บทที่ 1 กู่ฉินที่เหลืออยู่
ลมเย็นพัดโบกสะบัดม่านหมอกเหนือทิวเขา หญิงสาวผู้หนึ่งย่ำเท้าอย่างเหน็ดเหนื่อยไปตามเส้นทางหิน เธอสวมเสื้อผ้าซีดเผือดจนไม่อาจเห็นสีงามเดิมได้ แต่ชายผ้าที่บางเบาพลิ้วไหวก็ยังพอเดาได้ว่าครั้งหนึ่งเคยเป็แพรชั้นดี แผ่นหลังสะพายหีบไม้ชั้นดี ภายในคือ กู่ฉิน เครื่องดนตรีที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่อยู่ข้างกายคุณชายไม่เคยห่าง บัดนี้กลับกลายเป็สมบัติเดียวที่นางรักษาไว้
นางมีนามว่า อวี้เซียน อายุเพียงสิบห้าปีเศษ แต่ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความหนักแน่นเกินวัย
ความทรงจำในวัยเยาว์ยังคงฝังแน่น…
วันนั้น นางอายุเพียงเจ็ดขวบ ส่วน ซินหยาง คุณชายทายาทตระกูลพ่อค้าผู้มั่งคั่ง มีอายุเพียงสิบปี ทั้งสองแอบซ่อนตัวใต้เรือนเก็บของในจวนที่ถูกโจรกลุ่มใหญ่บุกปล้น เงาของคมดาบฉายวาบลอดรอยแผ่นไม้ ทุกลมหายใจคือความหวาดกลัว สุดท้าย ทั้งคู่ก็ถูกพบตัว แต่ก่อนที่คมอาวุธจะฟาดลง กลับมีเฒ่ายอดฝีมือผู้หนึ่งปรากฏตัวเข้าช่วยเหลือ
ผู้เฒ่าผู้นั้นมิได้เพียงช่วยชีวิต แต่ยังเมตตาพาเด็กกำพร้าสองคนไปอยู่ด้วย สั่งสอนทั้งวิชาอ่านเขียน บทกลอน ดนตรี แม้กระทั้งกำลังภายในและอาวุธศาตรา เพื่อให้พวกเขาเติบโตขึ้นโดยไม่อับจนหนทาง
แปดปีผ่านไป ซินหยางกลายเป็หนุ่มผู้สง่างาม ฝีมือกระบี่เฉียบคม ส่วนอวี้เซียนก็ไม่ใช่เพียงสาวใช้ผู้อ่อนแออีกต่อไป แต่เป็ผู้ติดตามที่พร้อมร่วมเดินทางเคียงข้างคุณชายเสมอ
จนกระทั่งวันที่ผู้เฒ่าปล่อยทั้งสองออกท่องโลกกว้างตามวิถีแห่งโชคชะตา ทุกสิ่งดูเหมือนจะเริ่มต้นใหม่อย่างงดงาม ทว่าค่ำคืนหนึ่งกลับเปลี่ยนชีวิตของนางไปตลอดกาล
ซินหยางเอ่ยยิ้มบาง บอกนางให้รอที่โรงเตี๊ยม “ข้าจะออกไปชมราตรี สูดอากาศเมืองนี้สักหน่อย เ้ารออยู่ที่นี่ อย่าไปไหน”
คำพูดนั้นฟังดูเป็เพียงเื่เล็กน้อย… หากแต่กลับกลายเป็คำร่ำลาครั้งสุดท้าย
นับจากคืนนั้น ซินหยางก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย
สองปีผ่าน อวี้เซียนยังคงออกตามหา เดินทางจากหมู่บ้านหนึ่งสู่เมืองใหญ่ แบกกู่ฉินไว้บนหลังราวกับพกความทรงจำของคุณชายติดตัว ทุกครั้งที่หยุดพัก นางมักจะดีดสายพิณท่วงทำนองที่เขาชื่นชอบที่สุด หวังว่าสักวันเสียงเพลงนี้จะนำพาให้ทั้งสองได้กลับมาพบกันอีกครั้ง…
บทที่ 2 มรดกเพียงหนึ่งเดียว
สายลมแรงพัดผ่านผืนป่าร้าง กลิ่นดินเปียกชื้นยังอบอวลจากฝนเมื่อคืน หญิงสาวในชุดเดินทางเก่า ๆ ยังคงก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างเหนื่อยอ่อน แผ่นหลังสะพายกู่ฉินที่เธอหวงแหนดุจชีวิต
กู่ฉินโบราณ สิ่งเดียวที่หลงเหลือจากตระกูลซิน มรดกที่สืบทอดมาหลายชั่วคน และบัดนี้เป็สมบัติเพียงหนึ่งเดียวของ ซินหยาง ผู้ที่นางออกตามหา
ความลำบากรายล้อมนางไม่สิ้นสุด บางวันไม่มีข้าวปลาให้อิ่มท้อง บางคืนต้องซุกตัวนอนใต้ชายคาร้าง ทนความหนาวเหน็บจนตัวสั่นสะท้าน
หลายครั้งถูกโจรร่อนเร่หมายชิงทรัพย์ หากไม่ใช่เพราะฝีมือที่ผู้เฒ่าถ่ายทอดมา เกรงว่านางคงสิ้นชีพไปแล้ว แต่แม้ต้องแลกด้วยเืเนื้อ นางก็ไม่อาจยอมเสียกู่ฉินไปได้ เพราะในนั้นคือ ร่องรอยสุดท้ายของคุณชาย อีกทั้งยังเป็เครื่องเตือนใจว่าคุณชายของเขายังอยู่
เมื่อแรมทางถึงเมืองใหญ่ อวี้เซียนมักหยิบกู่ฉินออกมาบรรเลงกลางตลาด ใช้เสียงสายพิณแลกเศษเงินสำหรับอาหารและที่พัก
เสียงทุ้มแ่ดังก้อง ท่วงทำนองที่ครั้งหนึ่งคุณชายเคยโปรดปราน ทำให้ผู้คนหยุดยืนฟังอย่างฉงน แม้ไม่ใช่ทุกคนจะซาบซึ้ง แต่สำหรับอวี้เซียนแล้ว ทุกครั้งที่ปลายนิ้วััสายพิณ ก็เหมือนได้ใกล้ชิดคุณชายขึ้นอีกนิด
หลายคราวถูกหัวเราะเยาะ
“หญิงพเนจรเช่นนี้ คิดจะดีดพิณหลวงให้ผู้ใดฟังกันเล่า”
แต่เสียงเยาะเ่าั้กลับมิอาจกลบประกายศรัทธาในดวงตาของนางได้
อวี้เซียนรู้ดีตราบใดที่กู่ฉินยังอยู่ ซินหยางย่อมยังอยู่
และตราบใดที่นางยังหายใจ นางจะไม่เลิกราตามหาเขา…