บทที่ 21 ฮูหยินจวงแข็งแรงดั่งโคถึกจริง ๆ
"มู่มู่ ดวงชะตากำเนิดของเ้า ข้าไม่สามารถหยั่งรู้ได้เลย" ราชครูชิงอีกล่าวอย่างจนใจ เขาเองก็อยากช่วยศิษย์น้องเล็กเช่นกัน
"ท่านอาจารย์บอกว่าข้ามีดวงดาวพิฆาตข่มญาติพี่น้อง ดังนั้นจึงต้องอยู่ที่สำนักจนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนดจึงจะตามหาญาติได้ ท่านพ่อคนหนึ่งดีกับข้ามาก น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่พ่อแท้ ๆ ของข้า" ซูมู่มู่กล่าวด้วยความเศร้าสร้อย
มุมปากของราชครูชิงอีกระตุก "อาจารย์ไม่ได้มีความสามารถขนาดนั้น ตอนที่เก็บเ้ามาได้ แม่ของเ้าทิ้งจดหมายไว้ฉบับหนึ่ง ในนั้นเขียนเวลาที่เ้าต้องลงจากเขาไว้อยู่แล้ว"
"ดังนั้นท่านอาจารย์หลอกข้า ข้าไม่ได้มีดวงดาวพิฆาต!" ซูมู่มู่กระทืบเท้าด้วยความโกรธ ท่านอาจารย์ผู้น่าชัง
"ข้าบอกได้เพียงว่า ข้าหยั่งรู้ไม่ได้ และอาจารย์ก็หยั่งรู้ไม่ได้ ดวงชะตากำเนิดของเ้าถูกผนึกไว้ น่าจะเป็เพราะแม่ของเ้า้าปกป้องเ้า" ราชครูชิงอีคุ้นชินกับอาจารย์ที่ชอบพูดจาเหลวไหลไร้สาระมานานแล้ว
"อ้อ! ท่านพ่อคนที่หนึ่งก็บอกว่าท่านแม่ต้องมีเหตุผลจำเป็บางอย่างแน่ ๆ ตกลงว่าเป็เหตุผลแบบไหนกัน ถึงได้ไม่้าข้า..." หลังจากลงจากเขา เมื่อเห็นความรักที่เซียวเหยาอ๋องเฟยมีต่อฉู่หนิงเยี่ยน นางก็รู้สึกอิจฉา
ทำไมนางถึงไม่มีหรือว่าเป็เพราะการให้ความสำคัญกับบุตรชายมากกว่าบุตรสาว หรือเป็เพราะตอนเด็กนางดื้อรั้นเกินไป หรือว่านางหน้าตาอัปลักษณ์เกินไป?
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด นางก็ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเหตุใดมารดาถึงทิ้งลูก
"ศิษย์น้องเล็ก กระต่ายย่างเสร็จแล้ว! หอมฉุยเลย" ชิงมู่ะโเสียงดังขึ้น แค่ได้กลิ่นก็น้ำลายสอแล้ว
พวกเขาก็หิวแล้วเช่นกัน ในห้องครัวของศิษย์พี่ใหญ่พวกเขาพบวัตถุดิบอีกจำนวนหนึ่งจึงนำมาย่างด้วยกัน
"ศิษย์น้องเล็ก ยังมีหมูสามชั้นย่าง ไก่ย่าง ปลาย่าง... ชิงมู่ทำไว้เยอะเลย พวกเรามากินด้วยกันเถอะ ศิษย์พี่ใหญ่ท่านจะทานไหม?" ประโยคสุดท้ายชิงหยางถามด้วยเสียงเบามาก
เพราะพวกเขาไม่อยากพาศิษย์พี่ใหญ่มาด้วย ศิษย์พี่ใหญ่เ็าเหมือนก้อนน้ำแข็งอยู่ด้วยแล้วรู้สึกอึดอัด
"ทานสิ ยกขึ้นมา!" ราชครูชิงอีมองปราดเดียวก็ทะลุถึงแผนการเล็ก ๆ ของทั้งสองคนแล้ว
"ถ้าอย่างนั้นก็ได้! มาแล้ว..." ชิงหยางกับชิงมู่รีบจัดวางลงบนโต๊ะ
ความเศร้าเพียงเล็กน้อยของซูมู่มู่เมื่อครู่หายวับไปทันที เพราะหากไม่รีบแย่งก็จะไม่มีโอกาสได้กิน แค่ศิษย์พี่เจ็ดกับศิษย์พี่แปดทั้งสองคนนี้ราวกับผีหิวโหยมาเกิด ทว่าในขณะนี้พวกเขากลับนั่งเรียบร้อยอยู่ข้างโต๊ะ ซูมู่มู่ถือขากระต่ายแทะอยู่แต่พวกเขายังไม่ขยับ
"พวกท่านสองคนเป็อะไรไป อย่าได้มาพูดกับข้าเชียวนะว่า 'กระต่ายน่ารักขนาดนี้ เหตุใดถึงกินกระต่ายได้ลงคอ' หากพูดคำนี้ออกมา ข้าจะสับพวกท่าน" ซูมู่มู่ไม่ได้ขู่แต่นี่คือเื่จริง
"พวกเรารอให้ศิษย์พี่ใหญ่ทานก่อน" ชิงมู่กล่าวเสียงเบา
พวกเขาสามารถหยอกล้อกับศิษย์น้องเล็กและอาจารย์ได้ แต่พออยู่ต่อหน้าศิษย์พี่ใหญ่กลับขี้ขลาด ซึ่งเป็สิ่งที่ฝังอยู่ในกระดูก
ชิงอีใช้ตะเกียบคีบปลาย่างเข้าปากหนึ่งคำ แล้วส่งสัญญาณทางสายตาว่าพวกเขาทานได้แล้ว ต่างจากปกติที่กินราวกับพายุหมุน ชิงหยางและชิงมู่ต่างทานอย่างระมัดระวังและมีกิริยามารยาทมาก
มีเพียงซูมู่มู่คนเดียวที่มือซ้ายถือกระต่ายย่าง มือขวาถือน่องไก่ กินจนน้ำมันเลอะเต็มปาก ประเดี๋ยวศิษย์พี่ใหญ่ช่วยเช็ดให้ ประเดี๋ยวศิษย์พี่เจ็ดช่วยเช็ดให้
ศิษย์พี่แปดอยากจะช่วยเช็ดแต่ไม่มีโอกาส เพราะเขานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ซูมู่มู่ที่ถูกศิษย์พี่ทั้งสามตามใจ หลังจากทานเสร็จแล้วยังคงต้องกลับไปยังตระกูลเมิ่งโดยลำพัง เมื่อเห็นสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ของศิษย์พี่เจ็ดและศิษย์พี่แปด นางก็ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
เมื่อนางกลับไปก็เป็เวลาสามเค่อของยามไฮ่ ซึ่งดึกมากแล้ว แต่ท่านพ่อยังคงรออยู่ที่ประตู ในมือถือโคมไฟดวงหนึ่ง
"มู่มู่ เ้ากลับมาแล้ว!" เมิ่งเฮ่อเมื่อเห็นบุตรสาวกลับมาก็รีบยิ้มกว้างและเดินเข้าไปหาทันที
ในใจลึก ๆ เขากลับหวาดหวั่น กลัวว่าบุตรสาวจะอยู่ที่จวนราชครูแล้วไม่กลับมาอีก ลุงคังเร่งเขาหลายครั้งแล้วแต่เขาก็ไม่ยอมกลับไปพักผ่อน แม้แต่แม่ของเขาอยากจะหาโอกาสพูดคุยกับเขาก็ถูกปฏิเสธเช่นกัน ต่อให้พรุ่งนี้สองแม่ลูกจะต้องแยกจากกัน เขาก็ยังคงปฏิเสธ หลายปีที่ผ่านมาคำที่ควรพูดได้พูดไปหมดแล้ว!
"ท่านพ่อ แผลของท่านยังไม่หาย ไม่ควรมายืนรอข้าตรงนี้" ซูมู่มู่วางมือเล็ก ๆ ลงในฝ่ามือใหญ่ของท่านพ่อที่ยื่นมา
คนของจวนราชครูก็หันหลังกลับไปรายงานผล
"พ่อไม่เป็ไร ยาของเ้าดีมาก ไม่เจ็บเลยสักนิด อีกไม่กี่วันข้าต้องออกจากเมืองหลวงแล้ว หากอยากมารับเ้าก็คงรับไม่ได้" เมิ่งเฮ่อกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
"อีกกี่วันเ้าคะ?" ซูมู่มู่เม้มริมฝีปาก
"ห้าวัน ข้าตกลงกับกรมการปกครองไว้แล้ว อีกสามวันข้าจะส่งเ้าไปที่ตระกูลจวงและจะคุยกับแม่ทัพใหญ่จวงด้วย" เมิ่งเฮ่อต้องจัดการเื่ของบุตรสาวให้เสร็จสิ้นก่อนจะจากไป
ส่วนคนอื่น ๆ หลังจากนี้ เขามีใจแต่ไร้กำลังทำได้เพียงดูแลคนนี้คนเดียว
"อ้อ!" อารมณ์ของซูมู่มู่หดหู่ลงมาก
"ข้าจะให้อาซิงพากันบางส่วนอยู่ดูแลเ้า และร้านค้าสองแห่งในเมืองหลวงก็จะยกให้เ้าด้วย" เมิ่งเฮ่อกำชับบุตรสาวอย่างละเอียด
"ท่านพ่อ ข้าไม่เอาเ้าค่ะ! ให้พวกเขาติดตามปกป้องท่านข้าถึงจะสบายใจ ศิษย์พี่เจ็ดกับศิษย์พี่แปดของข้าก็ลงจากเขามา พวกเขาจะช่วยศิษย์พี่ใหญ่ปกป้องข้า ส่วนร้านค้าข้าก็ดูแลไม่เป็ เงินของข้ามีพอใช้" ซูมู่มู่ไม่รับเลยสักอย่าง
"ข้ารู้ว่าเ้ามีความสามารถไม่ขาดแคลนเงินทอง แต่พ่ออยากให้เ้า เ้าได้รับไว้เถอะนะ?" ขอบตาของเมิ่งเฮ่อเริ่มแดง
"ข้ารับร้านค้าไว้ แต่คนข้ารับไว้ไม่ได้ ท่านพ่อ้าคนมากกว่า การเดินทางครั้งนี้ของท่านยังคงมีอันตราย" ซูมู่มู่คิดว่ารับร้านค้าไว้ก่อน เงินที่หาได้จะเก็บสะสมไว้ให้ท่านพ่อ
รอจนกว่าเขาจะกลับมาที่เมืองหลวงอีกครั้งค่อยนำมาใช้ อย่างไรเสียนางก็ไม่ใช้อยู่แล้ว
เมิ่งเฮ่อไม่อาจขัดใจบุตรสาวได้ จึงต้องจัดการตามนี้ไปก่อน
พ่อลูกทั้งสองใช้เวลา่สุดท้ายเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวทั้งเล็กและใหญ่ในเมืองหลวง ในระหว่างนี้ฮูหยินผู้เฒ่าเมิ่งและคนอื่น ๆ ในตระกูลเมิ่งเดินทางออกจากเมืองหลวง เมิ่งเฮ่อไม่ได้ไปส่ง
เขาคัดเลือกคนที่ใช้งานได้บางส่วนให้ติดตามเขาไปรับตำแหน่งที่เมืองชิ่งอัน
เมื่อถึงจวนแม่ทัพใหญ่จวง ฝ่ามือของเมิ่งเฮ่อที่กุมมือบุตรสาวไว้มีเหงื่อซึม
"มู่มู่ เ้าไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่จะไม่มีทางยอมให้พวกเขาข่มเหงเ้าเด็ดขาด" เมิ่งเฮ่อให้กำลังใจตัวเอง แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฮูหยินจวงที่สูงแปดศอกและแข็งแรงดั่งโคถึก เขาอยากจะไม่กลัวก็คงยาก
ซูมู่มู่ใช้มืออีกข้างดึงเสื้อของเมิ่งเฮ่อ "ข้าไม่กลัวเ้าค่ะ! ท่านพ่อเลิกสั่นได้แล้ว"
ฮูหยินจวงพาลูกชายห้าคน ซึ่งหนึ่งในนั้นนั่งรถเข็นจ้องมองพ่อลูกทั้งสอง
"ใต้เท้าเมิ่ง คำพูดเมื่อครู่ พูดอีกรอบซิ!" เสียงของนางดังกังวานและแฝงไปด้วยจิตสังหาร
"ฮูหยินจวง ข้านำลูกสาวมาส่งให้แม่ทัพใหญ่ นี่คือซูมู่มู่ แม่ทัพใหญ่อยู่หรือไม่?" เมิ่งเฮ่อตื่นเต้นจนเหงื่อไหลโชกแผ่นหลัง
เขาแอบสืบมาว่า วันนี้เป็วันหยุดของแม่ทัพใหญ่จวงข้อมูลไม่น่าจะผิดพลาด
"จวงเหริน เ้าคนสารเลว ไสหัวออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้!"
"เ้าถึงกับมีลูกสาวอยู่ข้างนอก เ้าแอบไปสำมะเลเทเมาข้างนอกตอนที่ข้ากำลังอุ้มท้องเ้าห้าสินะ! เ้ามันสมควรตายจริง ๆ!"
เสียงะโของฮูหยินจวงทำให้สุนัขในจวนถึงกับเอาอุ้งเท้าปิดหู ตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง
ลูกชายทั้งห้าของตระกูลจวงจ้องมองซูมู่มู่และเมิ่งเฮ่อ จากสายตาดูท่าทางจะไม่ใช่คนที่ควรไปยุ่งด้วย
"ไอ้ลูกเต่าตัวไหนกล้าใส่ร้ายข้า สายรัดเอว*[1]ข้าหลุดหรือไม่มีหรือข้าจะไม่รู้?"
"นังผู้หญิงคนนี้ อย่าหูเบาเชื่อคนง่ายนักสิ"
"ข้าบริสุทธิ์ผุดผ่อง! โอ๊ย! เ้าตีข้าจริง ๆ ด้วย! นังผู้หญิงบ้า!" เสียงร้องโหยหวนของแม่ทัพใหญ่จวงดังขึ้นต่อเนื่อง
ซูมู่มู่กลั้นขำไม่อยู่จนหลุดหัวเราะออกมา ทันใดนั้นก็มีเสียงตวาดดังมาจากฝั่งตรงข้าม "ใครอนุญาตให้เ้าหัวเราะ? ทั้งหมดเป็ความผิดของเ้าแท้ ๆ!"
..........
*[1] สายรัดเอว เป็สำนวนเปรียบเปรยของจีน หมายถึง การแก้ผ้าหรือถอดกางเกงเพื่อมีสัมพันธ์ทางเพศ