แม้จะรู้ตัวดีว่านี่คือการพาลหาเรื่องโดยไร้เหตุผลแต่จี้เยี่ยนจื๋อก็ยังไม่วายพูดจาไม่ดีใส่จี้ทิง "วันหลังห้ามใส่ชุดนี้อีกนะ ทุเรศลูกตาชะมัด"
ฉึก!ฟางเจี๋ยที่นั่งอยู่เบาะหน้าเหมือนโดนลูกหลงเข้าอย่างจัง
ชุดสูทสากลชุดนี้เขาเป็นคนบรรจงเลือกมากับมือแถมคุณชายรองใส่แล้วก็ดูดีจนหาที่ติไม่ได้ ตรงไหนที่ว่าน่าเกลียดกัน!
หากไม่ถูกรังแกก่อนจี้ทิงย่อมไม่ตอบโต้ เขามองตรงไปข้างหน้า พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา"ชุดที่พี่ใส่ก็ทุเรศเหมือนกันดูเหมือนพวกคลั่งการควบคุมที่มีอาการทางจิตแต่ดันกลัวหมอเลยไม่ยอมรักษา"
ฉึก!ฟางเจี๋ยโดนดอกที่สองเข้าไปเต็มๆ
โธ่...ชุดของประธานจี้ผมก็เป็นคนเลือกเหมือนกันนะถ้าพี่น้องจะทะเลาะกันช่วยอย่าดึงปลาซิวปลาสร้อยอย่างผมไปเกี่ยวข้องด้วยได้ไหมครับ
จี้เยี่ยนจื๋อได้ยินคำด่าที่พ่วงท้ายมาเป็นพรวนก็หรี่ดวงตาคมกริบลง"นายกำลังใช้เรื่องเสื้อผ้ามาบังหน้าเพื่อด่าฉันล่ะสิ"
จี้ทิงตอบเรียบๆ"พี่น้องรักใคร่กลมเกลียวกันไงครับนี่คือสิ่งที่พี่ควรได้รับแล้ว"
ซวยแล้ว...ฟางเจี๋ยรู้สึกเย็นวาบที่ท้ายทอย มั่นใจว่าประธานจี้ต้องระเบิดอารมณ์ออกมาแน่ๆ
ทว่าผิดคาดภายในรถกลับตกอยู่ในความเงียบงัน ทั้งสองฝ่ายต่างไม่พูดจาบรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นสงครามเย็นไปโดยปริยาย
สี่สิบนาทีต่อมารถยนต์เคลื่อนมาจอดสนิทที่หน้าประตูใหญ่ของตระกูลจาง
ก่อนลงจากรถจี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยเสียงเย็น "เดี๋ยวเข้าไปทักทายผู้ใหญ่เสร็จแล้วนายค่อยไปหาจางซวี่"
จี้ทิงยกข้อมือขึ้นดูเวลา"ตอนนี้ห้าโมงห้าสิบแปด ผมจะออกจากที่นี่ตอนหนึ่งทุ่มห้าสิบแปดตรงเวลาเป๊ะ"
พูดจบเขาก็เปิดประตูลงจากรถไปก่อนทันที
ทันทีที่ทั้งสองก้าวเข้าสู่บริเวณงานเลี้ยงบรรดาแขกเหรื่อต่างพากันดาหน้าเข้ามาทักทายจี้เยี่ยนจื๋อไม่ขาดสายคนจำนวนมากขนาดนี้จี้เยี่ยนจื๋อย่อมจำได้ไม่หมดจึงต้องพึ่งพาฟางเจี๋ยที่ยืนเยื้องอยู่ด้านหลังคอยกระซิบเตือนเบาๆ
"ท่านนี้คือรองประธานเฝิงเจี้ยนหวาจากกลุ่มบริษัทจินหูครับ ส่วนข้างๆคือผู้อำนวยการหลี่ลี่"
สิ้นเสียงรายงานเฝิงเจี้ยนหวาก็เดินยิ้มกริ่มเข้ามาหา "ไอ้หยาประธานจี้ วันนี้ผมโชคดีจริงๆ ไม่นึกเลยว่าจะได้พบคุณที่นี่"
จี้เยี่ยนจื๋อยื่นมือไปทักทายตามมารยาทเขาตั้งใจจะทักทายพอเป็นพิธี ทว่าเฝิงเจี้ยนหวากลับพ่นคำพูดออกมาไม่หยุดหย่อน
ฟางเจี๋ยแอบขยับมาด้านหลังจี้ทิงแล้วกระซิบถาม "คุณชายรองครับให้ผมไปหยิบเครื่องดื่มมาให้ไหมครับ?"
จี้ทิงเอียงหน้าเล็กน้อย"ไม่ต้องครับ ขอบคุณ"
จังหวะที่เขาหันไปนั้นเองที่เรียกความสนใจจากเฝิงเจี้ยนหวาได้"ประธานจี้ ท่านนี้คือ..."
"น้องชายผม จี้ทิงครับ"
"โอ้ ที่แท้ก็คุณชายน้อยจี้นี่เอง ยินดีที่ได้รู้จักครับ" เฝิงเจี้ยนหวาปรี่เข้ามาใช้มือทั้งสองกุมมือจี้ทิงพลางเขย่าไปมา"ท่านจี้นี่ช่างวาสนาดีจริงๆ มีลูกชายโดดเด่นกันทุกคนนับเป็นเกียรติแก่ตระกูล..."
ยังพูดไม่ทันจบแผ่นหลังของเขาก็ถูกใครบางคนสะกิดแรงๆ หนึ่งที
ตอนนั้นเองหลี่ลี่ที่ยืนข้างๆก็รีบแทรกขึ้นมา "ประธานจี้น่าจะยังไม่ได้ไปพบผู้อาวุโสจางใช่ไหมครับถ้าอย่างนั้นพวกเราไม่กวนเวลาแล้วครับ"
จี้เยี่ยนจื๋อพยักหน้าตามมารยาทก่อนจะพาจี้ทิงและฟางเจี๋ยเดินปลีกตัวออกมา
เมื่อเดินพ้นระยะมาแล้วเฝิงเจี้ยนหวาก็หันขวับ "เมื่อกี้คุณสะกิดผมทำไม?"
"นี่คุณไม่รู้เหรอว่าลูกคนเล็กของตระกูลจี้น่ะเป็นลูกนอกสมรสจี้เยี่ยนจื๋อกับพ่อเขามีเรื่องจนมองหน้ากันไม่ติดก็เพราะเด็กคนนี้คุณยังกล้าไปเรียกเขาว่าคุณชายน้อยต่อหน้าจี้เยี่ยนจื๋ออีกนะ"
เฝิงเจี้ยนหวาใจหายวาบไปครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดแกมรำคาญ "ในเมื่อเป็นตัวปัญหาขนาดนี้แล้วจี้เยี่ยนจื๋อจะพามางานแบบนี้ทำไมให้ขายหน้าล่ะเนี่ย"
"ตระกูลจี้ร่ำรวยมหาศาล พวกเขาจะวางแผนอะไรกันอยู่คนอย่างพวกเราจะไปรู้ได้ยังไงล่ะครับ"
แม้ทั้งสามคนจะไม่มีใครได้ยินบทสนทนานั้นแต่เหตุการณ์ที่ตามมากลับตอกย้ำความจริงเหล่านั้นอย่างชัดเจน
แขกบางกลุ่มที่รู้ตื้นลึกหนาบางของตระกูลจี้เวลาเข้ามาทักทายจี้เยี่ยนจื๋อก็จะแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นจี้ทิงแม้แต่สายตาก็ไม่คิดจะเหลือบมอง
ส่วนกลุ่มที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างเฝิงเจี้ยนหวาถ้าไม่ถูกคนข้างๆ สะกิดเตือน ก็จะมีสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนยิ่งกว่าคือในตอนที่กำลังพยายามทำความรู้จักกับจี้ทิงอยู่ดีๆก็มีคนหาข้ออ้างมาลากตัวออกไปเสียดื้อๆ
'มิน่าล่ะคุณชายรองถึงไม่อยากมา' ฟางเจี๋ยนึกในใจเป็นเขาก็คงยอมตายดีกว่าต้องมาทนอยู่ในงานเลี้ยงแบบนี้
"นายนี่ก็นิ่งได้ใจจริงๆ" จี้เยี่ยนจื๋อเปรยขึ้นเขาลังเลเล็กน้อยก่อนจะเหลือบมองคนข้างกายอย่างไม่เป็นธรรมชาติ "ความจริงนายไม่ต้องไปใส่ใจ..."
คำพูดหยุดชะงักลงทันควันเมื่อจี้เยี่ยนจื๋อพบว่าจี้ทิงไม่ได้ฟังเขาอยู่เลยแม้แต่น้อยดวงตาที่ปรือลงเล็กน้อยคู่นั้นบอกชัดว่าเจ้าตัวกำลังปล่อยใจลอยไปไกลสุดกู่
"จี้ทิง"
ผ่านไปครู่ใหญ่จี้ทิงถึงค่อยเงยหน้าขึ้น "ครับ?"
ขมับของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกรัวเขาพยายามข่มใจพลางเอ่ย "ไปหาจางซวี่เถอะพอเริ่มงานเลี้ยงแล้วฉันจะให้ฟางเจี๋ยไปตาม"
"อื้อ"
หลังจากจี้ทิงเดินจากไปฟางเจี๋ยก็พูดหยั่งเชิง "ความจริงคุณชายรองที่เป็นแบบนี้ก็ดีนะครับอย่างน้อยในใจเขาก็คงไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร"
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะอย่างไม่เห็นด้วยจะไม่ดีได้ยังไงล่ะ มิน่าถึงมีคำกล่าวว่าพวกคนหัวช้าไร้หัวใจน่ะมักจะอายุยืน
ตามมารยาทแล้วจี้เยี่ยนจื๋อต้องไปพบท่านผู้อาวุโสจางก่อน ถึงจะปลีกตัวไปหาประธานอู๋ได้ทว่าเมื่อมาถึงหน้าห้องกลับพบว่าประธานจางแห่งกลุ่มบริษัทเหิงรุ่ยเดินสวนออกมาพอดี
"ช่วงสองปีมานี้คุณปู่สุขภาพไม่ค่อยดีท่านเพิ่งพบพวกคุณอาเสร็จก็บ่นว่าเวียนหัว อยากจะนอนพักสักครู่หวังว่าประธานจี้จะเข้าใจนะคะ" จางเหมยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
"ประธานจางเกรงใจไปแล้วครับ" จี้เยี่ยนจื๋อกล่าวจบตั้งใจจะทักทายอีกสองสามประโยคแล้วขอตัวทว่าอีกฝ่ายกลับเป็นฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นมาเอง
"ความจริงถึงวันนี้ประธานจี้ไม่มาฉันก็ตั้งใจจะไปขอคำปรึกษาที่บริษัทอยู่พอดีค่ะ"
จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็นเดิมทีการที่อีกฝ่ายส่งเทียบเชิญมาอย่างเป็นทางการก็ดูแปลกอยู่แล้วคำพูดนี้ยิ่งทำให้เขางุนงงเข้าไปใหญ่
จางเหมยถอนหายใจอย่างอ่อนใจทว่าแววตากลับดูจริงใจขึ้น "เดิมทีฉันไม่ได้คาดหวังอะไรในตัวน้องชายคนนี้แล้วค่ะทั้งด่าทั้งตีทั้งขอร้องดีๆ ก็แล้ว แต่จางซวี่กลับไม่รักดี วันๆเอาแต่เที่ยวเล่นกินเหล้าไปวันๆ"
พอพูดถึงตรงนี้ประกายในดวงตาของเธอก็เริ่มมีความยินดีผุดขึ้นมา "ไม่นึกเลยว่าตอนนี้เขาจะได้รับอิทธิพลจากจี้ทิงจนเริ่มหันมาตั้งใจเรียนด้านการเงินอย่างจริงจังเห็นว่าวันก่อนยังบ่นว่าอยากจะไปเรียนต่อ MBA [1] ด้วยซ้ำ"
เมื่อจางเหมยพูดจบจี้เยี่ยนจื๋อกลับนิ่งงันไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง
บรรยากาศเริ่มจะเข้าสู่ความกระอักกระอ่วนจี้เยี่ยนจื๋อถึงค่อยๆ เค้นคำพูดออกมาทีละคำ "จี้ทิงที่ประธานจางพูดถึง...คือจี้ทิงบ้านผมเหรอครับ?"
จางเหมยชะงักไปนึกว่าเขาแกล้งล้อเล่น "ไม่นึกเลยว่าประธานจี้จะมีอารมณ์ขันขนาดนี้ก็ต้องเป็นจี้ทิงบ้านคุณสิคะ จะมีจี้ทิงคนที่สองที่ไหนฉลาดหลักแหลมขนาดนั้นอีก"
นัยน์ตาของจี้เยี่ยนจื๋อวูบไหวราวกับกำลังพยายามกดทับอารมณ์บางอย่างเอาไว้"เรื่องนี้จี้ทิงกลับบ้านไปไม่เคยเล่าให้ผมฟังเลยไม่ทราบว่าประธานจางพอจะสะดวกเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ?"
จางเหมยไม่ได้เอะใจอะไรจึงเริ่มเล่าอย่างละเอียด "ก็น่าจะเมื่อเดือนก่อนมั้งคะกลุ่มเพื่อนของพวกเขานัดกันไปเที่ยวที่คลับจุนเตี่ยนเห็นว่ากว่าจะลากจี้ทิงออกมาได้ก็ยากแสนยาก..."
ไม่กี่นาทีต่อมาฟางเจี๋ยที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ก็ถึงกับอ้าปากค้างตกอยู่ในอาการช็อกราวกับเพิ่งได้รับรู้เรื่องราวสะเทือนโลกจนแววตาเริ่มดูเหม่อลอย
"วันนั้นจางซวี่กลับมาเล่าให้ฉันฟังไม่หยุดว่ามันยอดเยี่ยมมากฉันเลยถามเขาว่าเยี่ยมตรงไหนเขาบอกว่าตอนเรียนน่ะเขาฟังที่อาจารย์พูดไม่รู้เรื่องเลยสักนิดแต่พอจี้ทิงเป็นคนอธิบาย เรื่องยากๆซับซ้อนพวกนั้นกลับเหมือนไหลเข้าสมองเขาเองโดยอัตโนมัติ เข้าใจปรุโปร่งในทันทีเลยค่ะ"
พูดถึงตรงนี้จางเหมยก็เผยสีหน้าทั้งดีใจและปลาบปลื้ม "ประธานจี้ไม่รู้หรอกค่ะว่าฉันไม่เคยเห็นจางซวี่ทำหน้าตาแบบนั้นมาก่อนเลยเหมือนคนที่มีไฟในตัว พยายามฮึดสู้ไม่ใช่ไอ้เด็กไม่เอาถ่านที่ใช้ชีวิตเลื่อนลอยไปวันๆ เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว"
เชิงอรรถ
[1]MBA (Master of Business Administration) คือหลักสูตรการพัฒนาทักษะการเป็นผู้นำเพื่อการต่อยอดในการทำธุรกิจ