หลินเสวี่ยจู๋ย่อมไม่รู้วิธีทำหัตถกรรมดอกไม้จากต้นทงเฉ่าแต่ตอนที่นางดูวิธีทำในคลิปวิดีโอก็รู้สึกหลงใหลในความงดงามของมันเป็นอย่างยิ่ง
มูลค่าของหัตถกรรมดอกไม้จากต้นทงเฉ่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่มันเป็นสิ่งของที่ราชวงศ์โบราณใช้กันแต่เป็นเพราะมันรวมเอาความคิดสร้างสรรค์และจิตวิญญาณของช่างฝีมือในยุคโบราณเอาไว้ต่างหาก
เมื่อคิดถึงตรงนี้หลินเสวี่ยจู๋ก็เร่งฝีเท้าวิ่งไปยังทิศทางที่หลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวงอยู่ทันที
นางเห็นว่าหลินเฉิงเหยากำลังยืนอยู่ใต้ต้นไม้เตี้ยๆต้นหนึ่ง พลางมองต้นไม้อย่างเศร้าใจ ใบของมันมีขนาดใหญ่มาก รูปร่างแปลกตาดูสวยงาม เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์
ในสายตาของเขาต้นไม้ต้นนี้คือสมุนไพรชั้นดี แต่ตอนนี้ไม่อาจนำมาแปรรูปได้จึงรู้สึกเสียดายเล็กน้อย
หลังจากเขาอธิบายส่วนที่เป็นยาและสรรพคุณทางยาของต้นทงเฉ่าให้หลินเสวี่ยจู๋ฟังแล้วก็พาเจี่ยงฉีซวงจากไป
หลินเสวี่ยจู๋รอจนกระทั่งทั้งสองคนเดินไปไกลแล้วจึงค่อยย้ายต้นทงเฉ่าต้นนี้เข้าไปในมิติ
นางมองไปรอบๆก็เห็นว่าไกลออกไปเหมือนจะมีอีกต้นจึงรีบวิ่งไปดู เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วก็ย้ายต้นนั้นเข้าสู่มิติเช่นกัน
แกนของต้นทงเฉ่าไม่เพียงแต่นำมาทำเป็นหัตถกรรมดอกไม้ได้เท่านั้นแต่ยังนำมาทำเป็นกระดาษได้อีกด้วย ดังนั้นยิ่งมีมากก็ยิ่งดี
ขณะที่หลินเสวี่ยจู๋กำลังจะเดินจากไปด้วยความพึงพอใจอยู่นั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นท่อนไม้ผุขนาดใหญ่บนพื้น มีเห็ดหูหนูสีขาวขึ้นเต็มไปหมด เห็ดหูหนูถือเป็นของดีนำมาทำอาหารกับของหวานได้ และมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าราคาจะเทียบกับรังนกไม่ได้แต่ในยุคโบราณนี้ก็ถือว่าเป็นของบำรุงร่างกายที่ล้ำค่า
หลินเสวี่ยจู๋ไม่ลังเล นางเก็บเห็ดหูหนูทั้งหมดใส่ตะกร้าก่อนย้ายท่อนไม้ผุทั้งท่อนเข้าไปในมิติ
นางกลัวว่าอากาศร้อนจะทำให้เห็ดเน่าเสียจึงรีบกลับไปที่ขบวนเนรเทศ แล้วให้ลู่โม่นำเห็ดหูหนูไปผึ่งลมไว้บนหลังคารถม้า
เมื่อเห็นเห็ดหูหนูแม่นมหม่าก็รีบพูดขึ้นทันที “คุณหนูเสวี่ยจู๋ รังนกที่เก็บได้ก่อนหน้านี้จัดการเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะคืนนี้จะให้บ่าวตุ๋นให้ทุกท่านกินหรือไม่เจ้าคะ?”
หลายวันมานี้ด้วยความเมตตาของเหล่านายท่านบ่าวไพร่อย่างพวกเขาจึงพลอยมีอาหารดีๆ ทาน อิ่มหมีพีมันทุกวัน แต่สำหรับของล้ำค่าอย่างรังนกพวกเขาไม่เคยแม้แต่จะนึกถึง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องจะกินมันเลย
หลินเสวี่ยจู๋รับรู้ถึงเจตนาของแม่นมหม่าและชื่นชมในความรู้จักขอบเขตของอีกฝ่ายยิ่งนัก ถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้คิดที่จะทำลายกฎระเบียบระหว่างนายบ่าวแล้วทำให้ทุกคนเท่าเทียมกันในยุคนี้เนื่องจากอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหนก็ควรมีทัศนคติแบบนั้น การนำแนวคิดที่ตนเองมองว่าก้าวหน้าไปเผยแพร่ในยุคสมัยที่ล้าหลังเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้สิ่งต่างๆเปลี่ยนแปลงไปได้
ในทางกลับกัน การเผยแพร่แนวคิดที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัยจะนำมาซึ่งความไม่เห็นด้วยและผลกระทบมหาศาล
หลินเสวี่ยจู๋ไม่ต้องการทำเช่นนั้นด้วยเหตุนี้นางจึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปฏิบัติต่อบรรดาบ่าวรับใช้ในครอบครัวเป็นพิเศษทว่าต้องอยู่ในขอบเขตความสามารถของนางและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยด้วย
แต่นางจะไม่ทำตัวเป็นผู้ให้ที่ไม่รู้จักขอบเขตและจะไม่ทำให้พวกเขาเกิดความคิดที่ว่าตนเองมีสถานะเทียบเท่ากับเจ้านายเป็นอันขาด
หลินเสวี่ยจู๋พยักหน้า “อยู่ข้างนอกไม่เหมือนอยู่ในจวนการควบคุมไฟเป็นเรื่องยาก อย่าทำของเสียเปล่านะเจ้าคะ ข้อควรระวังอีกอย่างคือ รังนกเป็นสิ่งของที่สะดุดตานานๆ กินทีก็พอ จะได้ไม่เกิดเรื่องวุ่นวายเจ้าค่ะ”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ” แม่นมหม่าขานรับ ก่อนจะหยิบหม้อใบเล็กออกมา แล้วนำรังนกครึ่งอันใส่ลงไป จากนั้นแม่นมหม่าก็ชูนิ้วนับจำนวนคนนอกจากครอบครัวของพวกเขา กู้เจินเหนียง และสามพี่น้องสกุลหูแล้วก็มีเจ้านายทั้งหมดสิบเอ็ดคน
แม้ว่าลู่โม่จะเป็นองครักษ์ของหยวนซิวแต่เขาก็เป็นนายน้อยของลู่ฮูหยิน นับได้ว่ามีสถานะแตกต่างจากพวกเขา
รังนกครึ่งอันต้องแบ่งให้คนสิบเอ็ดคนส่วนรังนกที่เหลือแม่นมหม่าไม่ยอมวางผึ่งลมไว้บนหลังคารถม้าแต่นำใส่ตะกร้าของตนเอง ก่อนจะปิดทับบางๆ ด้วยฟาง แล้วนำติดตัวไปด้วย เช่นนี้จะทำให้รังนกไม่อับชื้นและไม่ถูกคนอื่นพบเห็น
เดินทางไปราวๆ หนึ่งชั่วยามในที่สุดขบวนเนรเทศก็ลงจากภูเขามาถึงที่ราบแห่งหนึ่ง
มองไปรอบๆนอกจากลำธารสายหนึ่งที่ไหลคดเคี้ยวลงมาจากภูเขากับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ตรงเชิงเขาไกลๆแล้วก็ไม่มีทิวทัศน์อื่นใดอีก
หลินเสวี่ยจู๋เดินเข้าไปใกล้ลำธารแล้วก้มลงมองในนั้นมีปลากับกุ้งตัวเล็กอยู่ไม่น้อยจึงรีบย้ายทั้งหมดเข้าไปยังบ่อน้ำในมิติอย่างรวดเร็ว จากนั้นนางก็เรียกพวกเหยียนต้าและแม่นมหม่า
“เร็วเข้าเอาเชือกป่านเส้นเล็กมาสานเป็นแหจับปลาอันใหญ่หน่อย น้ำตรงนี้ไหลเอื่อยมีปลากับกุ้งอยู่เยอะมาก คืนนี้พวกเราจับปลากินแล้วกันเจ้าค่ะ” หลินเสวี่ยจู๋พูด
คนในครอบครัวของนางล้วนเติบโตบนพื้นที่แห้งแล้งไหนเลยจะเคยจับปลา
เมื่อได้ยินว่าจะสานแหจับปลาก็ยังคิดว่าเป็นเรื่องง่ายดาย เพียงเอาเชือกป่านมาผูกปมเป็นช่วงๆ ก็พอแล้วแต่พอสานไปสานมา เชือกก็พันกันยุ่งเหยิงไปหมด จุดที่ควรผูกก็หาไม่เจอจุดที่ไม่ควรผูกก็ดันไปผูก แหจับปลาดีๆ แทบจะกลายเป็นถุงตาข่ายไปเสียแล้ว
เหยียนต้ากับสามพี่น้องสกุลหูเหงื่อแตกพลั่กยิ่งเร่งมือก็ยิ่งลน
หลินเสวี่ยจู๋เห็นท่าทางเกาหัวเกาหูของพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
“มาๆๆข้าจะสอนพวกท่านเอง” หลินเสวี่ยจู๋พูด เมื่อเห็นคุณหนูเสวี่ยจู๋ลงมือเองพวกเหยียนต้าก็รู้สึกโล่งใจ
หลินเสวี่ยจู๋ดึงเชือกป่านเส้นเล็กออกมาหลายเส้นผูกเป็นปมทุกๆ สองเส้นแล้วแจกจ่ายให้คนละเส้น จากนั้นให้ทุกคนยืนเรียงแถว นางจัดแจงให้ชุ่ยเอ๋อร์ที่ดูจะเข้าใจวิธีสานแหจับปลามากที่สุดยืนเป็นคนสุดท้าย
ชุ่ยเอ๋อร์เพียงต้องเดินไปมาเพื่อผูกเชือกของคนสองคนที่อยู่ติดกันให้เป็นปม เมื่อผูกเสร็จก็เดินไปยังสองคนถัดไปส่วนคนที่ถือเชือกก็เพียงแยกแยะเชือกเส้นซ้ายเส้นขวาที่ตนเองถืออยู่อย่าให้สับสนก็พอ
โชคดีที่พื้นที่ราบแห่งนี้กว้างขวางมีพื้นที่มากมายนัก
เจ็ดคนยืนถือเชือกเรียงกันส่วนชุ่ยเอ๋อร์เดินไปเดินมาเพื่อผูกเชือก ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยามแหจับปลาขนาดเล็กก็สานเสร็จ
เมื่อกางออกดูขนาดช่องของแหก็พอดี สามารถจับปลาตัวใหญ่และปล่อยปลาตัวเล็กออกไปได้ จากนั้นก็นำแหจับปลาที่สานเสร็จแล้วไปแช่น้ำเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น
เมื่อได้ร่วมมือกันในครั้งแรกแล้วการสานแหในครั้งต่อๆ มา ทุกคนก็เริ่มมีความเข้าขากันมากขึ้น
เมื่อถึงเวลาตั้งค่ายพักแรมก็สานแหขนาดเล็กได้สี่อันพอดีเมื่อนำมาต่อกันก็กลายเป็นแหขนาดใหญ่หนึ่งอัน
“ไปกันเถิดไปจับปลากันเจ้าค่ะ”
หลินเสวี่ยจู๋กวักมือเรียกคนสกุลหลินสายรองนอกจากหยวนซิวกับหลินเสวี่ยอีที่ได้รับบาดเจ็บแล้ว คนอื่นล้วนตามไปด้วยทั้งหมด
ทุกคนไม่ได้คิดมากคิดเพียงว่าการจับปลาต้องใช้คนเยอะๆไม่ว่าจะมีประสบการณ์หรือไม่ต่างก็อยากจะช่วยเหลือทั้งสิ้น
หลินเสวี่ยจู๋ให้เหยียนต้ากับสามพี่น้องสกุลหูที่แข็งแรงที่สุดจับมุมทั้งสี่ของแหจับปลาแล้วกดแหให้จมลงไปในน้ำ
เหวินซิ่วชิง เจี่ยงฉีซวงและลู่ซื่อช่วยกันดึงแหไว้ด้านหนึ่ง แม่นมหม่า ชุ่ยเอ๋อร์ และกู้เจินเหนียงช่วยกันดึงอีกด้าน
ส่วนหลินเสวี่ยจู๋พาหลินเจียย่วนกับหลินอวี่เซวียนตามลู่โม่หลินเฉิงจาง และหลินเฉิงเหยาไปต้อนปลาที่ต้นน้ำ
แม้ว่าหลินเฉิงจางกับหลินเฉิงเหยาจะเป็นถึงรุ่นพ่อของตระกูลแต่ตอนนี้อายุเพิ่งจะสามสิบกว่าปี ยังนับว่าเป็นวัยฉกรรจ์อยู่
เมื่อทั้งสองคนเห็นลู่โม่ถอดรองเท้าผ้าออกแล้วสวมเพียงรองเท้าบูทฟางลงน้ำ พวกเขาก็พากันทำตาม
ทั้งสามคนยืนเรียงกันในลำธารแล้ววิ่งต้อนปลาอย่างบ้าคลั่งระหว่างที่วิ่งก็ส่งเสียงต้อนปลาที่แตกต่างกันออกไป
ลู่โม่ส่งเสียง “กุ๊กๆๆ...”
หลินเฉิงจางส่งเสียง “โฮ่งๆๆ...”
หลินเฉิงเหยาส่งเสียง “อู๊ดๆๆ...”
หลินเสวี่ยจู๋ส่งเสียง “...”
ไม่แปลกใจเลยที่ผู้คนพูดกันว่าบุรุษเป็นเด็กน้อยจนวันตายดูเด็กหนุ่มที่แท้จริงหนึ่งคนกับเด็กหนุ่มเกินวัยอีกสองคนสิ พวกเขาเล่นกันอย่างสนุกสนาน
สหายน้อยหลินอวี่เซวียนเห็นดังนั้นก็อยากลงไปในน้ำบ้างแต่หลินเสวี่ยจู๋กลัวว่าเขาจะเป็นอันตรายจึงห้ามไว้ หลินอวี่เซวียนจึงได้แต่ส่งเสียงให้กำลังใจอยู่ริมฝั่ง
เขาตะโกนเสียงดัง “จิ๊บๆๆ...”
หลินเสวี่ยจู๋ครุ่นคิด ‘เอาล่ะมีทั้งเลียนแบบเสียงหมู เลียนแบบเสียงไก่ เลียนแบบเสียงสุนัข แล้วยังมีคนทำหน้าที่ให้กำลังใจอีก’
.............................