บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAX

    เข้าปาร์ตี้ครั้งแรก

    บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAXเข้าปาร์ตี้ครั้งแรก





              ดวงอาทิตย์ยามเช้าเริ่มลอยขึ้นเหนือเส้นขอบฟ้า ย้อมท้องนภายามค่ำคืนให้เป็นสีส้มอ่อน ตามด้วยแสงสว่างอันอบอุ่นเริ่มแผ่ไปทั่วทุกสารทิศ เหล่าชาวบ้านหาเช้ากินค่ำเริ่มตื่นขึ้นมาหุงหาอาหาร และเตรียมตัวทำงานตามกิจวัตรประจำวัน

              ไม่นานนักดวงอาทิตย์ยามเช้าก็ลอยขึ้นสูง ส่องแสงรำไรเข้ามาในห้องพักห้องหนึ่งผ่านช่องว่างระหว่างหน้าต่างไม้สองบาน

              เปลือกตาหนาที่ปิดสนิทภายใต้หมวกเกราะเริ่มเปิดออก ก่อนที่ร่างสวมชุดเกราะหนาทมิฬจะบิดตัวคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งอยู่ในท่านั่งพิงกำแพงบนเตียง พร้อมกับหมวกเกราะที่ครอบคลุมศีรษะได้แยกส่วน เผยใบหน้าคมเข้มได้สบกับอากาศเย็นยามเช้าภายในห้อง

              หลังจัดการขยับคอซ้ายขวาเพื่อคลายกล้ามเนื้อ ผมก็ตัดสินใจลุกออกจากเตียง แล้วเดินไปเปิดหน้าต่างไม้ ปล่อยให้แสงตะวันสาดส่องเข้ามาเต็มห้อง

              สาเหตุที่ผมยังสวมชุดเกราะทั้งที่นอนอยู่ มันก็ไม่ใช่ว่าผมไม่สามารถถอดมันออกได้หรอกนะ แต่เป็นเพราะความกังวลไม่เข้าเรื่องของผมเกิดกลัวขึ้นมาว่าอาจจะถูกใครลอบโจมตีระหว่างหลับ เนื่องจากว่าผมดันไปสร้างศัตรูเอาไว้ในเมือง อย่างพวกนักผจญภัยทีมพายุทมิฬ และเจ้าหัวทองที่เป็นนักผจญภัยระดับมิธริลเนี่ยสิ

              ผมเหม่อมองทัศนียภาพยามเช้าพลางยกท่อนแขนสวมเกราะหนาวางพาดริมหน้าต่าง ทั้งที่ยังเช้าตรู่ แต่ผู้คนของเมืองนี้ก็ตื่นขึ้นจากการหลับใหล และดำเนินวิถีชีวิตกันแล้ว ตามริมถนนใหญ่มีผู้คนเดินสัญจรไปมา และมีสิ่งคล้ายกับแผงลอยตังอยู่ตามข้างถนน ไม่ว่าจะเป็นร้านขายผักผลไม้ ร้านของคนขายที่กำลังย่างเนื้อชิ้นหนาส่งกลิ่นหอมอบอวล ร้านขายเสื้อผ้า หรืองานหัตถกรรมต่าง ๆ

              ระหว่างมองชมทัศนียภาพของเมือง ผมก็นึกย้อนทบทวนกลับไปเมื่อวันก่อน หลังจากนำเงินรางวัลไปผ่อนหนี้ที่ร้านของแซนด์คอฟ ซึ่งดูเหมือนจะมีคนงานเพิ่มมากขึ้นอย่างน่าประหลาด

              จากนั้นผมก็เดินไปรับถุงหนังสัมภาระที่ฝากเอาไว้ในค่ายทหารกลับมา ก่อนจะตัดสินใจกลับโรงแรมที่ผมได้ทำการเช่าห้องไว้อยู่เพื่อพักผ่อน

              ความหมายของคำว่าพักผ่อนของผมมันไม่ใช่การพักผ่อนทางกายนะ หากแต่เป็นการพักผ่อนทางใจต่างหาก เพียงแค่วันเดียวก็พบเจอเรื่องราวมากมายจนรับมือแทบไม่ทัน ทั้งถูกทหารจับตัว ถูกออร์คเป็นร้อยตัวเข้าโจมตี ต่อสู้กับหัวหน้าออร์คจนได้รับบาดเจ็บ ถูกเจ้าเอลฟ์หน้าตาวอนส้นเท้าสอบปากคำ ได้เดินเที่ยวเมืองกับสาวงาม ซึ่งช่วงเวลานี้ช่วยจรรโลงใจได้ดีที่สุดแล้ว จากนั้นก็กลายเป็นหนี้! ทำเอาผมรู้สึกจิตตกไปชั่วขณะหนึ่งเลย ไหนจะต้องฟาดปากกับขี้เมาในกิลด์นักผจญภัย จากนั้นก็วิ่งมาราธอนไปทวงศีรษะของหัวหน้าออร์คจากพวกทหาร แล้วยังต้องต่อสู้กับออร์คหลายสิบตัวอีกแล้ว

              ยังไม่หมดเท่านั้นนะ พอกลับมาที่กิลด์นักผจญภัยผมก็ต้องถูกหาเรื่องจากเจ้าหัวทอง ซึ่งเป็นนักผจญภัยระดับมิธริล ดูเหมือนเขาจะมีชื่อเสียงสูงพอสมควร ไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีปัญหาอะไรตามมาอีกหรือเปล่าจากการที่ผมได้อัดเจ้าหัวทองปากมากไป

              "เฮ้อ... สาบานนะว่าแค่วันเดียว?"

              ผมถอนหายใจออกมาด้วยความหน่ายใจ ก่อนจะผละสองแขนออกจากหน้าต่างไปหยิบแบล็ค เกรทซอร์ดที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมาพาดไว้บนบ่า หลังตรวจสอบเงิน และสื่งของในกระเป๋าสะพายข้างเอวเรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินออกจากห้องพักลงไปข้างล่าง

              ตรงชั้นล่างไม่มีใครอยู่สักคน พวกลูกค้าที่มาใช้บริการห้องพักคนอื่นเองก็เดินออกไปโดยไม่พูดอะไร สาเหตุคงเป็นเพราะบริการอาหารจะมีเพียงเฉพาะตอนเย็นเท่านั้น พวกเขาจึงออกไปหาอาหารทานข้างนอกแทน เมื่อวานด้วยความที่ผมไม่มีความรู้สึกหิวจึงลืมทานข้าวเย็นไปเสียสนิท

              ผมนำพาร่างสวมชุดเกราะหนาเดินออกไปยังถนนใหญ่พลางกระชับแบล็ค เกรทซอร์ดบนบ่าไว้ให้มั่น สายตาของผู้คนพลันหันมาจ้องผมเป็นตาเดียวช่างน่าอึดอัด แม้จะถูกมองแบบนี้หลายครั้ง ผมก็ยังไม่ชินอยู่ดีนั่นแหละ

              ผมก้าวเดินไปตามริมถนน พลางเหล่มองแผงลอยขายสินค้าต่าง ๆ ตามข้างทาง ตามซุ้มแผงลอยของพ่อค้าแม่ค้าแต่ละซุ้มจะขายสินค้าแตกต่างกันไป แม้บางร้านจะขายของซ้ำกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้ตั้งร้านติดกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน

              เดินไปได้สักพัก ผมก็เจอร้านแผงลอยส่งกลิ่นหอมตรงหน้าไม่ห่างมากนัก หน้าร้านมีเตาถ่านตั้งอยู่ กำลังย่างเนื้อชิ้นหนาเกิดเป็นเสียงแตกของน้ำมันชวนอยากอาหาร

              กลิ่นหอมของเนื้อย่างผสมกับสมุนไพรช่างกระตุ้นความอยากของอาหารมากทีเดียว แม้กระทั่งผมซึ่งไม่มีความรู้สึกหิวยังอยากทานเลย

              "พ่อค้า เนื้อย่างนี่มาจากตัวอะไรงั้นหรือ?"

              ผมเดินไปหยุดอยู่หน้าแผงลอยย่างเนื้อ ก่อนจะเอ่ยถามพ่อค้าวัยกลางคนด้วยความสนอกสนใจ พลางชี้นิ้วไปยังเนื้อสีน้ำตาลสวยบนเตาถ่านกำลังส่งกลิ่นหอมอบอวล

              "โอ๊ะ!? ท่านอัศวิน มันคือเนื้อกวางย่างสมุนไพรขอรับ"

              พ่อค้าวัยกลางคนส่งเสียงแปลกใจเมื่อมองเห็นผม ก่อนจะเอ่ยตอบคำถามด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร

              ที่แท้ก็เป็นเนื้อกวางนี่อีก ผมนึกว่าเป็นเนื้อกระต่ายป่าเสียอีก

              "กลิ่นหอมน่าทานมาก ขอซื้อห่อนึงนะ"

              "ด้วยความยินดีขอรับ!"

              ผมสั่งพร้อมมองห่อใบไม้ขนาดใหญ่ที่วางเรียงอยู่บนแผงหน้าร้านด้วยความสนใจ ทว่าแทนที่ลุงพ่อค้าจะส่งห่อใบไม้มาให้ผม แต่เขากลับแกะห่อใบไม้แล้วนำเนื้อที่ถูกย่างไปแล้ว ลงไปย่างบนตะแกรงอีกรอบ

              เขาคงตั้งใจจะย่างใหม่อีกรอบเพื่อให้เนื้อร้อนสินะ สังเกตได้จากการที่เขาใช้ไม้คีบพลิกเนื้อไปมาหลายรอบ เพื่อให้เนื้อร้อนอย่างพอดี

              ผมรับเนื้อกวางย่างสมุนไพรร้อนกำลังดีมาจากเขาก่อนกล่าวขอบคุณ แม้ชิ้นเนื้อกวางจะมีปริมาณค่อนข้างมาก แต่ราคากลับตกที่อยู่เหรียญทองแดงเพียงห้าเหรียญเท่านั้น 

              กลิ่นหอมกรุ่นกระตุ้นความอยากอาหารช่างเย้ายวนเสียจนผมไม่อาจอดใจไหว ต้องเดินไปพลางกินไปพลาง เนื้อกวางไม่ได้เหนียว หรือนุ่มเกินไปกำลังพอดี พร้อมกับกลิ่นหอมของสมุนไพรช่วยดับกลิ่นคาว และเพิ่มรสชาติของเนื้อกวางให้อร่อยมากขึ้นไปอีก เล่นทำเอาใบหน้าเคร่งขรึมของอาทัสไม่อาจกลั้นรอยยิ้มสุขใจได้เลย

              เนื่องจากร่างกายของอาทัสไม่มีความรู้สึกหิว จึงทำให้ผมสามารถเขมือบเนื้อย่างชิ้นโตหมดในไม่กี่คำ โดยไม่รู้สึกถึงความอิ่มแม้แต่น้อย

              แม้จะรู้สึกอยากซื้อมากินเพิ่มอีกสักสองสามชิ้น แต่ตอนนี้ผมจำเป็นต้องประหยัดเงินก่อน ต้องขอบคุณร่างกายนี้ทำให้ผมไม่จำเป็นต้องเสียเงินค่าอาหารมากนัก นอกจากจะซื้อเฉพาะตอนอยากทานเท่านั้น

              ผมหยุดเดินพลางโยนใบไม้สีเขียวที่ใช้ห่อเนื้อลงข้างทาง ก่อนจะปรายตามองกิลด์นักผจญภัยตรงหน้า พร้อมกับเสียงซุบซิบนินทาของนักผจญภัยโดยรอบได้ดังเข้าหู กระนั้นผมก็ทำเป็นไม่สนใจ ก้าวขาสวมเกราะหนาเดินผ่านเข้าไปในประตูด้วยฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง

              ทุกสายตาในกิลด์นักผจญภัยพลันหันขวับมามองผมเป็นสายตาเดียว มีทั้งสายตาหวาดระแวง สายตาชื่นชม และสายตาสงสัยปะปนกันไป แต่ผมก็ยังคงไม่สนใจก้าวเท้าสวมเกราะหนาเดินย่ำไปตามพื้นไม้ตรงไปยังกระดานภารกิจ 

              เมื่อนักผจญภัยที่กำลังออกันอยู่หน้ากระดานสังเกตเห็นผมกำลังตรงเข้าไปหา พวกเขาก็ต่างพากันรีบถอยแหวกทางในฉับพลัน ผมที่ไม่ทันตั้งตัวกับการกระทำของพวกเขาก็ถึงกับผงะไปชั่วขณะหนึ่ง

              แต่เพื่อไม่ให้หลุดคาแรกเตอร์สุดเท่ของอาทัส ผมจึงทำท่าเป็นหมุนคอเกิดเป็นเสียงดังกร๊อบแกร๊บ ก่อนจะทำสีหน้าเคร่งขรึมก้าวเดินไปหยุดอยู่หน้ากระดานภารกิจ พลางกวาดสายตามองกระดาษภารกิจแต่ละแผ่นอย่างถี่ถ้วน

              ผมมองข้ามภารกิจระดับปกติ และภารกิจระดับยากทันที เนื่องจากตอนนี้ต้องการเงินมาใช้หนี้เป็นการด่วน ดังนั้นภารกิจที่ผมสนใจจึงมีเพียงภารกิจระดับอันตราย และภารกิจระดับหายนะเท่านั้น

              ภารกิจระดับหายนะมีอยู่ทั้งหมด 3 ภารกิจ เดิมเคยมีอยู่ 4 ภารกิจ แต่เมื่อวันก่อนผมได้ทำการยืนยันถึงการตายของหัวหน้าออร์คจึงทำให้ภารกิจ 'สังหารหัวหน้าออร์ค' ถูกถอดออกไปแล้ว          
              ภารกิจระดับหายนะแผ่นแรกเป็นภารกิจที่มีชื่อว่า 'ภารกิจกำจัดไวเวิร์น' เนื้อหาของภารกิจประมาณว่า มีการพบเห็นไวเวิร์นได้เข้าโจมตีหมู่บ้านแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกของเมืองปราการซาดีน ค่าตอบแทน 12,500 เหรียญทอง 

              เนื้อหาของภารกิจมีเพียงเท่านี้ ถึงแม้เงินรางวัลจะเยอะช่างล่อตาล่อใจ แต่มันค่อนข้างคลุมเครือ และดูอันตรายเกินไปผมจึงมองข้ามภารกิจนี้ไป

              ภารกิจระดับหายนะแผ่นที่สองเป็นภารกิจที่มีชื่อว่า 'ภารกิจกำจัดซาลาแมนเดอร์' เนื้อหาของภารกิจมีการกล่าวไว้ว่า มีการพบเจอกิ้งก่าตัวใหญ่ที่มีไฟลุกท่วมอยู่ภายในเหมืองขุดเหล็กใต้ดินใกล้กับเมืองปราการซาดีน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นซาลาแมนเดอร์ ค่าตอบแทน 10,500 เหรียญทอง

              ภารกิจนี้นับว่าค่อนข้างน่าสนใจ และมีการระบุสถานที่ไว้อย่างชัดเจนด้วย แม้ผมจะไม่เคยเห็นมอนสเตอร์ที่ชื่อว่าซาลาแมนเดอร์ในเกมมาก่อน แต่เนื้อหาระบุไว้ว่าเป็นมอนสเตอร์ที่มีไฟลุกท่วม ซึ่งมันน่าจะเป็นมอนสเตอร์ธาตุไฟ ด้วยความที่ว่าชุดเกราะของผมมีความต้านทานไฟค่อนข้างสูง สำหรับผมน่าจะเหมาะกับงานนี้

              ภารกิจระดับหายนะแผ่นที่สามเป็นภารกิจที่มีชื่อว่า 'ภารกิจกำจัดหมูป่าปีศาจ' เนื้อหาของภารกิจประมาณว่า มีการพบเจอหมูป่ายักษ์บริเวณเนินเขาที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าร็อคเฮมฟ์ ค่าตอบแทน 8,500 เหรียญทอง

              นับว่าเป็นชื่อมอนสเตอร์ที่ดูแปลกมากเลยทีเดียว หมูป่าปีศาจ? ฟังยังไงก็ดูเป็นมอนสเตอร์ที่ไม่น่าจะมีอันตรายอะไร และเงินรางวัลยังน้อยที่สุดอีกด้วย แถมข้อมูลที่อยู่ของมันก็ค่อนข้างคลุมเครือ ดังนั้นผมจึงเลิกให้ความสนใจภารกิจนี้ไป

              ถึงแม้ผมจะเล็ง 'ภารกิจกำจัดซาลาแมนเดอร์' ไว้แล้วก็ตาม แต่ก็ยังหันไปสนใจภารกิจระดับอันตรายสำหรับใช้เป็นรายได้เสริม ภารกิจระดับอันตรายที่ผมเล็งเอาไว้ก็มี ภารกิจกำจัดออร์คเป็นหลัก บางทีถ้าผมไปทวงศีรษะของออร์คจากแม่ทัพจะดีกว่ามั้ยนะ?

              แต่ภารกิจระดับอันตรายอันอื่นก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นภารกิจกวาดล้างรังก็อบลิน ค่าตอบแทน 100 เหรียญทอง ภารกิจตามหาสมุนไพรหายาก เนสตี้ ค่าตอบแทน 200 เหรียญทอง หรือภารกิจสำรวจซากโบราณสถาน ที่ให้ค่าตอบแทนสูงถึง 300 เหรียญทอง

              และที่เห็นว่าน่าสนใจที่สุดก็น่าจะเป็น ภารกิจปราบปราม อารัคเน่ ซึ่งให้ค่าตอบแทนสูงถึง 1,000 เหรียญทอง และยังมีเขียนกำกับไว้ด้วยนะว่า ต้องเป็นนักผจญภัยระดับทองคำขึ้นไปเท่านั้น จึงจะสามารถรับภารกิจนี้ได้

              เจ้าอารักเน่ที่ว่าตัวนี้น่าจะมีระดับอันตรายค่อนไปทางหายนะสินะ ถึงได้มีการระบุระดับของนักผจญภัยเอาไว้ชัดเจนขนาดนี้ เอาเป็นว่าผมจะเพ่งเล็งภารกิจนี้อีกภารกิจละกัน ก่อนจะกวาดสายตามองภารกิจอันตรายแผ่นถัดไป

              "นี่! พี่ชายสวมเกราะ ท่านว่างอยู่หรือเปล่า?"

              ขณะที่ผมกำลังมองสำรวจภารกิจแต่ละแผ่นอยู่นั่นเอง ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านข้าง ส่งให้ผมต้องหันไปมองด้วยความแปลกใจ ก็พบกับชายหนุ่มสวมเกราะเบา เหน็บดาบสั้นไว้ข้างเอว และติดโล่กลมเล็กไว้ที่แขนซ้าย ผมตัดสั้นสีน้ำตาลอ่อน สีหน้าดูเป็นคนอัธยาศัยดี กำลังยืนยิ้มอยู่ด้านข้าง

              "เจ้าหมายถึงข้างั้นรึ?"

              ผมแลซ้ายแลขวาก่อนจะก้มลงมาเอ่ยถามชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความสงสัย

              "ใช่แล้วพี่ชาย ไม่ทราบว่าท่านว่างอยู่หรือไม่?"

              ชายหนุ่มพยักหน้ากล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง ผมเองก็ไม่รู้ว่าเขามีเจตนาอะไรถึงได้เข้ามาถามคนสวมชุดเกราะหนักทั้งตัวแบบนี้ ผมจึงกล่าวตอบไปตามความจริง

              "ข้าก็ว่างอยู่หรอก มีธุระอะไรงั้นรึ?"

              "พอดีว่าในปาร์ตี้ของข้า เพื่อนที่ทำหน้าที่เป็นตัวชนกำลังพักรักษาตัวจากการไปลุยภารกิจเมื่อวันก่อน ทำให้ในตอนนี้ปาร์ตี้ของข้ากำลังขาดตัวชนไปคนหนึ่ง เห็นท่านสวมเกราะหนักเช่นนี้ ข้าก็เลยอยากจะชวนท่านเข้าร่วมปาร์ตี้ของข้าได้หรือไม่? ขอร้องล่ะพี่ชาย ขอแค่ภารกิจเดียวเท่านั้น"

              เจ้าหนุ่มหัวน้ำตาลอธิบายด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่เขาจะพูดพลางพนมมือขอร้องด้วยรอยยิ้มแห้ง                    "อืม... ขอข้าคิดดูก่อนนะ"

              ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะครุ่นคิดถึงส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้ หากให้คาดเดาจากระดับนักผจญภัยของเจ้าหนุ่มคนนี้ เขาน่าจะอยู่ในระดับเหล็ก ไม่ก็ระดับเงิน ดังนั้นภารกิจที่รับก็น่าจะเป็นภารกิจที่ให้ค่าตอบแทนน้อย สำหรับผมที่ตอนนี้กำลังร้อนเงินอยู่ก็ควรจะปฏิเสธเขาไป

              แต่ผมเองก็ค่อนข้างสนใจวิธีการต่อสู้แบบปาร์ตี้ของนักผจญภัยเหมือนกัน เนื่องจากภายในเกม ปาร์ตี้ของผู้เล่นจะเป็นแบบจับฉ่ายเสียมากกว่า ความสามารถของคนในปาร์ตี้จะเป็นอย่างไรก็ช่าง ขอแค่ให้เล่นเป็น และอย่าตายก็พอเท่านั้น

              เผลอ ๆ บางปาร์ตี้ยังมีแต่นักเวทล้วนเลยด้วยซ้ำ... แต่มันก็ดันเวิร์คด้วยการระดมยิงเวทมนตร์อย่างกับห่าฝนจนสามารถผ่านด่านได้

              เอาเป็นว่าตอบตกลงไปก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร ถือว่าเป็นการเที่ยวเล่นผ่อนคลายละกัน ยังไงผมก็ไม่ได้รีบร้อนอยากได้เงินมากขนาดนั้น แถมการเข้าร่วมปาร์ตี้ของผู้คนในโลกนี้เป็นครั้งแรกก็น่าสนใจไม่น้อย

              "ย่อมได้ ข้าตกลง"

              "ขอบคุณมากนะ พี่ชาย!"

              เมื่อคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนดีแล้ว ผมจึงตัดสินใจเอ่ยตอบตกลงเสียงทุ้มต่ำ ส่งให้เจ้าหนุ่มตรงหน้ากล่าวขอบคุณด้วยสีหน้ายินดี

              "ไม่ทราบว่าพี่ชายอยู่ระดับอะไรงั้นหรือ?"

              "ระดับเงินน่ะ"

              "ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ดีเลย"

              ระหว่างแลกเปลี่ยนบทสนทนากันเล็กน้อย เจ้าหนุ่มก็พาผมเดินออกมาจากกระดานภารกิจตรงไปยังโต๊ะไม้ยาวที่มีคนนั่งอยู่ประมาณ 3 คน คนแรกเป็นหญิงสาวสวมเสื้อคลุมนักเวท เหน็บไม้เท้าสีน้ำตาลที่มีอัญมณีสีฟ้าอยู่ตรงปลาย หน้าตาของนางนับว่าดูดีพอสวมควร เส้นผมยาวสีเงิน ผิวพรรณสวยสีน้ำผึ้ง ใบหน้าเรียวสวยมีกระเล็กน้อย และดวงตาสีฟ้าอ่อน นอกจากนี้ยังมีหูยาวแบบเอลฟ์อีกด้วย

              คนที่สองเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างผอมบาง สวมชุดเกราะหนังเพื่อให้เคลื่อนไหวสะดวก เข็มขัดเหน็บมีดสั้นหลายเล่ม และอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ กลางแผ่นหลังสะพายหน้าไม้เอาไว้ ใบหน้าเด็กเกินกว่าจะเป็นชายหนุ่ม และส่วนสูงค่อนข้างน้อย เขาน่าจะมีอายุประมาณ 15 ปี ไม่ก็ 16 ปี ผมตัดสั้นสีดำ ใบหน้าอ่อนเยาว์ ผิวพรรณขาวผ่อง กำลังนั่งคุยกับเอลฟ์สาวนักเวทด้วยท่าทางระริกระรี้

              คนที่สามเป็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำสวมชุดเกราะหนักสีเทาหม่น สะพายโล่ไว้กลางหลัง และเหน็บค้อนสงครามด้ามจับสั้นไว้ข้างเอว ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มประดับตลอดเวลา และผิวหนังกรำแดด ผมสั้นสีทอง ดูจากลักษณะภายนอกเขาน่าจะเป็นตัวชนของปาร์ตี้นี้ แต่จากการที่เจ้าหนุ่มหัวน้ำตาลมาชวนผม ปาร์ตี้นี้น่าจะมีตัวชนอยู่สองคนสินะ

              "ทุกคน! ข้าหาสมาชิกในปาร์ตี้คนใหม่มาได้แล้ว"

              เจ้าหนุ่มหัวน้ำตาลกล่าวกับพรรคพวกในปาร์ตี้ด้วยรอยยิ้ม ทั้ง 3 คนที่กำลังสนทนากันอยู่หันมามองด้วยความสนใจ ก่อนจะมองผมตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า และสายตาของพวกเขาก็ต้องมาหยุดอยู่ตรงแบล็ค เกรทซอร์ดที่ผมพาดเอาไว้บนบ่าขวา

              "ข้าจะเป็นสมาชิกชั่วคราว มีนามว่า อาทัส เป็นนักผจญภัยระดับเงิน ขอฝากตัวด้วย"

              ผมกวาดสายตามองพวกเขา ก่อนจะกล่าวแนะนำตัวออกไปตามมารยาทด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เมื่อเห็นว่าผมกำลังแนะนำตัว คนอื่นเองก็เริ่มแนะนำตัวด้วยเช่นกัน

              เอลฟ์สาวนักเวทมีชื่อว่า โซน่า นางเป็นนักผจญภัยระดับเงินเหมือนกับผม มีหน้าที่ใช้คอยเวทมนตร์สนับสนุน และปฐมพยาบาลพื้นฐานให้แก่สมาชิกในปาร์ตี้ยามบาดเจ็บเล็กน้อย

              ชายหนุ่มรูปร่างกำยำสวมชุดเกราะหนักมีชื่อว่า ครินซ์ เป็นนักผจญภัยระดับเงินเช่นกัน เขามีหน้าที่คอยเป็นตัวชนให้กับคนในปาร์ตี้ แต่เนื่องจากหนึ่งปาร์ตี้อย่างน้อยต้องมีตัวชน 2 คน หากเขาต้องทำหน้าที่ตัวชนเพียงคนเดียวก็จะลำบากเกินไป จึงจำเป็นต้องหาคนในตำแหน่งเพิ่มอย่างเร่งด่วน

              เด็กหนุ่มรูปร่างผอมบางมีชื่อว่า คาร์ล เป็นนักผจญภัยระดับเพียงแค่เหล็ก แต่เนื่องจากความสามารถของเขาคือการก่อกวนศัตรู และปลดกับดัก จึงสามารถเข้าร่วมปาร์ตี้ระดับเงินนี้ได้

              และคนสุดท้ายคือเจ้าหนุ่มหัวน้ำตาลที่มาชวนผมเข้าปาร์ตี้ เขามีชื่อว่า แจ็ค เป็นนักผจญภัยระดับเงิน มีหน้าที่คือลีดเดอร์ของปาร์ตี้นี้ และคอยคุ้มกันโซน่าขณะใช้เวทมนตร์ 

              "จะยืนคุยกันก็กระไรอยู่ นั่งก่อน ๆ"

              แจ็คกล่าวกับผมแบบเป็นกันเองพลางกวักมือเรียกด้วยรอยยิ้ม ผมก็ไม่ขัดศรัทธาทำการวางแบล็ค เกรทซอร์ดลงบนพื้นข้างโต๊ะ แล้วทิ้งตัวลงนั่งด้านข้างเด็กหนุ่มร่างผอมบาง

              "ก่อนจะคุยเนื้อหาของภารกิจ เจ้าช่วยโชว์บัตรนักผจญภัยให้พวกเราดูจะได้ไหม อาทัส?"

              ครินซ์กล่าวกับผมด้วยรอยยิ้มประดับบนใบหน้า ผมจึงพยักหน้าพลางหยิบบัตรนักผจญภัยออกมาจากกระเป๋าสะพายขึ้นมาวางบนโต๊ะ

              "เป็นนักผจญภัยระดับเงินจริง ๆ ด้วย ทำไมข้าถึงไม่เคยเห็นหน้าของเจ้ามาก่อนเลยล่ะ มาใหม่งั้นรึ?"

              "ข้าพึ่งเดินทางมาถึงเมืองนี้เมื่อวันก่อนเองน่ะ"

              ผมตอบข้อสงสัยของครินซ์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมไร้อารมณ์ เจ้าตัวคนถามจึงพยักหน้าเข้าใจ ส่วนแจ็คก็ฉวยบัตรนักผจญภัยของผมไปดูด้วยความสนใจจนโดนโซน่าเอ็ดเล็กน้อย

              "เวทมนตร์สายฟ้า? มันคือเวทมนตร์อะไรน่ะ? ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย แล้วเจ้าล่ะ โซน่า เคยได้ยินเวทมนตร์นี้บ้างมั้ย?"

              แจ็คขมวดคิ้วเอ่ยคำพูดสงสัยออกมา พลางยื่นบัตรนักผจญภัยในมือให้โซน่าดู แม้สาวเอลฟ์นักเวทจะดุแจ็คเรื่องที่เขาฉวยบัตรนักผจญภัยของผมไปอ่านโดยไม่ขออนุญาต แต่เมื่อนางได้เห็นข้อมูลในบัตรก็ต้องเผยสีหน้าสงสัยไม่ต่างกัน

              "ข้าเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย... อาทัส เจ้าช่วยแสดงเวทมนตร์สายฟ้าให้พวกเราดูหน่อยจะได้หรือไม่?"

              โซน่าพึมพำกับตัวเองเสียงค่อย ก่อนจะหันมากล่าวกับผมด้วยท่าทางสนใจใครรู้ แจ็ค และอีกสองคนเองก็สนใจไม่ต่างกัน

              "ได้"

              ผมสูดลมหายใจเข้าพลางตอบตกลง ก่อนจะแบมือซ้ายวางไว้บนโต๊ะ ท่ามกลางสายตาสงสัย 4 คู่ ฉับพลันนั้นก็ได้มีประกายสายฟ้าสีทองปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของผม สร้างความแตกตื่นให้แก่ทุกคนจนต้องเบิกตากว้าง

              "ไม่น่าเชื่อ!"

              "สวยจัง"

              ทั้งครินซ์ และโซน่าอุทานเสียงเบาหวิวออกมา ดวงตาของทุกคนต่างจ้องมองประกายสายฟ้าบนฝ่ามือของผมไม่วางตา เมื่อเห็นว่าพวกเขารับรู้เรื่องนี้กันหมดทุกคนแล้ว ผมจึงหุบฝ่ามือสลายประกายสายฟ้าสีทองให้หายไป

              "ช่วยคืนบัตรมาด้วย"

              "อ๊ะ! ขอโทษที"

              ผมเบนสายตาไปมองแจ็คพลางแบมือกล่าวทวงบัตรนักผจญภัย ชายหนุ่มพึ่งรู้สึกตัวจึงส่งบัตรนักผจญภัยในมือคืนมาให้ผมด้วยรอยยิ้มแห้ง

              "แล้ว? ภารกิจที่พวกเจ้าจะไปทำคือภารกิจอะไร?"

              ผมกล่าวถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึมพลางเก็บบัตรนักผจญภัยกลับเข้าไปในกระเป๋าสะพาย แทนคำตอบแจ็คทำการหยิบกระดาษแข็งมาวางลงบนโต๊ะให้ผมดู

              "มันคือภารกิจระดับอันตราย ภารกิจตามล่าฝูง เฟลมมิ่ง วูล์ฟ ในเนื้อหาภารกิจบอกไว้ว่ามีการพบเจอฝูงของพวกมันอยู่แถวชายป่าทางทิศตะวันออกห่างออกไปจากเมืองค่อนข้างไกล ค่าตอบแทน 300 เหรียญทอง เยอะใช่มั้ยล่ะ หากภารกิจนี้สำเร็จพวกเราจะแบ่งเงินรางวัลเท่า ๆ กัน ส่วนเงินค่าวัตถุดิบจากการขายพวกมัน เราจะแบ่งตามจำนวนคนที่สังหารได้"

              ผมพยักหน้าเข้าใจต่อคำอธิบายของเขา เงินจำนวน 300 เหรียญทองก็นับว่าไม่เลวนัก หากแบ่งกัน 5 คนให้เท่ากันก็ตกอยู่ที่คนละ 60 เหรียญทอง ส่วนค่าวัตถุดิบจะแบ่งตามที่ฆ่าได้สินะ ถ้าผมทำภารกิจนี้ก็คงจะได้เงินราว ๆ 200 ถึง 300 เหรียญทอง

              แม้จำนวนอาจจะดูเหมือนน้อยหากเทียบกับหนี้ที่ผมมีอยู่ แต่การแบ่งค่าตอบแทนกันในปาร์ตี้ก็เป็นแบบนี้แหละ ภายในเกมเองก็มีการแบ่งรางวัลกับคนในปาร์ตี้หลังจากเคลียร์ดันเจี้ยนเสร็จแล้วเหมือนกัน

              "แล้วมีการค้างแรมด้วยมั้ย?"

              "ต้องค้างอยู่แล้ว ระยะทางนับว่าไกลมากทีเดียว หากเดินเท้าก็ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งวันเห็นจะได้ เราจะทำการค้างคืนระหว่างทางหนึ่งคืนก่อน แล้วค่อยออกล่าในเช้าของวันถัดไป"

              "เข้าใจแล้ว ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวไปเตรียมตัวสักครู่"

              เมื่อรับรู้ว่าจะต้องมีการค้างคืน ผมจึงพยักหน้ากล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นเตรียมเดินกลับไปยังโรงแรมเพื่อเตรียมสัมภาระ แต่แล้วแจ็ค และคนอื่นเองก็ลุกขึ้นด้วยเช่นกัน

              "พอดีว่าพวกเราเตรียมของกันเรียบร้อยแล้ว ถ้ายังไงก็ขอตามไปด้วยนะ เผอิญมันเลยเวลาเดินทางมาค่อนข้างมากแล้ว เนื่องจากต้องตามหาสมาชิกสำรอง ก็เลยกะว่าจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้เลย"

              ผมกะพริบตาปริบ ๆ มองพวกเขา แจ็คจึงกล่าวอธิบายด้วยรอยยิ้มแห้งพลางหยิบกระเป๋าสัมภาระขึ้นมาจากใต้โต๊ะ คนอื่นเองก็หยิบสัมภาระที่วางอยู่ใต้โต๊ะออกมาเช่นกัน

              "เข้าใจแล้ว"

              ผมเองก็ไม่ขัดข้องอะไรจึงพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหยิบแบล็ค เกรทซอร์ดขึ้นมาพาดไว้บนบ่า แล้วเดินออกจากกิลด์นักผจญภัยไปพร้อมกับสมาชิกในปาร์ตี้ใหม่
              
    ______________________________________________________
    อย่าลืมนะครับว่านิยายเรื่องนี้มันคือ 'บันทึกการเดินทาง' ดังนั้นอาทัสเจออะไร ผู้อ่านก็ต้องพบเจอด้วย เหมือนกับการเดินทางไปพร้อมกับอาทัส และพบเจออะไรใหม่ๆ ไม่ใช่แนวที่จะมีแต่ฉากต่อสู้ฆ่าฟันกันอย่างเดียว(ถึงส่วนใหญ่จะเป็นแนวอย่างนั้นก็เถอะ) แต่ก็ต้องมีฉากสบายๆ ของอาทัสให้เขาได้พักผ่อนบ้าง เข้าใจตรงกันนะจ้ะ หวังว่าจะไม่เบื่อกันนะ แค่ตอนเดียวเอง~ อ่ะ! ตัดเข้าช่วงโฆษณา!

    ช่วงประวัติของอุปกรณ์สวมใส่
    โล่พฤกษาสวรรค์อาเทนิส
         โล่นี้ถูกสร้างขึ้นบนสรวงสวรรค์ของเทพีแห่งความรัก และความอุดมสมบูรณ์ มันจึงได้รับพรวิเศษให้สามารถฟื้นฟูความเจ็บปวดแก่ผู้สวมใส่อย่างช้าๆ มันถูกใช้งานโดยเทพีแห่งความรัก และความอุดมสมบูรณ์ เพื่อใช้ในการต่อกรกับกองทัพอสูรกายแห่งความมืดที่กำลังกัดกินโลก ด้วยพรวิเศษของโล่นี้จึงทำให้เทพีแห่งความรัก และความอุดมสมบูรณ์สามารถเอาชนะกองทัพอสูรกายแห่งความมืดลงได้ 
    (โอกาสที่จะได้รับโล่นี้ผู้เล่นจะต้องต่อสู้กับบอสด้วยตัวคนเดียวเท่านั้น และถึงแม้จะสู้ด้วยตัวคนเดียวแล้วก็ตาม แต่โอกาสดรอปก็ยังต่ำมากอยู่ดี ที่สำคัญบอสก็มี HP ที่สูงมากชนิดที่ว่าผู้เล่นนับสิบคนรุมโจมตีกว่า 20 นาที จึงจะล้มบอสตัวนี้ได้ แถมเจ้าบอสตัวนี้มันยังสามารถ one shot kill ผู้เล่นได้ด้วยท่าโจมตีใหญ่ แน่นอนว่าอาทัสสู้กับบอสตัวนี้จนเลือดตาแทบกระเด็น ตายห่าตายโหงไปนับไม่ถ้วน แม้จะฆ่าได้มันก็ไม่ดรอปให้เสียที กว่าจะดรอปโล่นี้มาได้ก็ใช้เวลาหลายวันเลยทีเดียว)

    อัพเมื่อวันที่ 18/10/2563