เสียงลมต้นฤดูหนาวพัดลอดช่องหน้าต่างเข้ามาเบาๆ ั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง กลิ่นไม้ชื้นและดินหลังน้ำค้างลอยปะปนอยู่ในอากาศเงาของกิ่งเมเปิลทอดทาบลงบนพื้นห้องเป็ลายบาง ๆ ก่อนจะไหวตามแรงลม อาโออิลืมตาขึ้นช้าๆ เธอไม่ได้รีบลุกเหมือนทุกวัน ดวงตาคู่นั้นทอดมองเพดานไม้เหนือศีรษะอยู่นานราวกับกำลังรอให้ภาพตรงหน้าคมชัดขึ้นแต่ลายไม้ยังพร่าอยู่เล็กน้อย หญิงสาวกะพริบตาหนึ่งครั้งสองครั้ง ภาพดีขึ้นเพียงนิดเดียว
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนยิ้มให้ตัวเอง“เช้านี้ยังง่วงอยู่สินะ”
น้ำเสียงเบาจนเหมือนกำลังปลอบใครอีกคนมากกว่าปลอบตัวเองเธอลุกจากฟูกอย่างระมัดระวัง ปลายเท้าแตะพื้นไม้เย็นจัด ก่อนเดินไปเปิดหน้าต่าง อากาศเย็นไหลเข้ามาทันทีเสียงนกตัวเล็กดังมาจากแนวป่า เสียงน้ำในลำธารยังคงไหลเหมือนทุกเช้า อาโออิหลับตาลงลมหนาวแตะผ่านปลายผม
“อรุณสวัสดิ์” คราวนี้เธอไม่ได้พูดกับท้องฟ้าแต่พูดกับหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน
---
หลังอาหารเช้ามิซากิกำลังพับผ้าซักอยู่หน้าบ้าน
“วันนี้จะไปคาเฟ่ฟูมิใช่ไหม”
“ค่ะ”
“กลับเย็นไหม”
“ไม่น่าค่ะ”
มิซากิเงยหน้ามองลูกสาวอยู่ครู่หนึ่ง่หลังนี้อาโออิออกจากบ้านช้าลงทุกวันไม่ใช่เพราะี้เีแต่เหมือนกำลังเตรียมใจออกไปเผชิญโลกข้างนอก
“ผ้าพันคอ”
หญิงสาวก้มมองตัวเองก่อนหัวเราะ“จริงด้วย” เธอลืมหยิบมันอีกแล้ว
มิซากิเดินเข้ามาพันผ้าพันคอสีครีมรอบคอลูกสาวอย่างช้าๆ มือของแม่ยังอุ่นเหมือนเดิม
“เรียบร้อย”
อาโออิยิ้ม“ขอบคุณค่ะ”
มิซากิแตะปลายผมที่หลุดออกมาข้างแก้มให้เข้าที่“่นี้เหนื่อยหรือเปล่า”
หญิงสาวส่ายหน้าเร็วเกินไปนิด“ไม่เลย”
คำตอบสั้นจนคนเป็แม่เพียงยิ้มไม่ถามต่อแต่สายตายังคงมองลูกสาวอยู่อีกครู่หนึ่ง
---
ทางเดินจากบ้านไปคาเฟ่ฟูมิยังคงเป็เส้นทางเดิมใบเมเปิลสีแดงปลิวเกลื่อนอยู่สองข้างทาง เสียงรองเท้าบูตเหยียบใบไม้ดังกรอบแกรบเป็จังหวะอาโออิเดินช้ากว่าปกติ หนึ่ง สอง สาม สี่ เธอมองเสาไฟต้นแรกก่อนเดินต่อ หนึ่ง สอง สามสี่ ห้า เสาไฟต้นที่สอง
หญิงสาวยิ้มบางๆ “ถ้านับแบบนี้...ก็คงไม่หลง”
ประโยคนั้นเบาราวกับเธอไม่อยากให้แม้แต่ลมได้ยินเธอเริ่มนับแบบนี้ั้แ่เมื่อไรจำไม่ได้แล้วรู้แค่ว่ามันทำให้สบายใจขึ้น
---
คาเฟ่ของคุณยายฟูมิยังไม่ค่อยมีลูกค้าเสียงกระดิ่งหน้าประตูดังกรุ๋งกริ๋ง
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ”
ยายฟูมิเงยหน้าจากกาน้ำชา“มาแล้วเหรอ”
“วันนี้หนาวจัง”
“ก็ปลายฤดูแล้ว” หญิงชรายกถ้วยชาขึ้นวางตรงหน้า “ลองดมก่อน”
อาโออิยิ้ม“ยังไม่ให้ดื่มเหรอ”
“ยัง”
หญิงสาวยกถ้วยขึ้นใกล้จมูกไอน้ำอุ่นลอยขึ้นแตะใบหน้า กลิ่นชาเขียวอ่อน ๆ ปนกลิ่นใบไม้แห้งแล้วก็กลิ่นไม้เก่าของคาเฟ่
เธอหลับตา“วันนี้ชาหอมกว่าปกติ”
ฟูมิหัวเราะเบาๆ “ชาเหมือนเดิม”
“งั้น...” อาโออิเอียงหน้าเล็กน้อย “เพราะอากาศ”
“หรือเพราะคนดม”
หญิงสาวหัวเราะ“คุณยายนี่นะ”
ยายฟูมิไม่ตอบเพียงรินชาให้เพิ่มอีกนิด“เวลาเรามองอะไรไม่ชัด”
หญิงชราพูดขึ้นเหมือนกำลังเล่าเื่ต้นไม้“ประสาทััอื่นจะทำงานหนักขึ้น”
อาโออิชะงักเพียงเสี้ยววินาทีก่อนยกถ้วยขึ้นดื่มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“จริงเหรอ”
“อือ” ยายฟูมิยิ้ม “ต้นไม้ก็เหมือนกัน ถ้าใบร่วงรากจะทำงานหนักขึ้น”
ความเงียบค่อยๆ แทรกตัวเข้ามา เสียงน้ำเดือดดังเบา ๆ จากหลังเคาน์เตอร์ อาโออิก้มมองผิวน้ำชา เธอรู้ว่าคุณยายไม่ได้พูดเื่ต้นไม้แต่วันนี้...เธอยังไม่พร้อมตอบ
---
ใกล้เที่ยงมาซาอากิเดินมาถึงหน้าคาเฟ่พร้อมกลิ่นกาแฟคั่วที่ติดมากับเสื้อกันหนาวยังไม่ทันเปิดประตูอาโออิก็หันไปทางประตูพอดี
“คุณคุโรคาวะ”
ชายวัยกลางคนชะงัก“รู้ได้ยังไง”
หญิงสาวยิ้ม“เดา”
“โกหก”
“จริงนะ” เธอหัวเราะเบา ๆ
ก่อนชี้ไปที่แก้วกระดาษในมือเขา“คุณถือกาแฟ”
มาซาอากิก้มมองแก้วในมือ“แต่คุณยังไม่เห็นนี่”
“ได้กลิ่นค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้เขาเงียบไปอาโออิรีบหัวเราะกลบ
“ร้านใหม่ในหมู่บ้านใช่ไหม”
“อือ”
“หอมดี”
“อยากลองไหม”
“ขอจิบเดียว”
เขายื่นแก้วให้หญิงสาวรับมาอย่างระวังยกขึ้นจิบเพียงนิดเดียว ก่อนทำหน้าตาเหมือนเด็กที่เพิ่งชิมของขม
“ขม”
มาซาอากิหัวเราะ“เมื่อกี้ยังบอกว่าหอม”
“หอมกับอร่อยคนละเื่”
“ตรรกะอาโออิอีกแล้ว”
“ใช่ค่ะ” เธอหัวเราะจนดวงตาโค้งแต่ตอนส่งแก้วคืนปลายนิ้วของเธอกลับคลำหามือเขาอยู่ครู่หนึ่งเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะวางแก้วลงถูกตำแหน่ง
มาซาอากิสังเกตเห็นเขาไม่ได้พูดอะไรแต่หัวใจกลับหนักขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล
ยายฟูมิมองทั้งสองคนเงียบๆ ก่อนหันไปเติมน้ำร้อนในกาเหมือนไม่ได้เห็นอะไรเลยทั้งที่จริง...เธอเห็นทุกอย่าง
---
หลังออกจากคาเฟ่ลมเย็นพัดแรงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย เมฆสีเทาอ่อนเริ่มเคลื่อนตัวมาปกคลุมยอดเขา อาโออิเดินเคียงข้างมาซาอากิไปตามถนนสายเล็กทั้งสองไม่ได้รีบไปสวนแค่เดินช้า ๆ เหมือนทุกวัน
หญิงสาวสูดลมหายใจลึก“คุณได้กลิ่นไหม”
มาซาอากิสูดลมหายใจตาม“ดิน.....แล้วก็ใบไม้เปียก”
อาโออิพยักหน้า“อีกไม่นานคงมีฝน”
มาซาอากิเงยหน้ามองท้องฟ้าเมฆเริ่มหนาขึ้นจริงๆ “คุณเดาถูก”
หญิงสาวหัวเราะเบาๆ “่นี้ฉันชอบเดาอากาศจากกลิ่น”
เธอสูดลมหายใจอีกครั้ง“เมื่อก่อนฉันไม่เคยสังเกตเลย”
มาซาอากิหันมองเธอทุกครั้งที่อาโออิพูดถึงเื่พวกนี้เขามักไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเสียใจ ดีใจที่เธอยังมองเห็นความงดงามของโลกหรือเสียใจที่เธอต้องเรียนรู้มันด้วยวิธีใหม่
---
เมื่อเดินผ่านลำธารอาโออิหยุดยืนเองเธอฟังเสียงน้ำไหลอยู่ครู่หนึ่ง
“วันนี้น้ำแรงกว่าวาน”
มาซาอากิมองสายน้ำ“รู้ได้ยังไง”
“เสียงมันดังขึ้น” เธอยิ้ม “เวลาน้ำเยอะเสียงจะทุ้มกว่า”
ชายหนุ่มลองตั้งใจฟังเขาเคยเดินผ่านลำธารสายนี้มาหลายสิบครั้งแต่ไม่เคยแยกความแตกต่างได้เลย
“คุณเก่งจัง”
หญิงสาวหัวเราะ“ไม่ได้เก่ง”
เธอก้มมองผิวน้ำ“แค่เริ่มไม่มีทางเลือก”
คำตอบนั้นทำให้ทั้งสองเงียบลงพร้อมกันลมพัดผ่านผิวน้ำจนเกิดระลอกคลื่นเล็กๆ
---
สวนแอปเปิลใน่บ่ายเต็มไปด้วยความเงียบฤดูเก็บเกี่ยวเกือบสิ้นสุดแล้วเหลือต้นที่ยังมีผลอยู่เพียงไม่กี่แถว เคนจิกำลังตรวจอุปกรณ์อยู่ท้ายสวนเมื่อเห็นทั้งสองเดินมาเขาก็ยิ้ม
“วันนี้ช่วยดูแถวด้านเหนือหน่อย”
“ครับ” มาซาอากิตอบ
อาโออิเดินตามไปเงียบๆ เธอคุ้นเคยกับสวนแห่งนี้ั้แ่เด็กหลับตาก็ยังเดินได้อย่างน้อยเธอเคยเชื่อแบบนั้น
---
ทั้งสองเริ่มเก็บอุปกรณ์ที่ใช้คลุมต้นไม้มาซาอากิอยู่ต้นหนึ่งอาโออิอยู่อีกต้นหนึ่ง ระยะห่างกันเพียงไม่กี่เมตร หญิงสาวเอื้อมมือไปปลดเชือก เชือกคลายออกช้าๆ ผืนผ้าป้องกันลมค่อย ๆหล่นลงมาเธอก้มลงเก็บก่อนหันกลับแต่ก้าวแรกกลับเดินไปผิดทิศ
มาซาอากิเงยหน้าขึ้นทันที“อาโออิ”
หญิงสาวหยุด
“ทางนี้”
เธอหันตามเสียงก่อนหัวเราะเบาๆ “ฉันนึกว่าคุณอยู่ฝั่งนั้น”
มาซาอากิยิ้มตอบแต่หัวใจกลับหนักอึ้งระยะห่างเพียงไม่กี่เมตรเธอยังหลงทิศได้แล้ว
---
เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่ทั้งสองช่วยกันย้ายลังเปล่าเข้าโกดังอาโออิยกลังใบหนึ่งเดินนำจังหวะที่เลี้ยวผ่านมุมกำแพงเด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งวิ่งเข้ามาพอดี
“พี่อาโออิ”
หญิงสาวสะดุ้งลังไม้ในมือเอียงเกือบหล่นมาซาอากิรีบรับไว้ทัน
เด็กหญิงรีบโค้งศีรษะ“หนูขอโทษ”
อาโออิยิ้มทันที“ไม่เป็ไร” เธอลูบศีรษะเด็กเบา ๆ “วิ่งช้าลงนิดนะ”
เด็กหญิงพยักหน้าก่อนวิ่งไปหาแม่ของตัวเอง
มาซาอากิวางลังลง“ใไหม”
“นิดหน่อย”
เธอหันไปทางที่เด็กวิ่งจากไปก่อนพูดช้าๆ “ฉันเห็นเธอช้าไป”
คราวนี้เธอไม่ได้หาข้ออ้างไม่ได้หัวเราะกลบเพียงพูดความจริงออกมาตรง ๆ มาซาอากิรู้สึกเหมือนมีบางอย่างค่อย ๆแตกอยู่ในใจ
---
่บ่ายคล้อยเมฆที่ก่อตัวมาั้แ่เช้าเริ่มปล่อยฝนเม็ดเล็กลงมา
เปาะ
เปาะ
เปาะ
คนงานรีบเก็บของเข้าที่กำบังมาซาอากิหยิบร่มจากโกดังกางออกเหนือศีรษะของอาโออิ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นเสียงฝนกระทบผ้าใบดังสม่ำเสมอ
“ฉันชอบเสียงฝน” เธอพูดขึ้น
“ทำไม”
“มันทำให้โลกเงียบ” เธอยิ้ม “เหมือนทุกคนเดินช้าลงพร้อมกัน”
ทั้งสองเดินอยู่ใต้ร่มคันเดียวระยะห่างระหว่างกันแคบกว่าทุกครั้งไหล่ของทั้งคู่เกือบแตะกันมาซาอากิพยายามเอียงร่มมาทางเธอมากกว่าเดิมจนแขนตัวเองเปียกฝน
อาโออิสังเกตเห็น“คุณเปียกแล้ว”
“ไม่เป็ไร”
“ร่มเอียงมาทางฉันหมดเลย”
มาซาอากิยิ้มบางๆ “คุณตัวเล็กกว่า”
หญิงสาวหัวเราะ“เหตุผลแปลก”
“ก็จริง”
เธอส่ายหน้าเบาๆ ก่อนค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้อีกนิดเพื่อให้ร่มคลุมทั้งสองคนได้พอดี ไม่มีใครพูดอะไรได้ยินเพียงเสียงฝนและเสียงรองเท้าที่เหยียบน้ำขังตื้นๆ ในจังหวะหนึ่ง อาโออิหันหน้าออกไปมองสายฝนแม้ภาพตรงหน้าจะพร่าเลือนลงทุกทีแต่เธอยังคงยิ้มรอยยิ้มนั้นทำให้มาซาอากิยิ่งรู้สึกเจ็บเพราะเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า
เธอไม่ได้ยิ้มเพราะทุกอย่างยังเหมือนเดิมเธอยิ้มเพราะกำลังพยายามรักษาวันธรรมดาวันนี้เอาไว้ให้นานที่สุด
---
ฝนหยุดตกไม่นานเมฆสีเทาค่อย ๆเปิดออกทีละน้อย แสงอ่อนของยามบ่ายส่องลอดลงมาตามช่องว่างระหว่างก้อนเมฆ หยดน้ำยังเกาะอยู่บนผลแอปเปิลที่เหลือไม่กี่ลูกลมหนาวพัดผ่านสวนอีกครั้ง อาโออิยืนอยู่ใต้ต้นแอปเปิลต้นหนึ่งเธอเอื้อมมือแตะลำต้นเบาๆ ปลายนิ้วค่อย ๆ ลูบผ่านเปลือกไม้ที่หยาบกระด้าง หลับตาลงัันั้นคุ้นเคยเหลือเกินั้แ่เด็กเธอเคยวิ่งเล่นรอบต้นไม้นี้เคยปีนขึ้นไปนั่งบนกิ่ง เคยแอบกินแอปเปิลก่อนถึงฤดูเก็บเกี่ยวทุกอย่างยังอยู่ต้นไม้ยังเป็ต้นเดิมคนที่เปลี่ยนคือเธอ
“หนาวไหม” เสียงของมาซาอากิดังขึ้นจากด้านหลัง
อาโออิลืมตาก่อนหันไปตามเสียง“นิดหน่อยค่ะ”
เขาถอดถุงมือข้างหนึ่งออกแล้วยื่นให้“ใส่ก่อน”
หญิงสาวส่ายหน้า“แล้วคุณล่ะ”
“ผมยังมีอีกข้าง”
เธอหัวเราะ“ใส่มือเดียวจะอุ่นได้ยังไง”
“ก็ดีกว่าไม่มีเลย”
อาโออิมองถุงมือในมือเขาก่อนยื่นมือไปรับปลายนิ้วของทั้งสองแตะกันเพียงชั่วครู่เธอสวมถุงมือช้า ๆ ขนาดใหญ่กว่ามือของเธอมาก หญิงสาวกำมือเบา ๆ ความอุ่นยังหลงเหลืออยู่ข้างใน
“อุ่นจริงด้วย” เธอพูดพร้อมรอยยิ้ม
มาซาอากิพยักหน้า“บอกแล้ว”
ทั้งสองหัวเราะพร้อมกันเป็เสียงหัวเราะที่เบาแต่ทำให้สวนทั้งสวนดูอบอุ่นขึ้น
---
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากกระเป๋าเสื้อของอาโออิเธอหยิบออกมาหน้าจอขึ้นชื่อ “คุณหมอซาโตะ”
หญิงสาวชะงักรอยยิ้มค่อยๆ จางหายไป มาซาอากิสังเกตเห็นสีหน้าของเธอ
“ไม่รับหรือ”
อาโออิก้มมองโทรศัพท์เสียงเรียกยังดังต่อเนื่องเธอสูดลมหายใจลึกก่อนกดรับสาย
“สวัสดีค่ะ” น้ำเสียงของเธอพยายามเป็ปกติที่สุด
อีกฝั่งพูดอยู่พักใหญ่มาซาอากิไม่ได้ยินรายละเอียด เขาเห็นเพียงสีหน้าของอาโออิที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป
เธอเม้มริมฝีปากก่อนตอบเบาๆ “ยังไม่ได้ไปค่ะ”
เงียบ
“ค่ะ”
เงียบอีกครั้ง
“เข้าใจค่ะ”
สายถูกตัดลงหญิงสาวยังคงถือโทรศัพท์ไว้ในมือ ไม่พูดอะไร มาซาอากิไม่ได้ถามทันทีเขารอจนเธอเป็ฝ่ายพูดเอง
“โรงพยาบาลโทรมา” เธอยิ้มบาง ๆ
รอยยิ้มที่พยายามทำให้ทุกอย่างดูปกติ“เขาให้ฉันเข้าไปตรวจ”
“แล้วคุณว่าอย่างไร”
เธอก้มมองพื้น“ฉันเลื่อนอีกแล้ว”
ลมพัดผ่านต้นไม้หยดน้ำบนใบไม้ร่วงลงบนพื้นหญ้า
“เพราะยังไม่พร้อม” เธอพูดต่อ “หรือเพราะไม่กล้าก็ไม่รู้”
มาซาอากิมองเธอครั้งนี้เขาไม่พูดว่า “ไปตรวจเถอะ” ไม่พูดว่า “ไม่เป็ไร”
เขาเพียงถาม“คุณกลัวอะไรที่สุด”
อาโออิยืนนิ่งดวงตาค่อยๆ แดงขึ้นเธอใช้เวลานานกว่าจะตอบ
“กลัวว่า” เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย “ถ้าคุณหมอบอกว่ามันแย่ลง”
เธอสูดลมหายใจเข้า“วันนั้นฉันจะไม่มีที่ให้หนีอีก”
ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งสวนไม่มีเสียงใครพูดมีเพียงเสียงลมและเสียงหยดน้ำที่ตกจากปลายใบไม้
---
มาซาอากิค่อยๆ เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอระยะห่างเพียงก้าวเดียว
“อาโออิ”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้น
“คุณจำวันที่เราดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันได้ไหม”
เธอพยักหน้า“ได้”
“วันนั้น” เขาพูดช้า ๆ “คุณบอกว่า วันนี้เคยมีอยู่จริง”
อาโออิยิ้มบางๆ เธอจำได้จำได้ทุกคำ
“ผมคิดว่า” มาซาอากิมองเธอตรง ๆ
“ต่อให้ผลตรวจออกมาเป็แบบไหน วันที่คุณยิ้ม วันที่คุณถ่ายรูป วันที่คุณหัวเราะวันที่คุณกินดังโงะ วันที่คุณแกล้งผม”
เขาหัวเราะเบาๆ “วันพวกนั้นก็ไม่ได้หายไป”
หญิงสาวมองเขาไม่พูดอะไรดวงตาเริ่มพร่ามัวอีกครั้งคราวนี้ไม่ใช่เพราะโรคแต่เพราะน้ำตาที่กำลังเอ่อขึ้นช้า ๆ เธอรีบก้มหน้าพยายามสูดลมหายใจลึก
“ขอโทษ” เธอพูดเสียงแ่ “ฉันสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ร้องไห้”
มาซาอากิส่ายหน้า“คนเราร้องไห้ได้ ไม่จำเป็ต้องเข้มแข็งทุกวัน”
เพียงประโยคนั้นกำแพงที่อาโออิสร้างไว้ตลอดหลายเดือนก็เริ่มแตกร้าวหญิงสาวยกมือปิดดวงตาไหล่สั่นเบา ๆ เธอพยายามกลั้นเสียงสะอื้นไม่อยากให้ใครได้ยินแต่ยิ่งพยายามลมหายใจก็ยิ่งสั่นมาซาอากิไม่ได้ดึงเธอเข้ามากอด ไม่ได้พูดปลอบซ้ำ ๆ เขาเพียงยืนอยู่ตรงนั้นใกล้พอที่เธอจะรู้ว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียวและไกลพอที่จะไม่ทำลายศักดิ์ศรีของคนที่กำลังพยายามประคองหัวใจตัวเอง
ลมหนาวพัดผ่านสวนอีกครั้งใบเมเปิลสีแดงใบหนึ่งค่อย ๆ หล่นลงบนพื้นดินเปียกฝน ไม่มีใครเอื้อมมือไปรับมัน ทั้งสองคนเพียงยืนอยู่ตรงนั้นปล่อยให้เวลาค่อยๆ ไหลผ่านความเงียบ
---
สองวันต่อมา เช้าวันนั้นเงียบกว่าทุกวันเมฆสีขาวปกคลุมท้องฟ้าจนแทบมองไม่เห็นแสงอาทิตย์ อาโออินั่งอยู่บนชานบ้านแก้วชาร้อนในมือแทบไม่ได้ถูกยกขึ้นดื่มเสียงรถยนต์คันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้าน มิซากิเดินออกมาพร้อมเสื้อคลุมกันหนาว เคนจิปิดประตูรถแล้วหันมามองลูกสาว
“ไปกันเถอะ”
อาโออิพยักหน้าเบาๆ วันนี้เธอไม่ได้หาเหตุผลปฏิเสธอีกไม่ใช่เพราะกล้าขึ้นแต่เพราะรู้ว่าตัวเองหนีต่อไปไม่ได้แล้ว
---
โรงพยาบาลประจำจังหวัดอยู่ห่างจากหมู่บ้านเกือบหนึ่งชั่วโมงระหว่างทางไม่มีใครพูดอะไรมากเสียงยางรถบดไปตามถนนดังสม่ำเสมอ อาโออิมองออกไปนอกหน้าต่าง ูเา ต้นไม้ ท้องนา ทุกอย่างค่อยๆ เคลื่อนผ่านสายตาเธอพยายามมองมันให้นานที่สุด
---
แผนกจักษุกรรมเงียบกว่าที่คิดกลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ เสียงรองเท้าของพยาบาลดังเป็จังหวะบนพื้นกระเบื้องอาโออินั่งรอเรียกชื่อสองมือกำสายคล้องกล้องไว้แน่นทั้งที่วันนี้เธอไม่ได้เอากล้องมาด้วยเมื่อรู้ตัวเธอจึงค่อย ๆ คลายมือออก
“คุณทาคาฮาชิ อาโออิ” พยาบาลเรียก
หญิงสาวลุกขึ้นก่อนหันมายิ้มให้พ่อกับแม่“เดี๋ยวออกมานะ”
เคนจิพยักหน้ามิซากิยิ้มตอบ แต่ดวงตาของทั้งสองเต็มไปด้วยความกังวล
---
ห้องตรวจยังเหมือนเดิมคุณหมอซาโตะลุกขึ้นโค้งศีรษะ
“ไม่ได้เจอกันนานเลย”
อาโออิยิ้มบางๆ “ขอโทษนะคะ”
“ผมเข้าใจ”
คุณหมอไม่ได้ตำหนิเพียงชี้ไปยังเครื่องตรวจสายตา“เริ่มตรวจกันก่อน”
หญิงสาวนั่งลงวางคางบนแท่นรองแสงสีขาวส่องเข้ามาในดวงตา เธอกะพริบตาตามคำสั่ง มองตัวอักษร มองแสง มองจุดสีแดง ทำซ้ำแล้วซ้ำอีกใช้เวลานานกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
---
เมื่อการตรวจเสร็จสิ้นคุณหมอเปิดภาพสแกนขึ้นบนหน้าจออาโออิมองมันแต่ไม่เข้าใจเหมือนทุกครั้ง หมอซาโตะหมุนจอมาให้ดูปลายปากกาชี้ลงบนภาพ
“ตรงนี้” เขาพูดช้า ๆ “เมื่อสองปีก่อนยังทำงานได้”
ปลายปากกาเลื่อนไปอีกตำแหน่ง“แต่ตอนนี้ พื้นที่ที่ตอบสนองต่อแสงลดลงชัดเจน”
อาโออิพยักหน้าเงียบ
หมอเปิดภาพเก่ากับภาพใหม่วางเทียบกันความแตกต่างเห็นได้ชัดแม้แต่คนที่ไม่ใช่แพทย์ก็ยังมองออก ห้องทั้งห้องเงียบลง
หมอซาโตะวางปากกาก่อนมองหญิงสาวตรงๆ “โรคดำเนินไปตามที่เราคาดไว้”
ประโยคนั้นเรียบมากไม่มีคำปลอบ ไม่มีการอ้อมค้อมเพราะเขารู้ว่าอาโออิ้าความจริงมากกว่าความหวังลวง
หญิงสาวก้มมองมือของตัวเองนิ้วทั้งห้าสั่นเพียงเล็กน้อย “เหลือเวลาอีกนานไหมคะ”
คำถามนั้นเบาราวกับเสียงกระซิบ
คุณหมอเงียบอยู่ครู่หนึ่ง“ผมตอบเป็ตัวเลขไม่ได้ แต่จากผลตรวจการเปลี่ยนแปลงในปีนี้เร็วกว่าครั้งก่อน”
อาโออิหลับตาสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ก่อนลืมตาขึ้นอีกครั้ง
“สุดท้าย” เธอถาม “ฉันจะมองไม่เห็นเลยใช่ไหมคะ”
หมอซาโตะไม่ตอบทันทีเขาเลือกคำพูดอยู่นาน “มีโอกาสสูง”
ความเงียบตกลงมาทันทีอาโออิไม่ร้องไห้ ไม่พูดอะไร เธอเพียงนั่งนิ่งเหมือนเวลาทั้งหมดหยุดเดิน หมอซาโตะเลื่อนกล่องกระดาษทิชชูไปตรงหน้าเธอ
หญิงสาวมองมันก่อนยิ้มบางๆ “ขอบคุณค่ะ”
แต่เธอไม่ได้หยิบเพราะน้ำตายังไม่ไหลความจริงบางอย่างหนักเกินกว่าที่น้ำตาจะตามทัน
หมอซาโตะจึงพูดขึ้นอีกครั้ง“ผมมีเื่หนึ่งอยากขอ”
อาโออิเงยหน้าขึ้น
“อย่าหยุดใช้ชีวิต”
หญิงสาวนิ่ง
หมอพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“โรคนี้เอาการมองเห็นไปแต่อย่าให้มันเอาชีวิตของคุณไปด้วย”
ประโยคนั้นทำให้เธอกัดริมฝีปากแน่นเป็ครั้งแรกที่น้ำตาหยดหนึ่งค่อยๆ ไหลลงมาบนแก้มเธอรีบยกมือเช็ดก่อนโค้งศีรษะ
“ค่ะ”
เสียงนั้นสั่นแต่ชัดเจน
---
เมื่อเปิดประตูห้องตรวจออกมาเคนจิรีบลุกขึ้นทันที มิซากิก้าวเข้ามาหาลูกสาว
“เป็ยังไงบ้าง”
อาโออิพยายามยิ้มเหมือนทุกครั้งแต่ครั้งนี้รอยยิ้มอยู่บนใบหน้าได้เพียงครู่เดียวก่อนแตกสลายหญิงสาวก้มหน้า ไหล่สั่นแล้วร้องไห้ออกมาเป็ครั้งแรก ไม่มีเสียงสะอื้นดัง ไม่มีคำพูดมีเพียงน้ำตาที่ไหลไม่หยุด
มิซากิดึงลูกสาวเข้ามากอดลูบศีรษะเบาๆ เคนจิยืนอยู่ข้าง ๆ มือของเขากำแน่นจนเส้นเืปูดขึ้น แต่สุดท้ายเขาเพียงวางมือลงบนไหล่ของลูกสาวเบาที่สุดราวกับกลัวว่าหากออกแรงมากกว่านี้หัวใจของเธอจะแตกสลายไปพร้อมกันนอกหน้าต่างเมฆสีเทายังคงปกคลุมท้องฟ้า ไม่มีฝน ไม่มีแสงแดด มีเพียงวันที่เงียบที่สุดวันหนึ่งในชีวิตของหญิงสาวคนหนึ่ง วันที่เธอเลิกหนีความจริงและยอมรับมันทั้งน้ำตา
---
ขากลับจากโรงพยาบาล ไม่มีใครเปิดวิทยุไม่มีใครพูดอะไรเสียงเครื่องยนต์ดังสม่ำเสมอไปตลอดทาง อาโออินั่งอยู่เบาะหลังหน้าผากแนบกับกระจกหน้าต่างภาพูเาและท้องนาค่อย ๆ เคลื่อนผ่านสายตา เธอพยายามมองมัน มองให้นานที่สุด ทุกครั้งที่รถผ่านทุ่งนาเธอจะหันตามทุกครั้งที่ผ่านสะพานเธอจะมองลำธาร ทุกครั้งที่เห็นต้นไม้ใหญ่เธอจะจ้องมันจนลับสายตา
มิซากิเหลือบมองลูกสาวผ่านกระจกมองหลังหลายครั้งแต่ไม่พูดอะไรคนเป็แม่รู้ดีบางครั้งความเงียบก็อ่อนโยนกว่าคำปลอบใจ
---
เมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่หมู่บ้าน อาโออิค่อยๆ ลดกระจกลงลมเย็นพัดเข้ามา กลิ่นดิน กลิ่นฟืน กลิ่นแอปเปิล กลิ่นที่เธอคุ้นเคยมาั้แ่จำความได้หญิงสาวหลับตาลงสูดลมหายใจลึกราวกับกลัวว่าวันหนึ่งแม้แต่กลิ่นเหล่านี้ก็จะเลือนหายไปจากความทรงจำ
---
รถจอดหน้าบ้านเคนจิดับเครื่องไม่มีใครรีบลงจากรถ อาโออินั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนเปิดประตูลงมา เธอเงยหน้ามองบ้านของตัวเองบ้านไม้หลังเล็กรั้วเตี้ย ๆ กระถางดอกไม้หน้าชานทุกอย่างเหมือนเดิมแต่หัวใจของเธอไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
“กลับมาแล้วค่ะ” เธอพูดตามความเคยชินเสียงของตัวเองฟังดูแปลกไปเล็กน้อย
มิซากิเดินเข้าไปในครัวคงตั้งใจจะชงชาหรือหาอะไรทำเพื่อไม่ให้บ้านเงียบจนเกินไปเคนจิหยุดยืนอยู่หน้าประตูเขาหันกลับมาหาลูกสาว
“วันนี้พักเถอะ”
อาโออิพยักหน้า“ค่ะ”
เธอเดินขึ้นบันไดทีละขั้นช้ากว่าทุกวัน
---
เมื่อประตูห้องปิดลงความเงียบก็เข้าปกคลุมทันทีอาโออิยืนอยู่กลางห้องไม่ขยับสายตามองไปรอบ ๆ โต๊ะเขียนหนังสือ ชั้นวางหนังสือ หน้าต่างเตียง กล้องถ่ายรูป ของทุกชิ้นอยู่ที่เดิม เธอเดินไปหยิบกล้องขึ้นมากอดมันไว้แนบอกก่อนทรุดตัวนั่งลงกับพื้นเป็ครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่ากล้องใบนี้ช่วยอะไรไม่ได้เลยมันเก็บภาพไว้ได้แต่หยุดเวลาไม่ได้ หยุดโรคไม่ได้ หยุดความกลัวไม่ได้ หญิงสาวก้มหน้าลงน้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนตัวกล้องตามมาด้วยอีกหยดแล้วอีกหยด เธอพยายามเช็ดมันแต่ยิ่งเช็ดน้ำตาก็ยิ่งไหล
“ฉันไม่อยากลืม” เสียงของเธอสั่น
“ฉันไม่อยากลืมหน้าคุณพ่อ” เธอสูดลมหายใจ
“ไม่อยากลืมหน้าแม่” น้ำตาไหลไม่หยุด
“ไม่อยากลืม...” เธอเม้มริมฝีปากแน่นชื่อสุดท้ายกลับพูดออกมายากที่สุด “คุณคุโรคาวะ”
เพียงเรียกชื่อเขาน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็แตกออกมาอีกครั้งหญิงสาวกอดกล้องแน่นขึ้นจนข้อนิ้วซีดขาว
“ฉันยังจำได้” เธอหลับตาใบหน้าของมาซาอากิในรูป -วันนี้- ยังคงชัดเจนรอยยิ้มของเขา ดวงตาของเขา แสงเย็นวันนั้นทุกอย่างยังอยู่แต่เธอไม่รู้ว่าความทรงจำเ่าั้จะอยู่กับเธอได้นานอีกแค่ไหน
---
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ก๊อก ก๊อก
มิซากิไม่ได้เปิดเข้ามาเธอเพียงยืนอยู่อีกด้านของประตู “อาโออิ”
หญิงสาวรีบเช็ดน้ำตา“คะ”
“แม่วางอาหารไว้หน้าห้องนะ”
เงียบ
“ถ้าหิวเมื่อไรก็ค่อยออกมากิน”
อาโออิกัดริมฝีปาก“ค่ะ”
เสียงฝีเท้าของมิซากิค่อยๆ เดินห่างออกไป อาโออินั่งฟังจนเสียงนั้นหายไป เธอรู้ว่าแม่คงอยากเข้ามากอดเธอเหมือนตอนเด็กแต่แม่เลือกจะไม่ทำเพราะรู้ว่าตอนนี้สิ่งที่ลูกสาว้าที่สุดอาจไม่ใช่คำปลอบใจแต่อาจเป็เวลาที่จะร้องไห้ให้เต็มที่
---
ด้านนอกหน้าต่างแสงเย็นค่อย ๆจางลง หมู่บ้านเริ่มเปิดไฟทีละหลัง เสียงสุนัขเห่าดังมาจากบ้านข้าง ๆ เสียงรถไฟจากสถานีดังอยู่ไกลๆ ทุกอย่างยังดำเนินต่อไป โลกไม่ได้หยุดหมุนมีเพียงโลกของหญิงสาวคนหนึ่งที่เหมือนแตกออกเป็เสี่ยงๆ
ในที่สุดอาโออิค่อย ๆวางกล้องลงบนตัก เธอยกมือขึ้นปิดดวงตาของตัวเองความมืดเข้ามาทันที เธอนั่งอยู่อย่างนั้นไม่รู้ว่านานเท่าไรก่อนค่อยๆ ลดมือลงแล้วกระซิบกับห้องที่ว่างเปล่า
“ฉันจะทำยังไงดี”
ไม่มีเสียงตอบกลับมีเพียงลมหนาวที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามาเบาๆ และพัดใบเมเปิลสีแดงใบหนึ่งให้หลุดจากกิ่งไม้ร่วงลงบนพื้นดินอย่างเงียบงัน
---
เย็นวันนั้น หมู่บ้านโคโมเระเงียบกว่าทุกวันแสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ จมหายหลังแนวูเา อากาศเย็นลงอย่างรวดเร็ว มาซาอากิเก็บเครื่องมือชิ้นสุดท้ายเข้าที่วันนี้เขาไม่ได้เห็นอาโออิเลยหลังกลับจากโรงพยาบาล เธอก็ไม่ออกจากบ้านอีก เขาพยายามไม่คิดมากแต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งคิด
---
เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นหน้าสวนเคนจิลงจากรถสีหน้าของเขาอ่อนล้ากว่าทุกครั้ง มาซาอากิเดินเข้าไปช่วยยกของตามปกติ
“เดี๋ยวผมช่วยครับ”
เคนจิพยักหน้าทั้งสองช่วยกันยกปุ๋ยลงจากท้ายรถไม่มีใครพูดอะไรจนกระทั่งลังใบสุดท้ายถูกวางลง
เคนจิจึงถอนหายใจเบาๆ “วันนี้...”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง“...ไปโรงพยาบาลมา”
มาซาอากิพยักหน้าเขารู้อยู่แล้วเพราะอาโออิเคยบอกไว้
“ผลตรวจออกแล้ว”
คราวนี้เคนจิไม่ได้มองหน้าเขาสายตาของผู้เป็พ่อทอดออกไปยังสวนแอปเปิลต้นไม้ที่เขาดูแลมาทั้งชีวิต
“หมอบอกว่า” เสียงของเขาแหบเล็กน้อย “โรคดำเนินเร็วขึ้น”
ลมหนาวพัดผ่านสวนไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงคนงาน มีเพียงกิ่งไม้ที่ไหวเบา ๆ มาซาอากิก้มมองพื้น มือที่ถือถุงปุ๋ยค่อยๆ กำแน่นขึ้น
“อาโออิ...” เคนจิหยุดเหมือนเลือกคำพูดอยู่พักใหญ่ “ร้องไห้หนักที่สุด”
ชายวัยกลางคนหัวเราะเบาๆ เป็เสียงหัวเราะที่ไม่มีความสุขอยู่เลย
“ั้แ่เด็กอาโออิไม่เคยเห็นร้องไห้แบบนั้น”
มาซาอากิไม่รู้จะตอบอย่างไรเขาเพียงยืนนิ่งรับฟังทุกคำ
เคนจิเงยหน้ามองท้องฟ้า“พ่อแม่ทุกคน”
เขาพูดช้าๆ “คงอยากเจ็บแทนลูก”
ลมพัดผ่านอีกครั้ง
“แต่เื่แบบนี้” เขายิ้มเศร้า ๆ “ทำแทนกันไม่ได้”
ความเงียบตกลงมาระหว่างคนทั้งสองมาซาอากิรู้สึกเหมือนคำพูดทั้งหมดในโลกไม่มีประโยชน์อีกต่อไป
เคนจิหันมามองเขา“มาซาอากิ”
เป็ครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อโดยไม่มีคำว่า“คุณ”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น
“ช่วย...” เคนจิหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “ช่วยอยู่ข้างลูกสาวฉันได้ไหม”
ประโยคนั้นเรียบมากไม่มีการฝากฝัง ไม่มีการร้องขออย่างยิ่งใหญ่เป็เพียงคำพูดของพ่อคนหนึ่งที่กำลังหมดหนทางมาซาอากินิ่งไปเขาไม่เคยรับปากเื่สำคัญแบบนี้กับใครแต่ครั้งนี้คำตอบกลับออกมาทันที
“ครับ” มีเพียงคำเดียวแต่หนักแน่น
เคนจิพยักหน้าก่อนตบไหล่เขาเบาๆ “ขอบใจ”
---
หลังจากเคนจิขับรถกลับไปมาซาอากิยังคงยืนอยู่ในสวนท้องฟ้ากลายเป็สีน้ำเงินเข้ม แสงไฟจากบ้านแต่ละหลังเริ่มสว่างขึ้น เขาเงยหน้ามองบ้านของอาโออิหน้าต่างห้องชั้นสองยังเปิดไฟอยู่ แสงสีส้มอ่อนลอดผ่านม่านผ้าบาง ๆ เขายืนมองอยู่อย่างนั้นนานหลายนาทีโดยไม่คิดจะเดินเข้าไปไม่คิดจะเคาะประตู ไม่คิดจะพูดคำปลอบใจเพราะเขารู้ว่าคืนนี้อาโออิจำเป็ต้องอยู่กับความจริงด้วยตัวของเธอเองสิ่งเดียวที่เขาทำได้คือไม่เดินจากไป
ลมหนาวพัดผ่านหมู่บ้านมาซาอากิล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อปลายนิ้วัับางอย่างเขาหยิบมันออกมา
ถุงมือไหมพรมสีอ่อนข้างที่อาโออิเคยใส่เมื่อไม่กี่วันก่อนเขายังไม่ได้ซักความอุ่นของเธอคงหายไปนานแล้วแต่เขายังคงกำมันไว้เบา ๆ ก่อนเงยหน้ามองหน้าต่างบานเดิมอีกครั้งแล้วพูดกับตัวเองด้วยเสียงแ่
“พรุ่งนี้” เขาสูดลมหายใจเข้า “ผมจะไปหา”
ไม่มีคำสัญญาที่ยิ่งใหญ่ไม่มีคำว่ารักมีเพียงการตัดสินใจธรรมดาที่จะไปเคาะประตูบ้านหลังหนึ่งในเช้าวันรุ่งขึ้นเพราะบางครั้งการอยู่เคียงข้างใครสักคนไม่ได้เริ่มต้นจากการพูดอะไรสวยงามแต่มันเริ่มต้นจากการไม่หันหลังเดินจากเขาไป
แสงไฟในห้องของอาโออิยังคงสว่างอยู่ส่วนมาซาอากิยังคงยืนอยู่ที่เดิมจนกระทั่งไฟดวงสุดท้ายของหมู่บ้านค่อย ๆดับลงทีละหลังและท่ามกลางคืนอันหนาวเหน็บชายคนหนึ่งได้ตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของตัวเองโดยไม่มีใครรู้แม้แต่หญิงสาวที่กำลังร้องไห้อยู่หลังหน้าต่างบานนั้นก็ไม่รู้เช่นกันว่าั้แ่วันพรุ่งนี้เป็ต้นไปเธอจะไม่ต้องเดินผ่านความมืดเพียงลำพังอีกแล้ว