่งผ่านโขดหินไป
เพียงอึดใจเด็กหนุ่มก็วิ่งตามหญิงสาวแห่งเกียะหยูมาจนถึงชายป่า ภาพที่เห็นทำให้เด็กหนุ่มตะลึงพูดอะไรไม่ออก
“แย่แล้ว…” หวูไว่คราง หัวใจเต้นไม่เป็จังหวะ
ลานกว้างเบื้องหน้า ทหารอัศวินดำแต่งเต็มยศ ในมือถือทั้งกระบี่ ดาบ ธนู บางส่วนนั่งอยู่บนม้าศึก บางส่วนก็แยกย้ายอยู่ทางซ้ายบ้าง ขวาบ้าง รวมแล้วน่าจะกว่าร้อยคน
เื้ัทหารอัศวินดำเ่าั้ มีรถม้าสีดำทะมึนจอดอยู่คันหนึ่ง
หวูไว่ได้แต่ครางในใจ ซวยอีกแล้วเรา
มีร่างคนผู้หนึ่งก้าวลงจากรถม้า เป็ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ผมยาวถึงต้นคอ ใบหน้าเรียวยาว จมูกโด่งได้รูป ทุกอย่างช่วยเสริมบุคคลิกให้เด่นสะดุดตา เสียดายก็แต่ในดวงตาโปนโตคู่นั้นที่ส่อถึงความเ้าเล่ห์ ในขณะที่เกราะสีดำแสดงให้เห็นว่าชายหนุ่มผู้นี้คือ หนึ่งในทหารของกองทหารอัศวินดำอย่างไม่ต้องสงสัย
“ที่แท้ก็ขุนพลอู๋…” เอียนซีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หวูไว่เอ่ยทักทาย
“ไม่พบเสียนานนะ คุณหนูเอียน”
กล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงเย็นะเืแล้ว ขุนพลอู๋ที่ว่าก็เหลือบตามองมายังหวูไว่ ใช้สายตาอันคมกล้ามองเด็กหนุ่มั้แ่หัวจดเท้า และพยักหน้าอย่างพออกพอใจ
“เป็เ้า…”
หวูไว่สะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อย ขุนพลอู๋ทำท่าเหมือนรู้จักเขาดีอย่างนั้นแหละ แต่นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เจอกับขุนพลหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้านี่นา
แล้วเอียนซีก็ชักกระบี่ออกจากฝัก ประกายกระบี่สะท้อนกับแสงอาทิย์ยามเช้าเป็รัศมีเจิดจ้าออกมา
“ปล่อยชายหนุ่มคนนี้ไป เขาไม่เกี่ยวกับเื่นี้ ขุนพลอู๋ซี”
ขุนพลหนุ่มที่ขณะนี้ยืนล้ำอยู่ข้างหน้ากลุ่มทหารอัศวินดำเงยหน้าหัวร่อ
“คุณหนูเอียน ท่านแอบมาขโมยแผนที่ทหารถึงในค่ายทหารของข้า แล้วยังกล้าให้ข้าปล่อยคนอีกหรือนี่ ฝันไปหน่อยมั้ง”
หวูไว่ฟังแล้วได้แต่ขมวดคิ้ว
“ข้าปลอยตัวคุณหนูไม่ได้ แล้วก็…” กล่าวเสร็จขุนพลอู๋ซีก็ใช้มือขวาที่กุมกระบี่สีดำชี้ปราดมาที่เขา
“เ้าหนุ่มคนนี้ก็ปล่อยไม่ได้ มันคือคนที่ท่านนายพลซื่อชาง้าตัว”
อะไรนะ หวูไว่ร้องขึ้นมาอย่างใ และเมื่อหันไปมองเอียนซีก็พบว่านางกำลังมองมาด้วยดวงตาเบิกโพลง สีหน้าบ่งบอกความประหลาดใจอย่างที่สุด
เด็กหนุ่มไม่รู้จักนายพลซื่อชางอะไรที่ว่ามานั่นเลย และเื่ทั้งหลายทั้งปวงใน่หลายเดือนที่ผ่านมามันไม่ควรจะเกี่ยวกับเขาเลยสักนิดด้วย
“รีบไป…” เสียงหญิงสาวจากเกียะหยูกระซิบบอกเขา แต่จะได้อย่างไรกัน หวูไว่จะปล่อยให้เอียนซีอยู่สู้กับทหารนับร้อยเบื้องหน้าเพียงคนเดียวนะหรือ เป็ไปไม่ได้
“ท่านนั่นแหละไป…คุณหนู”
ทหารบนม้าและที่ยืนเรียงรายโอบล้อมรวมทั้งขุนพลอู๋ซีอะไรที่ว่านั้นชักอาวุธออกมาแล้ว บางคนก็เป็ดาบ กระบี่ ทวน บางคนที่ถือธนูก็ตั้งคันขึ้นมา
หวูไว่กลืนน้ำลาย ขาสั่น คิดไม่ออกว่าจะรอดพ้นสถานการณ์นี้ไปได้อย่างไร
แต่ก่อนที่อะไรจะเลวร้ายไปกว่านี้ หวูไว่ก็เห็นร่างหนึ่งกำลังตรงเข้ามา หลังจากมองอยู่พักใหญ่เด็กหนุ่มก็จำได้ถึงเสื้อโทรมๆ มอๆ และหมวกที่ปิดบังใบหน้านั่น
นั่นมันตาเฒ่าเ้าของเรือไม่ใช่หรือ ทำไมถึงไม่ล่องเรือกลับไปเสียเล่า จะเดินมาหาความตายร่วมกับพวกเขาทำไม
ชั่วอึดใจ เฒ่าที่พาพวกหวูไว่ล่องเรือมาถึงที่นี่ก็มายืนสมทบกับหวูไว่และเอียนซี ตาเฒ่าใส่หมวกกุยเล้ยบดบังใบหน้าเอาไว้ แต่ยังมองเห็นเคราสีดอกเลาที่ยื่นยาวออกมา
“ยินดีที่ได้พบกับขุนพลอู๋ซี นายทหารเอกของกองทัพอัศวินดำ” ในที่สุดตาเฒ่าก็พูดทำลายความเงียบขึ้นมา
กล่าวจบแล้วตาเฒ่าก็ถอดหมวกออกและพลางเดินไปยืนประจันหน้ากับทหารอัศวินเบื้องหน้านั่น ไม่มีอาการประหวั่นพรั่นพรึงสักนิด
“นั่นมัน…” หวูไว่พึมพึมขึ้นมา แม้จะมองจากด้านหลังเขาก็จำผู้เฒ่าคนนี้ได้แล้ว เสียงอันอ่อนโยน แล้วก็เคราสีดอกเลานั่น…
“ข้าเองนั่นแหละหวูไว่ อย่าใไปเลย”
เฒ่าเ้าของเรือกล่าวลอยๆ ขึ้นมา ก่อนจะหันหน้ามองกลับมาที่พวกหวูไว่ ดวงตาสุกใส แล้วก็รอยยิ้มอันเปี่ยมเมตตานั่น จะเป็ใครไปได้เล่านอกจาก นักพรตเฒ่าที่ช่วยชีวิตเขาไว้คราวก่อนนั่นเอง
หวูไว่มึนงงนี่มันคือเื่ราวอะไรกันแน่