"ท่านพี่ เมื่อสักครู่ท่านใช้ทักษะลับอันใดจัดการกับเ้าหวางหลิน? มันทรงพลังและเจ๋งะเิระเบ้อไปเลย! "
นางหวังมาตลอดว่าสักวันหนึ่ง พี่ชายสุดที่รักของนางแล้วสามารถลบล้างคำสบประมาทอย่างคำว่าขยะไร้ค่านี้ออกไป แล้วในวันนี้ความหวังของนางก็เป็จริง
เย่จื่อเฟิงกล่าวคำอธิบายอย่างแ่เบาว่า "ในการต่อสู้ของระดับกำเนิดปราณ การใช้พลังลมปราณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดถือเป็กุญแจสําคัญในการเอาชนะ ไม่ว่าลมปราณจะมีปริมาณมากหรือแข็งแกร่งเพียงใด หากไม่สามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง มันก็กลายเป็สิ่งไร้ค่าในการต่อสู้ หากเ้าส่งกระบี่ล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินค่าได้ให้กับเด็ก มันก็ไม่สามารถทําอันตรายผู้ใดได้ ในทางตรงกันข้าม หากเ้ามอบกิ่งไผ่ให้กับยอดฝีมือ การสังหารผู้คนก็ถือเป็เื่ง่ายดายยิ่ง..."
"งั้นท่านหมายความว่าหวางหลินคือเด็กเมื่อวานซืน ส่วนท่านพี่จื่อเฟิงเป็ยอดฝีมืองั้นเหรอ? " เย่เสวี่ยอี๋รู้สึกตื่นตระหนก นี่เป็ครั้งแรกที่นางได้ยินพี่ชายของตนเองพูดเกี่ยวกับวิทยายุทธ์
เย่จื่อเฟิงยิ้มอย่างไม่แยแส " ข้าแค่ยกตัวอย่างเท่านั้น" สำหรับเขาแล้วไม่ว่าหวางหลินจะถือกระบี่ในมือหรือไม่ก็ไม่นับเป็อันใด ถึงต่อให้ถือยอดกระบี่ไว้ มันก็คงไม่ได้ต่างอะไรจากการถือกิ่งไผ่
"ท่านพี่ ข้ารู้สึกว่าท่านเปลี่ยนไปเป็คนละคนอย่างสิ้นเชิง! "
เย่จื่อเฟิงยิ้มๆ "แล้วมันดีหรือไม่ดีล่ะ? "
"มันต้องดีอยู่แล้วแหละ! ก่อนหน้านี้ท่านมักถูกผู้อื่นรังแกทำให้ข้ารู้สึกเป็ห่วงท่านเสมอ แต่ตอนนี้ข้าวางใจขึ้นแล้ว "
เย่จื่อเฟิงรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นในหัวใจ น้องสาวของเขาเป็คนมีพร์สูงส่ง หากไม่ใช่เพราะนางเอาแต่ห่วงตนเองการฝึกยุทธ์ของนางคงไม่ล่าช้าเช่นนี้ ไม่เช่นนั้นป่านนี้นางคงอยู่ในระดับผู้ฝึกยุทธ์และมีภูตยุทธ์เป็ของตัวเองไปแล้ว
ทั้งสองหัวเราะหยอกล้อกันระหว่างทางเดินกลับบ้าน โดยไม่ได้ตระหนักเลยว่าพวกตนได้เดินมาถึงหน้าประตูบ้านแล้ว
"นายน้อย คุณหนู พวกท่านไปไหนกันมาขอรับ? ตาเฒ่าตู้ผู้นี้รอพวกท่านมาตลอดทั้งวันแล้ว! " พ่อบ้านตู้ยืนเฝ้ารอคอยพวกเขาอยู่หน้าประตูั้แ่ตอนเที่ยง
เย่เสวี่ยอี๋มองขึ้นฟ้าอย่างสงสัย "พ่อบ้านตู้ นี่ยังไม่เย็นสักหน่อย ท่านพ่อบอกว่าพวกเราจะมีงานเลี้ยงสําคัญตอนค่ำมิใช่หรือ? แต่นี่มันยังไม่ถึงเวลาเลยนี่นา "
พ่อบ้านตู้รีบอธิบายทันที " บางทีนายท่านยุ่งจนลืมบอกพวกท่านทั้งสองว่านายท่านมีเื่เร่งด่วนต้องรีบไปจัดการก่อน ฉะนั้นคืนนี้ฉันคงไม่ได้กลับมา"
เย่จื่อเฟิงยิ้มแล้วกล่าวว่า "งั้นหรือ? เช่นนั้นข้าก็จะไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงคืนนี้เช่นกัน"
พ่อบ้านตู้รีบโบกมือแล้วกล่าวว่า " จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร? เพราะตัวหลักของงานเลี้ยงคืนนี้ก็คือท่าน! เพราะท่านเป็คู่หมั้นของคุณหนูรองแห่งตระกูลหลิว ซึ่งเป็หนึ่ง ในสาม ตระกูลใหญ่แห่งเมืองเหลยโจว! ดังนั้นตระกูลหลิวจึงได้รับเชิญมาร่วมทานอาหารในค่ำคืนนี้ เพื่อจะพูดคุยเกี่ยวกับการแต่งงานระหว่างคุณหนูกับหนิงจือ"
"อะไรนะ!? " เย่จื่อเฟิงและเย่เสวี่ยอี๋ต่างร้องะโออกมาพร้อมกันด้วยความตื่นตระหนก
"ท่านพี่ ท่านไปหมั้นหมายกันตอนไหน? เหตุใดข้าถึงไม่รู้เื่นี้? "
"ข้ามีคู่หมั้น? ไฉนตัวข้าถึงไม่รู้? " เย่จื่อเฟิงไม่อาจสงบสติอารมณ์ต่อไปได้ เขาอยากจะแต่งงานกับคนที่เขารัก ในชาติก่อนเขาเป็เด็กกำพร้าจึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเื่การแต่งงาน
พ่อบ้านตู้หัวเราะอย่างขมขื่นแล้วกล่าวว่า "เข้าไปที่โถงก่อนขอรับ นายท่านอย่ามัวยืนงงกันอยู่ที่นี่เลย เพราะคนตระกูลหลิวกําลังรอท่านอยู่ช้านานแล้ว และกำลังกระวนกระวายใจอย่างยิ่ง"
เย่จื่อเฟิงทําได้เพียงพยักหน้า แล้วรีบตามพ่อบ้านตู้เข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว
อย่างที่คาดยามนี้ภายในโถงเต็มไปด้วยผู้คนคับคั่งแล้ว ไม่เพียงแต่คนทั้งตระกูลเย่จะอยู่กันอย่างพร้อมหน้าแล้ว ยังมีคนอีกสามคนจากตระกูลหลิว
โฉมงามผู้เลิศเลอนางหนึ่งกําลังยืนอยู่ใจกลางโถง อาภรณ์สีอ่อนของนางปลิวไสวทุกครั้งที่นางขยับเยื้องกราย มันช่างเป็ความงามตามธรรมชาติอย่างแท้จริง ถัดจากนางคือชายหนุ่มที่สวมเสื้อผ้าประณีตกําลังถือกระบี่ล้ำค่าสีทองเล่มหนึ่ง ท่าทีของชายผู้นี้เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงราวกับผู้อื่นล้วนอยู่ภายใต้แทบเท้าของมัน ส่วนด้านหลังคือชายชราทั้งสอง เขายืนอยู่ในเงามืดแต่กลับแผ่กลิ่นอายของจอมยุทธ์ออกมาอย่างชัดเจน
เห็นได้ชัดว่าเมื่อขาดเย่ฉงเทียน บรรยากาศของคนตระกูลเย่จึงดูค่อนข้างเกร็งๆ
" เ้าเย่จื่อเฟิงจะออกมาหรือยัง? ข้ากับหนิงจือรอเ้ามานานแล้ว ตระกูลหลิวเราไม่ว่างจะมารอผู้ใด! " ชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดนั่งไม่ติดเก้าอี้ ะโถามด้วยท่าทีหยิ่งทะนง
ในเมื่อเย่ฉงเทียนไม่ได้อยู่ที่นี่จึงไม่มีใครกล้าตอบโต้เถียงกับมนุษย์ผู้ พ่อบ้านตู้อยากจะพูดอะไรสักคํา แต่เขาไม่ใช่สมาชิกของตระกูลเย่จึงได้ปล่อยเลยตามเลย
"คนของตระกูลหลิวมีงานรัดตัว แล้วเราตระกูลเย่เราไม่มีงานหรือไร? "
เย่เสวี่ยอี๋ะโกลับไปในขณะที่กําลังเดินมาพร้อมกับเย่จื่อเฟิง
"เ้า! " ชายหนุ่ม้าจะโต้ตอบกลับไป แต่เมื่อเห็นว่าเป็เย่เสวี่ยอี๋ผู้ที่มันไม่สามารถล่วงเกินได้ นางเป็คนที่มีพร์เปรียบเสมือนดั่งไข่มุกล้ำค่าทั้งยังที่รักใคร่ของตระกูลเย่มากที่สุด ยามนี้มันอยู่ภายใต้เขตของบ้านตระกูลเย่ จึงไม่ก็ทำตัวหยาบคายเกินไป มันมองไปรอบๆ เห็นว่ายามนี้สายตาจํานวนมากจับจ้องมาที่มัน
"เ้าคือเย่จื่อเฟิงงั้นรึ? " หลิวหนิงจือมองมาที่จื่อเฟิง เมื่อเห็นร่างอันอ่อนแอเปราะบางของเขา แววตาของนางก็แสดงความขยะแขยงออกมาอย่างเห็นได้ชัด
"ใช่...ข้าเอง" เย่จื่อเฟิงตอบกลับอย่างใจเย็น หลายวันที่ผ่านมานี้เขาได้เผชิญกับสายตาที่มองมาด้วยความขยะแขยงมามากพอควร
"เ้ามาได้จังหวะพอดี" หลิวหนิงจือพูดอย่างเ็า " แม้ว่าจ้าวตระกูลเย่จะไม่อยู่ที่นี่ แต่เ้าก็ถือเป็นายน้อยของตระกูลฉะนั้นผลลัพธ์ออกมาไม่ต่างกัน" น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
"ไม่ต้องปิดบัง มีอะไรก็เชิญกล่าวได้เลยอย่าได้อ้อมค้อม" เย่จื่อเฟิงตอบกลับยังไม่แยแสเช่นกัน
"ดี! เช่นนั้นเรามาพูดถึงเื่หมั้นหมายของเราทั้งสองกันเลย "
นางยิ้มอย่างเ็าพร้อมกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วกล่าวว่า "เย่จื่อเฟิงกับข้าได้หมั้นหมายกันเมื่อยี่สิบปีก่อน ก่อนที่พวกเราจะได้ลืมตาดูโลกมาเสียอีก ในตอนนั้นตระกูลเย่ยังคงเป็ตระกูลที่ยิ่งใหญ่ และถือเป็หนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของเมืองเหลยโจว แต่ตอนนี้ไม่ติดอันดับเสียด้วยซ้ำ ... "
ถังเฟิงะโกลับมาอย่างเหลืออด "ตระกูลเย่เป็ตระกูลใหญ่หรือไม่ มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเ้าที่จะมาตัดสินได้! "
ถังเฟิงอยู่ในตระกูลเย่มาหลายปี จึงถือว่าที่นี่เป็บ้านของนาง กอปรกับความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเย่จื่อเฟิงดีขึ้นมากใน่ไม่กี่วันมานี้ อันเนื่องมาจากการแบ่งปันผลประโยชน์ที่น่าพอใจ เป็เื่ธรรมดาที่นางจะปกป้องออกตัวแทนเย่จื่อเฟิงและตระกูลเย่
พ่อบ้านตู้รีบดึงถังเฟิงออกมาอีกด้านแล้วกล่าวขอโทษด้วยรอยยิ้ม "คุณหนูหลิว เกี่ยวกับเื่การหมั้นหมาย... พวกเราควรจะพูดกันระหว่างงานเลี้ยงในคืนนี้"
เมื่อเห็นว่าเ้านายได้ไหว้วานให้ตนดูแลเื่งานเลี้ยงในคืนนี้ พ่อบ้านตู้ก็ทําได้เพียงกล้ำกลืนฝืนทนพยายามดูแลสถานการณ์ให้เป็ไปอย่างเรียบร้อยไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อใดที่หลิวหนิงจือแต่งเข้ามาในตระกูลเย่แล้ว ตระกูลเย่ก็จะได้รับความช่วยเหลือจนกลับขึ้นมาผงาดอีกครั้งหนึ่ง
หลิวหนิงจือยิ้มอย่างเ็า "ไม่จําเป็ เหตุผลที่ข้ากับอีเก๋อมาที่นี่ก่อนกำหนดงานเลี้ยง เพราะไม่ได้อยากมาทานมื้อค่ำ แต่มาเพื่อพูดคุยสะสางทุกอย่างให้ชัดเจน"
เมื่อมีประสบการณ์จากชาติก่อนมา เย่จื่อเฟิงจึงรู้ว่าหลิวหนิงจือกําลังจะพูดเื่อะไร นางเห็นว่าตระกูลเย่ตกต่ำนางจึงอยากจะตีตัวออกห่าง
"แค่พูดสิ่งที่เ้าอยากพูดมาก็พอ อย่าได้เสียเวลาเวิ่นเว้ออ้อมค้อม"
เย่จื่อเฟิงตอบกลับอย่างรำคาญ
หลิวหนิงจือยังคงยิ้มเย้ยหยันแล้วกล่าวต่อ " ถ้าเช่นนั้นข้าขอถามนายน้อยเย่ ว่าสามารถยกเลิกสัญญาหมั้นหมายของพวกเราได้หรือไม่? "
เมื่อนางเอ่ยเื่นี้ออกมาทุกคนต่างพาตกตะลึง
พ่อบ้านตู้ใเป็อย่างยิ่งไม่ได้ยินคำพูดดังกล่าว เขาหวาดกลัวจะถูกเ้านายตำหนิเฆี่ยนตี ดังนั้นเขาจึงรีบกล่าวขอโทษ "คุณหนูหลิว ตระกูลเย่เราล่วงเกินข้าคงต้องขออภัยแทน ได้โปรดคุณหนูอย่าเพิ่งโกรธกริ้ว? หากมีสิ่งใดที่ทำให้คุณหนูเข้าใจผิด ท่านสามารถบอกค่าได้ ข้าจัดการทุกอย่างให้ "
"เปล่า! นี่ไม่ใช่เื่เข้าใจผิด ข้าบอกอย่างชัดเจนแล้วว่าข้า้าจะถอนหมั้น! หากเ้าไม่เข้าใจที่ข้าพูด จะให้ข้าเขียนลงบนกระดาษให้เ้าดูเลยดีหรือไม่!? "
หากฝ่ายหญิงเป็ผู้เอ่ยปากถอนหมั้นก่อน นั่นหมายความว่า ฝ่ายหญิง้าหย่าขาดจากฝ่ายชาย หากข่าวนี้แพร่ออกไปทั่วเมืองเหลยโจว เย่จื่อเฟิงจะต้องอับอายขายหน้าเป็อย่างมาก มันเป็ความอับอายที่เรียกว่าแทบจะแทรกแผ่นดินหนี ในอนาคตเขาคงไม่ออกไปข้างนอกได้อีก
เย่จื่อเฟิงส่ายศีรษะพร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อย "คุณหนูหลิว ท่านบอกว่าพวกเราได้หมั้นหมายกัน ถ้าเช่นนั้นข้าก็อยากจะถามกลับหน่อยว่าสัญญาหมั้นหมายฉบับนั้นอยู่ที่ใด? "
"สัญญา... เอ่อ..." หลิวหนิงจือไม่อาจตอบคําถามนี้ได้ นางแค่ได้ยินเื่นี้จากบิดาของตนเองเมื่อไม่กี่วันก่อน ดังนั้นนางจึงรีบแจ้นมาถอนหมั้นกับขยะไร้ค่าอย่างเย่จื่อเฟิงทันที จนลืมซักถามรายละเอียด นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีการบันทึกเป็สัญญาหน้ากระดาษหรือไม่?
เย่จื่อเฟิงหรี่รูม่านตาลงเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ " ในเมื่อไม่มีสัญญา ก็เห็นได้ชัดว่ามันเป็แค่เื่ล้อเล่นขำขันระหว่างจ้าวตระกูลทั้งสองเมื่อยี่สิบปีก่อน แล้วเ้าจะมาขอถอนหมั้นอะไรมิทราบ? เว้นเสียแต่ว่า ... เ้าอยากจะมาหาเื่กับตระกูลเรา "
หลิวอีเก๋อไม่อาจทนฟังได้ต่อไป จึงตอบกลับด้วยเสียงเ็าว่า " ไอ้ขยะตระกูลเย่ เ้าคิดว่าตัวเองเป็ใคร ถึงได้กล้าพูดกับศิษย์น้องหญิงของข้าเช่นนี้? ห๊าาาา!! "
เย่จื่อเฟิงยิ้มอย่างเ็าแล้วสวนกลับว่า "ศิษย์น้องหญิงงั้นรึ? บุตรคนที่ 2 ของตระกูลหลิวไปมีสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องกับเ้าั้แ่เมื่อไหร่ ได้ข่าวว่าเ้าไม่ใช่คนของตระกูลหลิวเลยด้วยซ้ำ ยังมีหน้ามากล้ายกตนตีเสมอตระกูลเย่อีกงั้นรึ? ช่างบังอาจยิ่งนัก! "
เย่จื่อเฟิงกล่าวถูกต้องทุกอย่าง คำพูดของเขาทิ่มแทงจุดอ่อนของฝ่ายตรงได้ตรงจุดตายดีนักแล ด้วยเพราะหลิวอีเก๋อเป็เพียงแค่บุตรบุญธรรมเก็บมาเลี้ยง มันจึงไม่ได้มีสถานะใดๆ ในตระกูลหลิว เมื่อเจอต่อกลับด้วยไม้เด็ดเช่นนี้หลิวอีเก๋อถึงกับไปไม่เป็ ใบ้รับประทานไปเลยทีเดียว
หลิวอีเก๋อไม่รู้จะคำพูดอะไรมาตอกกลับ มันจึงได้แต่กัดฟันพูดอย่างเคียดแค้นว่า " เย่จื่อเฟิง เ้ารนหาที่ยิ่งนัก! มดปลวกอย่างเ้า กล้ามาสู้กับข้าหรือไม่? "
เย่จื่อเฟิงเจอกับประโยคไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งจนเหลือจะทนแล้ว ดังนั้นเวลานี้ดวงตาของเขาจึงเปล่งประกายแวววาวจิตสังหารล้นทะลักขึ้นมาแวบหนึ่ง เขาจดจําชายผู้นามหลิวอีเก๋อนี้ไว้ในใจ เมื่อใดที่เขาถึงจุดสูงสุด ไม่ช้าก็เร็วคนผู้นี้จะต้องจมธรณีอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขาอย่างแน่นอน
หลิวหนิงจือเองก็ไม่อาจทนได้อีกเช่นกัน นางขมวดคิ้วแล้วตอบกลับอย่างเ็าว่า " เย่จื่อเฟิงเ้าจงฟังให้ดี แม้ศิษย์พี่ของข้าจะไม่ได้เป็คนของตระกูลหลิว แต่เขาก็เป็ยอดฝีมือระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 6 ั้แ่อายุยังน้อย เทียบกับขยะไร้ค่าอย่างเ้าต่างกันราวฟ้ากับเหว ไม่รู้ว่าจนป่านนี้แม้แต่ภูตยุทธ์ก็ยังคงไม่มีปัญญาปลุกมันขึ้นมาเลยด้วยซ้ำสินะ ฉะนั้นเขาดีกว่าเ้าไม่รู้จะกี่เท่าต่อกี่เท่า "
" ว่าอย่างไรนะ! เ้าเรียกคนที่อยู่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 6 ว่าเป็ยอดฝีมือเลยงั้นรึ? เ้าไม่กลัวว่าผู้อื่นจะหัวเราะจนฟันหักจากคำพูดนี้บ้างเลยหรือไร? "
เย่จื่อเฟิงยิ้มอย่างเย้ยหยันให้เห็นอย่างเด่นชัดขึ้นบนใบหน้า
เย่เฉินมองเย่จื่อเฟิงแล้วกล่าวว่า " เอาล่ะ... หยุดโต้เถียงกันได้แล้ว คนไม่เอาถ่านระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 2 อย่างเ้ามีสิทธิอะไรมาพูดจาเยี่ยงนี้กับแขก ที่เหมาะสมสำหรับเ้ามีเพียงแค่ห้องเก็บฟืนเก่าๆ นู่น กลับไปซะเดี๋ยวพวกเราจะจัดการที่เหลือเอง" ชายผู้นี้คืออารองของเขา เมื่อเย่ฉงเทียนไม่อยู่เย่เฉินจึงเป็ธุระจัดการเื่ภายในตระกูลเย่
" จริงด้วย ทุกคำพูดที่คนตระกูลหลิวกล่าวมาล้วนถูกต้อง คนดวงซวยอย่างมีแต่ทำให้ตระกูลเย่ตกต่ำ เ้ายังมีหน้ากล้าพูดกับคนอื่นเช่นนี้อีกหรือ? " เย่หุ้ยฉือมองเย่จื่อเฟิงพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
คนผู้นี้เป็ลูกพี่ลูกน้องของเย่จื่อเฟิง แม้พื้นฐานฝึกตนของมันจะไม่สูงมาก แต่ก็อยู่ในระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 5 แล้วมันชอบก็ที่จะเยาะเย้ยถากถางเขาอยู่บ่อยๆ
เมื่อเห็นทุกคนถากถางเย่จื่อเฟิง ดวงตาของหลิวหนิงจือก็เปล่งประกายอย่างผู้มีชัย " ดี! ตระกูลหลิวของเรารู้ดีว่าการถอนหมั้นในครั้งนี้ค่อนข้างกะทันหัน เพื่อถนอมความสัมพันธ์ที่ดีในอดีตของทั้งสองฝ่าย พวกเราจึงโอสถวิเศษมามอบให้เพื่อเป็การชดเชยให้แก่ตระกูลเย่กับเื่ครั้งนี้ "
" ผู้เฒ่าอู๋ นํามันออกมา... "
"ขอรับ คุณหนูรอง" ชายชราที่ยืนซ่อนตัวอยู่ในเงามืดกระแอมไอแล้วหยิบเอากล่องสีดําออกมาจากชายแขนเสื้อแล้วเปิดออก
" เกรงว่าพวกท่านคงจะไม่เคยเห็นมัน โอสถเม็ดนี้หาได้ยากยิ่งมันมีชื่อเรียกว่า... " หลิวหนิงจืออธิบายด้วยแววตาเป็ประกายอย่างผู้ทรงภูมิ
ในขณะนั้นเองเย่จื่อเฟิงก็พูดโพล่งขึ้นมาว่า
"โอสถเสริมพลังหยวน! "
จบตอน