ในครั้งนี้กษณะและบุหงาร่วมเดินทางมาด้วยเพื่ออยู่เป็เพื่อนดาวระยะหนึ่งตามคำขอของแม่บันต่างพากันตื่นตาตื่นใจกับราชสถานศิลานครด้วยสถาปัตยกรรมการก่อสร้างหินอ่อนงดงาม เสาหินต้นใหญ่ขนาดสามคนโอบรอบตั้งตระหง่านรองรับความยิ่งใหญ่ของสถานที่อยู่เป็ระยะสลับกับรูปปั้นม้าศึกที่ตั้งท่าด้วยสองขาหลัง เน้นพละกำลังด้วยการยกสองขาหน้าขึ้นควบกลางอากาศตระการตาดั่งดินแดนแห่งสรวง์ั้แ่ประตูทางเข้าไล่เรื่อยไปเป็ทางเดินยาวทอดสายจนถึงส่วนใน
แลเห็นเหล่าผู้ดูแลหาญกล้ายืนเรียงรายเป็ระเบียบชาวเมืองจำนวนมากมายืนออต้อนรับ ‘ท่านหญิงแห่งทายาท’ เนื่องแน่นด้วยความตื่นเต้น
ดาวก้าวเท้าลงมาอย่างเชื่องช้ายิ่งสะกดทุกสายตาให้ตื่นตะลึงนี่น่ะหรือสตรีชาวเมืองอัครธานีผู้มากด้วยบุญญาวาสนา ดูงดงามผ่องใสน่าหลงใหลอย่างนี้เองเล่า
องค์เทพอัมฤทธิ์เลือกเฟ้นได้เหมาะสมแล้ว
หญิงสาวรู้สึกใจชื้นขึ้นมาทันทีที่เห็นชาวเมืองออกมาให้การต้อนรับและกล่าวชื่นชมกันอย่างไม่ขาดปากแม้จะขัดกับกิริยาของฝ่ายชายที่ทำเฉยจนอ่านความรู้สึกไม่ออก
ทายาทหนุ่มให้ความสำคัญกับการทักทายชาวเมืองมากกว่าจะแนะนำนางกับใครยิ่งได้เห็นใบหน้าอ่อนโยนยามพูดคุยกับใครต่อใครอย่างเป็กันเองยิ่งปลาบปลื้มอย่างนี้เองชาวเมืองถึงได้รักท่านเหลือเกิน ทว่าตัวเองกลับไม่แผกจากอากาศธาตุเข้าไปทุกที
คนแอบน้อยเนื้อต่ำใจเริ่มทิ้งระยะห่างจนทำให้คนที่ยืนรออยู่อย่างไว้เชิงเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เห็นสายตาตำหนิที่แสดงออกเปิดเผย
เอาล่ะ! เป็ไงเป็กัน
หญิงสาวรีบก้าวไปเคียงคู่อย่างไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกรำคาญตัวเองไปมากกว่าเดิมต่อไปนี้..ไม่ว่าท่านชายจะคิดอ่านอย่างไรเกี่ยวกับตัวเองก็จะไม่สนใจอีกแล้วเพราะนี่คือสิ่งที่ถูกลิขิตไว้แล้ว
ท่านต้องยอมรับ
ณ ที่นั้นมิได้มีสายตาขุ่นขวางเพียงคู่เดียวที่เพ็งเล็งยังหญิงสาวผู้มาใหม่ไม่ห่างกันนักใต้ร่มไม้ใหญ่ร่มครึ้ม..ยังมีอีก มือสั่นเทาทุบกำปั้นหนักลงกับลำต้น เขม็งมองภาพคนทั้งสองเคียงคู่กันเข้าไปในราชสถานอย่างสุดทน
“นางหญิงต่างนคร ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเ้า!”
หลังจากเข้าพบองค์เมืองอติระและนางเมืองรังเรขพร้อมเหล่าทายาทแห่งนครตามราชประเพณี หญิงสาวก็ถูกพามาที่ราชสถานส่วนใน
ท่านหญิงธาราเดินนำทางด้วยใบหน้าเบิกบานเสียงใสน่าฟังบรรยายบรรยากาศรายรอบไม่ขาดปาก คนที่ตาลุกวาวอยู่ตลอดเวลาเห็นจะไม่ใช่ใครนั่นคือ..บุหงา เวลานี้นางอยู่ในฐานะ ‘นางในคนสนิท’ ของท่านหญิงองค์ใหม่ นำมาซึ่งรอยยิ้มกว้างชนิดหุบไม่ลง
ดาวบอกตัวเองได้ชัดว่าเริ่มหลงใหลความน่ารักของท่านหญิงน้อยเข้าให้แล้วซึ่งก็คงไม่ต่างจากคนอื่นๆ
เมื่อถึงห้องโถงกว้าง คนแปลกถิ่นเงยหน้าอ้าปากค้างกับชุดโคมไฟแก้วระย้างดงามที่โดดเด่นอยู่เหนือหัวประกายแสงยามเคลื่อนไหววิบวับราวกับหมู่ดาวยามราตรี อีกทั้งรูปปั้นนาง์ยืนจับเกรียวผมยาวและเหล่าเทพงามสง่าที่ตั้งอยู่รายรอบสะกดสายตาสองสาวได้อยู่หมัด
“อะ..แฮ่ม”เสียงกระแอมดังเรียกความสนใจให้กลับมาอยู่ที่คนนำทาง
“ขอขัดความสำราญของพี่หญิงกับพี่บุหงาประเดี๋ยวนะ”ว่าแล้วนิ้วน้อยๆ ก็ชี้นำไปที่ประตูไม้สลักลวดลายอลังการวิจิตร ที่นั่นปรากฏร่างสูงของท่านชายฑกาณซึ่งรออยู่ก่อนแล้ว
“ราชสถานส่วนในนี้ข้าตั้งชื่อไว้ว่าห้องคู่หมาย จนตอนนี้ทุกคนเรียกตามกันหมดละ น่าอิจฉาพี่หญิงจริงๆได้อยู่ใกล้ท่านพี่ทันวาเพียงแค่ผนังกั้นเท่านั้น” เสียงใสบนดวงหน้างามเจื้อยแจ้วแต่คนฟังกลับสำลักอากาศธาตุในทันที
ห๊า!
“ห้องข้างๆ นี่ เป็ห้องของท่านชาย?” ดาวร้องเสียงหลง นึกไม่ชอบใจขึ้นมาพิกล
ทำไมต้องอยู่ใกล้กันขนาดนี้ล่ะ
ท่านชายฑกาณแทรกขึ้นเหมือนเดาความคิดออก“เป็ธรรมเนียมของที่นี่ที่ว่าสำหรับคู่ที่ยังไม่ได้เข้าพิธีมงคลศักดิ์สิทธิ์ต้องพักอยู่ใกล้กันยังอยู่ด้วยกันไม่ได้” คนฟังผุดยิ้มเจื่อน
ท่านหญิงน้อยดวงตาเ้าเล่ห์น่ารักแอบชำเลืองมองคนที่กำลังก้าวผ่านประตูเข้ามาอย่างใจเย็นก่อนเข้าไปกระซิบคำเตือนหยอกเย้าเกินเด็ก
“แต่ระวังนะเพราะท่านพี่ทันวาเข้ามาในนี้ได้โดยผ่านทางระเบียงข้างนอกนั่น เป็ระเบียงเดียวที่เชื่อมต่อถึงกัน” ทำคนฟังเหมือนถูกสาปกันเลยทีเดียว
โธ่เอ้ยเรา..จะขนลุกทำไมลืมแล้วหรือว่ามาที่นี่ในฐานะอะไร
“น้องพูดอะไรให้พี่หญิงหนักใจรึดูสิ! หน้าตื่นเชียว” เ้าต้นเหตุทำไม่รู้ไม่ชี้คนถามจึงต้องเงยหน้ามาสนใจอีกฝ่ายแทน
“ขอต้อนรับท่านหญิงข้านามว่าฑกาณ”
“เรียกข้าดาวเฉยๆ ดีกว่าเ้าค่ะท่านชายท่านหญิง ข้าไม่ได้สูงศักดิ์มาจากไหน ฟังแล้วรู้สึกแปลกๆ” ดาวรีบออกตัว
“รู้ตัวไว้ก็ดี” เสียงค่อนแคะจากท่านชายทันวาที่ตามมาสมทบไม่มีผลใดให้คนฟังรู้สึกอับอายอย่างแต่ก่อนหากกลับฉายแววหวาดระแวงเด่นชัด อย่างกับว่าตนคือคนประหลาด ยิ่งแว่วเสียงหัวเราะคิกจากน้องหญิงคล้ายมีเลศนัยแอบแฝง
ต้องถาม
เมื่อสบโอกาสหลังจากแยกตัวกันออกมา
“ธารา ไหนบอกพี่สิว่าเ้าคุยอะไรกับพี่หญิงบ้าง” ทายาททันวาคาดคั้นโดยการกระชับบ่าเล็กๆ ของเ้าเสียงใสไว้สองมือ
“หลายเื่จนจำไม่ได้แล้วล่ะท่านพี่”ปากมุบมิบตามแรงดันจากปลายนิ้วชี้น้อยๆ ส่งผลให้ท่านชายฑกาณผุดยิ้มขบขัน
“ไม่ต้องบอกทั้งหมดหรอกเอาเื่ที่เพิ่งคุยกันก่อนแยกออกมาก็ได้”
“เื่ที่เพิ่งคุยกันเื่อะไรนะ อ๋อ! เื่ระเบียงด้านนอกที่เชื่อมถึงกันข้าบอกพี่หญิงว่าท่านพี่อาจเข้ามาข้างในได้โดยผ่านทางระเบียงด้านนอกนั่น” มือหนายกขึ้นกุมขมับทันใด
มิน่าล่ะ! ถึงได้มองข้าอย่างนั้น
ท่านชายฑกาณถึงกับหลุดหัวเราะลั่นต่างกับผู้พี่ที่ทำหน้าหงิกง้ำไม่เลิก ตีความได้ว่าตนคล้ายตัวอันตรายในยามค่ำคืน ฮึ! เขาต่างหากที่ต้องเป็ฝ่ายระวังตัว เกิดนางหิวกระหายในตำแหน่งว่าที่นางเมืองขึ้นมาขี้คร้านจะเป็ฝ่ายเข้ามาหา
น่าสมเพช
เสียงปึงปังลงเท้าดังเข้ามาใกล้ส่งผลให้ผู้ดูแลชานิลต้องเหลียวมองอย่างอ่อนใจด้วยรู้แหล่งที่มาก่อนเอ่ยทักท่าทีไม่น่าดูนั้น
“เบาหน่อยสิ ‘นนิล’ แล้วเป็อะไร ไปโกรธใครมา”
“โกรธคนทั่วไปนี่ล่ะ ท่านหญิงทายาทแห่งนครอะไร๊แค่รูปต้องตาพอดูได้หน่อยเดียว หลงชื่นชมกันยกใหญ่ เชอะ!”
“นนิล!”
‘นนิล’ น้องสาวจอมเอาแต่ใจคนเดียวของเขาคงสติแตกกระเจิงที่รู้ว่าท่านชายทันวาและคู่ครองเดินทางมาถึงแล้วทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าท่านเอ็นดูนางเหมือนน้องสาวเท่านั้น แต่สำหรับเ้าจอมแสบ..ไม่ใช่!
“เ้าต้องรู้ที่ถูกที่ควรนะยอมรับความจริงบ้าง เ้าก็ไม่ใช่เด็กแล้วอย่าทำให้ข้าหนักใจ”
“พี่ไม่ต้องมาคอยย้ำข้า”
“ก็ถ้าหากเ้าเชื่อฟังข้าสักนิดข้าก็จะไม่พูดมากให้เหนื่อยเปล่า ว่าแต่..เ้าไม่ไปช่วยพ่อดูแลต้นยาที่เพาะไว้ใหม่หรือไงเที่ยวเล่นไร้สาระอยู่ได้” ร่างโปร่งเพรียวปั้นหน้าั์ทันตาเห็นขณะลุกพรวด
“จะไปไหน”
“ก็พี่เพิ่งไล่ให้ข้าไปช่วยงานพ่อแล้วจะให้ข้าอยู่ทำไมล่ะ”
“แน่ใจหรือ อย่าโกหกข้าดีกว่า”
“ไม่เชื่อก็ตามใจ ถามทำไม..เสียเวลา”
“ถามเพราะอยากให้ตอบความจริง”
“ข้าจะไปไหนมันก็เื่ของข้า พี่ไม่ต้องมาสนใจหรอก”
“กลับมาเดี๋ยวนี้! จะไปไหนก็บอกให้รู้กันก่อน เอาแต่ใจจริงๆ”แม่จอมแสบหันมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เสียนั่น
“ไปหาฑกาณดีกว่าพี่น่ะคอยแต่จะดุข้าอยู่เรื่อย เบื่อ!”
เอ้า! เป็เสียอย่างนี้สินะถึงได้เคยตัวไม่ฟังคำเตือนกันบ้างเลย
พลั๊ก! เสียงดังนี้ส่งผลให้พานเงินใบโตและดอกไม้หลากสีสันน้อยใหญ่หล่นกระจายเต็มพื้นคนถูกชนอย่างจังชะงักค้าง เสียดายเหล่าดอกไม้งามที่ร่วงหล่น
“จะรีบไปไหน! ดูสิหล่นหมดเลย ดอกไม้พวกนี้จะนำไปร้อยมาลัยบุบผาให้นางเมืองนะเ้านี่แย่ที่สุด!” บุตรสาวนางนมเอกโวยลั่น
“ขอโทษนะดาหวันข้ารีบน่ะ” สีหน้าเจื่อนลงไม่ใช่รู้สึกสำนึกผิดแต่เป็เพราะไม่อยากช่วยเก็บดอกไม้ที่กระจายทั่วพื้นเสียมากกว่า เลยประโคมคำขอโทษขอโพยยกใหญ่ทำให้คนที่โวยลั่นเมื่อครู่พลันสงบลง ทั้งยังเผลอยิ้มให้อย่างขบขัน
“เอาล่ะๆ ช่างเถอะเดี๋ยวข้าเก็บเอง เ้ารีบไปไม่ใช่รึ จะไปไหนก็ไปไป๊ เห็นแล้วรำคาญใจจริง” ดาหวันเอ่ยปากไล่เชิงเย้าด้วยรู้นิสัยคนตรงหน้าเป็อย่างดี นนิลยิ้มกว้างถูกใจพลางกราดตาดูทั่วพื้นซึ่งคล้ายกับย้ายสวนดอกไม้มาไว้ที่นี่แทน
“แล้วทำไมมันมากมายอย่างนี้ล่ะใจคอจะเก็บให้หมดสวนเลยหรือไง”
“นางเมืองให้ร้อยมาลัยบุบผาเพิ่มเพื่อใช้ในงานเลี้ยงต้อนรับท่านหญิงแห่งทายาท่เย็นนี้ก็เลยต้องมากเป็พิเศษ” ดาหวันตอบพลางทรุดตัวลงเก็บดอกไม้อย่างเบามือผิดกับอีกฝ่ายที่เต้นเร่าๆ ด้วยความเจ็บแค้น
“เชอะ! ให้นางชาวเมืองต่างนครนั่นน่ะรึ ไม่เห็นสมควรได้รับสิ่งดีๆ พวกนี้เลย” คราวนี้นนิลเป็ฝ่ายโวยวายบ้าง ดาหวันถึงกับตะลึงเมื่ออีกฝ่ายย่ำเท้าเหยียบดอกไม้จนแหลกยับ
“เ้านี่พาลจริงเชียว! ไปโมโหอะไรมาก็อย่ามาลงที่นี่นะ ข้ายิ่งรีบอยู่ ไม่ช่วยก็ไม่ว่าแต่อย่าทำอย่างนี้ ไปไกลๆ เลยไป!”
“ฮึ! ไปก็ได้ ขอโทษอีกทีละกัน” คนถูกไล่ซ้ำซากตวาดเสียงขุ่นว่าแล้วก็ผละไปอย่างไม่สบอารมณ์ ทิ้งให้ดาหวันยืนเท้าเอวตีหน้าหงิก โมโหแกมระอาเพื่อนคนนี้เสียจริง