ท้องฟ้าเหนือยอดเขาหมอก์ที่เคยขาวโพลนด้วยพายุหิมะ บัดนี้ถูกย้อมด้วยสีดำสนิทราวกับราตรีที่ไร้แสงดาว ความโกรธเกรี้ยวของยอดฝีมือระดับ 'ครึ่งก้าวสู่ิญญาแรกกำเนิด' ได้พลิกผันกฎเกณฑ์ของธรรมชาติไปอย่างสิ้นเชิง หิมะที่ร่วงหล่นลงมาแปรเปลี่ยนเป็สีแดงคล้ำดุจหยาดโลหิต มันไม่ได้เย็นะเือีกต่อไป แต่กลับแฝงไปด้วยพลังทำลายล้างที่สามารถกัดกร่อนและแช่แข็งิญญาของผู้ที่ัั เจี้ยนอู๋ิ ประมุขแห่งสำนักกระบี่ไร้นาม ผู้ซึ่งเคยรักษากิริยาอันสงบนิ่งและเยือกเย็นดุจเซียนผู้ละทิ้งทางโลก บัดนี้ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาบิดเบี้ยวไปด้วยความคลุ้มคลั่งและอาฆาตแค้น เืสีแดงสดที่รินไหลจากหัวไหล่ซ้าย เป็ดั่งตราบาปที่ทำลายศักดิ์ศรีการเป็ผู้ไร้พ่ายของเขาตลอดร้อยปีที่ผ่านมา
"แกบังอาจ... แกบังอาจทำให้ร่างกายอันศักดิ์สิทธิ์ของข้าต้องแปดเปื้อน!" เจี้ยนอู๋ิคำรามลั่น เสียงของเขาไม่ได้เป็เพียงคลื่นเสียง แต่มันคือคลื่นพลังิญญาที่กระแทกเข้าใส่ทุกสรรพสิ่งในหุบเขา ซากศพของเหล่าศิษย์และอาคารไม้รอบลานกว้างถูกคลื่นพลังนี้บดขยี้จนแหลกเป็ผุยผง "ข้าจะไม่แช่แข็งแกให้ตายอย่างสงบอีกต่อไป ข้าจะฉีกกระชากิญญาของแกออกมา ทรมานด้วยเพลิงน้ำแข็งหมื่นปี ให้แกต้องร้องขอความตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า!"
เจี้ยนอู๋ิยกกระบี่น้ำแข็งโปร่งแสงที่มีรอยร้าวขึ้นชี้ฟ้า เขากัดปลายลิ้นพ่นเืแก่นแท้ของตนเองลงบนใบกระบี่ ทันใดนั้น พลังิญญาที่ก้าวล่วงความเป็มนุษย์ก็ะเิออกอย่างเต็มรูปแบบ ร่างของเขาค่อยๆ ลอยสูงขึ้นเหนือพื้นดิน หมอกหิมะสีเืและพลังความเย็นเยียบทะลักออกมารวมตัวกันที่เื้ัของเขา ควบแน่นและขยายขนาดขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
ภายในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ เงาร่างขนาดั์ความสูงกว่าร้อยจั้งก็ปรากฏขึ้น มันคือ 'เทพอสูรเหมันต์ผลาญฟ้า' ร่างจำแลงที่เกิดจากการผสานพลังิญญาแรกกำเนิดครึ่งซีกเข้ากับกฎเกณฑ์แห่งน้ำแข็ง รูปลักษณ์ของมันคล้ายคลึงกับอสูรร้ายในเกราะน้ำแข็งสีดำ มีหกแขน แต่ละแขนถืออาวุธที่สร้างจากผลึกน้ำแข็งมฤตยู ดวงตาสามดวงบนใบหน้าของมันสาดส่องแสงสีน้ำเงินที่เยียบเย็นจนสามารถแช่แข็งแม้กระทั่งแสงสว่าง แรงกดดันของเทพอสูรตนนี้มหาศาลจนทำให้มิติบนยอดเขาปริร้าว เกิดรอยแยกมิติสีดำเล็กๆ กระจายไปทั่ว
หลินเฟยยืนหอบหายใจอย่างหนักหน่วงอยู่เบื้องล่าง เืสีแดงสดไหลซึมออกจากมุมปาก จมูก และดวงตา การฝืนใช้เคล็ดวิชา 'สะบั้นกฎเกณฑ์' เมื่อครู่ เผาผลาญเืแก่นแท้และพลังชีวิตของเขาไปเกินกว่าครึ่ง ร่างกายที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้ากำลังสั่นสะท้านจากภาระที่เกินขีดจำกัด ทว่า ั์ตาสีเืของเขากลับยิ่งทอประกายเจิดจ้าและดุดัน ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว มีเพียงความบ้าคลั่งที่พร้อมจะลากศัตรูลงนรกไปด้วยกัน
"เทพอสูรงั้นรึ? ต่อให้เป็ทวยเทพที่แท้จริงจุติลงมา ข้าก็จะใช้กระบี่ในมือนี้ สับพวกมันให้เป็ชิ้นๆ!" หลินเฟยคำรามตอบโต้ เขาไม่ได้ถอยหนี แต่กลับปักดาบโลหิตสีดำลงบนพื้นหินศิลาที่แตกร้าว
"ตาย!" เจี้ยนอู๋ิชี้นิ้วลงมา
เทพอสูรเหมันต์ขนาดั์เื้ัเขาคำรามลั่น แขนทั้งหกข้างที่ถืออาวุธน้ำแข็งฟาดฟันลงมายังจุดที่หลินเฟยยืนอยู่พร้อมกัน การโจมตีนี้แฝงไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งความตายที่หนีไม่พ้น มิติรอบๆ ตัวหลินเฟยถูกล็อกเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ วิชาก้าวพริบตาอสรพิษไม่สามารถใช้งานได้ในสภาพแวดล้อมที่กฎเกณฑ์ถูกแช่แข็งเช่นนี้
หลินเฟยรู้ดีว่าเขาหลบไม่ได้ เขาจึงเลือกที่จะปะทะตรงๆ! เขาโคจรพลังปราณสีทองแดงที่เหลืออยู่อย่างบ้าคลั่ง ดึงรั้งพลังจากชิ้นส่วนทั้งสามในกระดูกสันหลังจนถึงขีดจำกัด รังสีสีเืทะลักออกจากร่าง ก่อตัวเป็เกราะปราณรูปดอกบัวสีเืขนาดั์ครอบคลุมร่างกายเอาไว้
ตูมมมมมมมมมมมมมม!
อาวุธน้ำแข็งทั้งหกชิ้นฟาดกระแทกเข้ากับเกราะดอกบัวสีเือย่างจัง เสียงะเิดังกึกก้องประดุจโลกาวินาศ ยอดเขาหมอก์ที่ยืนหยัดมานับหมื่นปี ถึงกับยุบตัวลงไปหลายจั้ง รอยแยกขนาดใหญ่ผ่าลึกลงไปในเนื้อูเา เกราะดอกบัวสีเืของหลินเฟยสว่างวาบขึ้นต้านทานพลังทำลายล้าง ทว่าความต่างของขอบเขตนั้นมีมากเกินไป พลังของครึ่งก้าวิญญาแรกกำเนิดที่ทุ่มสุดกำลัง บดขยี้เกราะปราณของเขาจนเกิดรอยร้าวและแตกกระจายออกเป็ชิ้นๆ ภายในเวลาเพียงสามลมหายใจ
"อ๊ากกกกก!"
หลินเฟยกระอักเืคำโต อาวุธน้ำแข็งทะลวงผ่านการป้องกันเข้ามากระแทกเนื้อหนังของเขา แม้จะถูกลดทอนพลังไปมาก แต่แรงกระแทกนั้นก็ยังรุนแรงพอที่จะทำให้กระดูกซี่โครงของเขาหักไปหลายซี่ ร่างของเด็กหนุ่มปลิวลอยละลิ่วราวกับว่าวที่ขาดป่าน กระแทกทะลุซากวิหารศิลาไปหลายชั้น ก่อนจะหยุดลงโดยฝังร่างจมลึกเข้าไปในหน้าผาหินด้านหลังลานกว้าง
ฝุ่นควันและหิมะสีเืลอยคลุ้ง เจี้ยนอู๋ิลอยตัวอยู่กลางอากาศเบื้องหน้าเทพอสูรเหมันต์ เขามองไปยังหน้าผาที่หลินเฟยฝังร่างอยู่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสะใจและเคียดแค้น "ฮ่าๆๆ! นี่คือจุดจบของความอวดดีของแก! แม้แกจะมีสมบัติเทพเ้า แต่แกก็เป็แค่แมลงหวี่ที่พยายามจะต่อกรกับดวงอาทิตย์! จงถูกแช่แข็งและกลายเป็เศษซากอยู่ที่นี่ตลอดกาลเถอะ!"
ทว่า ในขณะที่เจี้ยนอู๋ิกำลังจะหันหลังกลับไปเก็บกู้ดาบโลหิตสีดำที่ตกอยู่กลางลาน ความรู้สึกหนาวสั่นที่ไม่ได้เกิดจากพลังของเขาเอง กลับแล่นปราดเข้าสู่กระดูกสันหลัง สัญชาตญาณเตือนภัยในจิติญญาของเขากรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง
ภายในซากหน้าผาที่พังทลาย กองหินที่ทับถมร่างของหลินเฟยเริ่มสั่นะเื แสงสีเืที่หม่นหมองไปแล้ว กลับสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่แสงที่กระจายตัวกว้างขวาง มันบีบอัดและหนาแน่นจนกลายเป็สีแดงคล้ำที่ดูดกลืนแสงสว่างรอบข้าง
"สุนัขเฒ่า... เ้าคิดว่าการโจมตีแค่นี้... จะฆ่าข้าได้อย่างนั้นรึ..."
เสียงที่แหบพร่าแต่เต็มไปด้วยเจตจำนงที่ไม่ยอมสยบ ดังสะท้อนออกมาจากซากหิน ตูม! กองหินะเิออก ร่างของหลินเฟยค่อยๆ ก้าวเดินออกมา สภาพของเขาในเวลานี้ดูน่าสยดสยอง ชุดเกราะอ่อนฉีกขาด กระดูกหลายชิ้นหักทิ่มแทงออกมานอกิั เือาบชโลมไปทั่วทั้งร่าง ทว่า ั์ตาสีเืของเขากลับไม่มีความเ็ป มีเพียงความบ้าคลั่งและการตื่นรู้ที่น่าสะพรึงกลัว
'ถูกต้อง... ศาสตราไร้ลักษณ์ ไม่ใช่เพียงอาวุธที่ถืออยู่ในมือ...' เสียงกระซิบโบราณในจิติญญาของหลินเฟยไม่ได้เป็เพียงผู้ชี้แนะอีกต่อไป แต่มันกำลังหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับเสียงของเขา 'ศาสตราคือข้า... ข้าคือศาสตรา... เมื่อเนื้อหนังไม่อาจต้านทาน ก็จงเปลี่ยนเนื้อหนังให้เป็กระบี่ เมื่อกระดูกแหลกสลาย ก็จงใช้เจตจำนงสร้างมันขึ้นใหม่!'
หลินเฟยยื่นมือขวาออกไปเบื้องหน้า ดาบโลหิตสีดำที่ปักอยู่กลางลานกว้างสั่นะเือย่างรุนแรง ก่อนจะพุ่งทะยานกลับเข้าสู่ฝ่ามือของเขาอย่างรวดเร็ว ทว่าครั้งนี้ หลินเฟยไม่ได้ถือมันไว้ เขาจับคมดาบหันเข้าหาตัวเอง และแทงมันทะลุเข้าไปในหน้าอกของตนเอง!
ฉึก!
"แกบ้าไปแล้วรึ!?" เจี้ยนอู๋ิเบิกตากว้างด้วยความไม่เข้าใจ เมื่อเห็นศัตรูแทงดาบใส่หัวใจตนเอง
ทว่า หลินเฟยไม่ได้ฆ่าตัวตาย วินาทีที่ดาบโลหิตสีดำเสียบทะลุร่าง มันไม่ได้ทำลายอวัยวะภายใน แต่มันหลอมละลายกลายเป็กระแสของเหลวสีดำแดง ไหลเวียนเข้าผสานกับเืเนื้อ กระดูก และเส้นชีพจรของเขาทุกอณู ชิ้นส่วนทั้งสามของศาสตราไร้ลักษณ์ในกระดูกสันหลังเปล่งแสงสว่างจ้าถึงขีดสุด าแและกระดูกที่หักของหลินเฟยสมานตัวและถูกเชื่อมต่อด้วยผลึกโลหะสีเื ร่างกายของเขาแปรสภาพจากเนื้อหนังของมนุษย์ กลายเป็ 'ร่างกายกระบี่' อย่างสมบูรณ์แบบ!
"วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ ขั้นสูงสุด... กายากระบี่หลอมรวม!"
ตึง!
หลินเฟยก้าวเท้าเพียงหนึ่งก้าว แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมากลับทำให้เทพอสูรเหมันต์ขนาดั์ถึงกับผงะถอยหลัง บัดนี้ หลินเฟยไม่มีดาบในมือ เพราะตัวเขาเองคือดาบที่ทรงพลังที่สุด เจตจำนงกระบี่ 'สะบั้นไร้ลักษณ์' ไม่ได้ถูกบีบอัดอยู่ที่คมอาวุธ แต่แผ่ซ่านออกมาจากทุกอณูขุมขนของเขา ร่างของเขาเปล่งแสงสีแดงและสีดำสลับกัน มิติรอบตัวถูกตัดขาดและฉีกขาดเพียงแค่เขาขยับตัว
เจี้ยนอู๋ิััได้ถึงความตายที่กำลังคลืบคลานเข้ามา ความกลัวที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนผุดขึ้นในจิตใจ "อย่ามาอวดดี! ต่อให้แกเปลี่ยนตัวเองเป็อาวุธ แกก็ไม่มีทางทำลายเทพอสูรของข้าได้! ตายซะ!"
ประมุขสำนักกระบี่ไร้นามรวบรวมพลังิญญาแรกกำเนิดทั้งหมดที่มี เทพอสูรเหมันต์ผลาญฟ้าอ้าปากกว้าง รวบรวมพลังงานความเย็นระดับสัมบูรณ์ ควบแน่นเป็ลำแสงแช่แข็ง์ขนาดั์ พุ่งตรงเข้าใส่ร่างของหลินเฟย ลำแสงนี้สามารถแช่แข็งได้กระทั่งมิติและกาลเวลา
หลินเฟยแหงนหน้ามองลำแสงมฤตยู เขาไม่หลบ ไม่กางเกราะป้องกัน เขาย่อเข่าลงเล็กน้อย รวบรวมพลังชีวิต เืแก่นแท้ และจิติญญาทั้งหมด เผาผลาญพวกมันในเสี้ยววินาทีเพื่อแลกกับการโจมตีเพียงครั้งเดียว ครั้งเดียวที่จะชี้ชะตาทุกสิ่ง
"ศาสตราไร้ลักษณ์ เคล็ดวิชาที่สาม... สูญสลายความว่างเปล่า!"
เปรี้ยงงงงง!
ร่างของหลินเฟยพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศ เขาพุ่งสวนเข้าไปในลำแสงแช่แข็ง์อย่างบ้าบิ่น ทว่า ลำแสงที่ควรจะแช่แข็งเขากลับถูกร่างของเขา 'ตัดขาด' และแยกออกเป็สองทางราวกับกระแสน้ำที่ถูกผ่าด้วยเรือตอร์ปิโด ร่างกายที่เป็ดั่งกระบี่ไร้เทียมทานของหลินเฟย ทะลวงผ่านพลังิญญาระดับครึ่งก้าวแรกกำเนิดได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งแรงต้านทาน ไร้ซึ่งการหยุดยั้ง
เจี้ยนอู๋ิเบิกตากว้างจนหยาดเืไหลออกจากหางตา "เป็... เป็ไปไม่ได้!"
ภาพสุดท้ายที่ประมุขสำนักกระบี่ไร้นามได้เห็น คือร่างของเด็กหนุ่มที่กลายเป็แสงสีเื พุ่งทะลวงผ่านหน้าอกของเทพอสูรเหมันต์ขนาดั์จนร่างอสูรนั้นเกิดรอยร้าวและะเิแตกเป็เสี่ยงๆ ก่อนที่แสงสีเืนั้นจะพุ่งทะลุผ่านจุดตันเถียนของเขาไปอย่างรวดเร็วจนไม่ทันได้รู้สึกถึงความเ็ป
ฉัวะ!
หลินเฟยพุ่งทะลุผ่านร่างของเจี้ยนอู๋ิ ไปลงจอดอยู่บนซากวิหารด้านหลังอย่างแ่เบา เขาค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืน เืสีแดงสดหยดลงมาจากปลายนิ้วมือที่แปรสภาพกลับเป็เนื้อหนังมนุษย์ ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรง พลังปราณเหือดแห้งจนหยดสุดท้าย การใช้ 'กายากระบี่หลอมรวม' ทำให้ร่างกายของเขาบอบช้ำจนถึงขีดสุด
เื้ัของหลินเฟย เจี้ยนอู๋ิยังคงลอยค้างอยู่กลางอากาศ เขาก้มลงมองหน้าอกของตนเอง รูโหว่ขนาดใหญ่ที่ถูกเจาะทะลุผ่านจุดตันเถียน ทำลายแก่นแท้และเศษเสี้ยวิญญาแรกกำเนิดของเขาจนแหลกละเอียด พลังิญญาที่เคยยิ่งใหญ่ทะลักออกมาราวกับเขื่อนแตก
"ข้า... ผู้บรรลุถึงแดนเซียน... กลับต้องพ่ายแพ้ให้แก่... มนุษย์ธรรมดา..." เจี้ยนอู๋ิเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก เืไหลทะลักออกจากปาก รอยร้าวปรากฏขึ้นทั่วร่างกายของเขาดุจรูปปั้นน้ำแข็งที่กำลังจะแตกสลาย "หลินเทียนหาว... แกเลี้ยงดู... สัตว์ประหลาดอันใดขึ้นมากัน..."
เพล้งงงง!
สิ้นคำพูดสุดท้าย ร่างของประมุขสำนักกระบี่ไร้นาม ผู้กุมอำนาจเื้ัจักรวรรดิเมฆาสมุทร ก็แตกกระจายออกเป็เศษน้ำแข็งนับล้านชิ้น ร่วงหล่นลงสู่พื้นหิมะสีเื ปิดฉากตำนานร้อยปีของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ
หลินเฟยหอบหายใจอย่างหนัก ทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นหิน เขาไอออกมาเป็เืคล้ำ การต่อสู้ครั้งนี้รีดเร้นพลังชีวิตของเขาไปจนเกือบหมด ทว่า ความแค้นที่ถูกชำระจนสิ้น ทำให้จิติญญาของเขารู้สึกปลอดโปร่งอย่างประหลาด เขาปราบสำนักกระบี่ไร้นามลงได้สำเร็จแล้ว
ทว่า ขณะที่หลินเฟยกำลังจะพักฟื้นพลัง สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นบางสิ่งท่ามกลางเศษน้ำแข็งของเจี้ยนอู๋ิ มันไม่ใช่แก่นแท้หรือแหวนมิติ แต่มันคือ 'แผ่นศิลาสีทองคำ' ขนาดเท่าฝ่ามือ ที่เปล่งประกายแสงอบอุ่นและเก่าแก่ออกมา แผ่นศิลานี้ไม่ได้ถูกแช่แข็งหรือถูกทำลายไปพร้อมกับร่างของประมุขสำนัก มันคงทนและแฝงไปด้วยกลิ่นอายที่หลินเฟยคุ้นเคย
เขาฝืนพยุงร่างเดินเข้าไปหยิบแผ่นศิลานั้นขึ้นมา ทันทีที่ัั จิติญญาศาสตราในกระดูกสันหลังของเขาก็สั่นพ้องอย่างรุนแรง บนแผ่นศิลาปรากฏแผนที่ลึกลับที่สลักด้วยพลังิญญา และมีตัวอักษรโบราณจารึกไว้เพียงประโยคเดียว
'ดินแดนศักดิ์สิทธิ์า... ที่สถิตแห่งชิ้นส่วนที่สี่... บัลลังก์จักรพรรดิมาร'
หลินเฟยหรี่ตาลง ั์ตาสีเืที่กำลังอ่อนล้ากลับมาลุกโชนอีกครั้ง การล้างแค้นอาจจบลงแล้ว แต่เส้นทางของศาสตราไร้ลักษณ์ยังอีกยาวไกล ดูเหมือนว่าโลกยุทธภพใบนี้ ยังมีขุมอำนาจและความลับที่ยิ่งใหญ่กว่าสำนักกระบี่ไร้นามรอคอยเขาอยู่อีกมาก
"จักรพรรดิมารงั้นรึ..." หลินเฟยเก็บแผ่นศิลาทองคำลงในสาบเสื้อ เขาฝืนลุกขึ้นยืนหยัดท่ามกลางลมหนาวและกองซากศพของศัตรู "ไม่ว่าเ้าจะเป็เทพหรือมาร หากขวางทางข้า ข้าก็จะสะบั้นพวกเ้าให้สิ้นซาก!"
ตำนานบทใหม่ของปีศาจชุดดำผู้ลบชื่อสำนักกระบี่ไร้นาม กำลังจะเปิดฉากขึ้น ณ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกลืมเลือน!