ย้อนไปเล็กน้อยในตอนที่ผมได้สร้างดาบแห่งจักรพรรดิเพลิงขึ้นก่อนที่จะมอบมันให้กับไอรีน
ผมได้ลองจับมันแล้วลองดูว่าผมจะสามารถใช้มันได้รึเปล่า หรือว่าบางทีอาจถูกปฏิเสธเพราะระดับไม่ตรงกันก็ได้ ในเกมโลกก่อนมีถมเถไป แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าของผมนั้นมันเหนือความคาดหมายไปอีก
ติ๊ง!
พลังต้นกำเนิดแห่งความมืดปฏิเสธอาวุธที่อยู่นอกเหนืออาวุธของมันเอง
ดาบแห่งจักรพรรดิเพลิง ไม่สมบูรณ์ +10 (ไม่สามารถใช้งานได้) พลังโจมตี 5500 (เนื่องจากพลังต้นกำเนิดแห่งความมืดปฏิเสธหากใช้งานพลังโจมตีของอาวุธจะลดลงเหลือ 0 ในทันที) ทักษะเฉพาะตัว เพิ่มพลังโจมตีตามค่ากำลัง 50 + พลังโจมตี 1000 ค่ากำลัง 100 + พลังโจมตี 1500 ค่ากำลัง 150 + พลังโจมตี 2500 ค่ากำลัง 200 + พลังโจมตี 4000 ค่ากำลัง 300 + พลังโจมตี 6500 เมื่อใช้คู่กับทักษะประเภทดาบจะเพิ่มผลทักษะขึ้น 50% เพิ่มการโจมตีด้วยธาตุไฟ 50% เจาะเกราะ 50%
นี่มันหมายความว่ายังไง? แล้วทำไมผมถึงใช้ปืนได้กันละ?
ติ๊ง!
อาวุธ “ปืน” สามารถใช้ร่วมกับพลังต้นกำเนิดแห่งความมืดได้เพราะมันคืออาวุธสายความมืดสายย่อยที่อยู่ในอาวุธที่พลังต้นกำเนิดแห่งความมืดให้การยอมรับ
มันเหนือความคาดการณ์ของผมไปไกลมากจริงๆ แสดงว่ามันต้องให้การยอมรับมาก่อนถึงจะใช้ได้นี่มันเงื่อนไขบ้าบออะไรเนี่ย แสดงว่าในมือของผมถ้าคิดไม่ผิดนอกจากปืนและดาบมายาแห่งความมืดที่เป็นสิ่งที่พลังต้นกำเนิดแห่งความมืดยอมรับ ผมก็ไม่สามารถใช้อาวุธอื่นได้นี่มันเอาตรรกะไหนคิด ผมจึงได้แต่ถอดใจส่งมันให้กับไอรีนในทันที
……….
ภาพตรงหน้าที่ผมเห็นก็คือกลุ่มเคลียร์ดันเจี้ยนพวกอื่นนอกเหนือจากแรงค์ B ขึ้นไปล้วนกลายเป็นร่างไร้วิญญาณไปแล้วส่วนใหญ่ ยังเหลือส่วนน้อยที่ยังฝืนต่อสู้ฝ่าออกไป พวกเขากำลังต่อสู้กับมนุษย์ชุดดำพวกนั้นกันอยู่ ผมคิดไว้แล้วว่ามันต้องมีเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลจริงๆด้วย
ส่วนพวกของโลเวลและพวกของก๊อตดาร์ทผมไม่เห็นพวกเขายืนอยู่ในที่แห่งนี้แสดงว่าพวกเขาหนีออกไปก่อนหน้านั้นแล้ว พวกเขาทั้งหมดที่เหลือรอดยังไงก็ต้องเข้าไปในดันเจี้ยนเพราะมันน่าจะเป็นทางเดียวที่สามารถหลบเอาชีวิตรอดไปได้
“นายมาหลบข้างหลังฉันก่อนนะ เพราะฉันมีบัญชีความแค้นกับพวกมัน”
“ไม่ครับพวกเราต้องถอยก่อนถ้าพวกมันกล้าทำเรื่องแบบนี้ผมคิดว่ายังไงพวกบ้านั่นก็ต้องส่งคนที่มีฝีมือเทียบเท่ากับนักผจญภัยแรงค์ S มาสักคนแน่ๆครับ เพราะในกลุ่มพวกเราทั้งหมดพวกที่เก่งที่สุดมันคือแรงค์ A มันก็สามารถฆ่าพวกเราให้หมดพร้อมกับไม่ทิ้งหลักฐานเอาไว้ได้แล้ว ถ้ากลับไปทางที่ผ่านมาไม่ได้พวกเราก็ต้องมุ่งหน้าไปที่ดันเจี้ยน เพราะไม่อย่างนั้นพวกเราอาจโดนล้อมได้”
“นั่นสินะ ตามที่จริงแล้วพวกเราก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกนั้นอยู่แล้ว รีบไปกันเถอะ”
จะบอกว่าผมกับไอรีนเห็นแก่ตัวไม่ได้เพราะถ้าผมไปช่วยคนที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลยกับตัวผมแถมยังสร้างความลำบากให้กับผมมาก่อน ไม่ใช่แค่นั้นยังกล้าส่งจิตสังหารมาใส่ผมอย่างชัดเจนทำไมผมต้องไปช่วยพวกมันด้วย
ผมกับไอรีนรีบปลีกตัวออกมาจากสถานการณ์อย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้พวกมันรู้ตัว ยังดีนะที่ไอรีนดึงผมออกมาจากกลุ่มแล้วหาถ้ำแห่งนั้นเจอไม่เช่นนั้นบางทีผมกับไอรีนอาจโดนพวกมันล้อมเอาไว้แล้ว แต่ว่าตอนนี้ไม่สามารถทำอะไรได้จำเป็นต้องถอยก่อนเพราะผมไม่รู้ว่าพวกมันมากันกี่คนมากน้อยขนาดไหนต้องกันไว้ดีกว่าแก้
ทันทีที่ผมกับไอรีนได้ออกไปกันแล้ว ก็มีชายสองคนที่ยืนห่างออกไปจากเหตุการณ์ต่อสู้อันดุเดือดพวกเขาสวมชุดสีดำเอาไว้ทั่งร่างพวกเขาก็คือมนุษย์ชุดดำที่ผมได้พูดถึง
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่บนอกปักตราสีเงินเอาไว้กำลังคุกเข่าเพื่อรายงานสถานการณ์
“ท่านรอยเกนครับเจ้าหญิงแห่งดาบคงหนีไปแล้วครับ”
ส่วนชายอีกคนก็คือชายวัยกลางคนที่บนอกปักตราสีทองเอาไว้
“หืม! หนีเหรอ? เธอหนีไปได้ยังไงคนแบบเธอก็น่าจะเห็นผู้คนถูกทำร้ายไม่ได้นิ”
“ก่อนที่ท่านจะมานั้นมันมีชายคนหนึ่งที่อยู่ในปาร์ตี้ของเธอ น่าจะเป็นมันที่พูดให้เธอไม่เข้ามาสู้ในครั้งนี้แล้วเลือกที่จะหนีไปก่อนครับ”
“เป็นอย่างนั้นเองเหรอ ยังไงซะพวกเราก็ล้อมแถบนี้ไว้หมดแล้วจะเหลือที่เดียวที่ยังไม่ได้ส่งคนไป นั่นก็คือดันเจี้ยนแห่งนั้น”
“ท่านครับผมคิดว่าพวกมันต้องมุ่งหน้าไปที่นั่นอย่างแน่นอน”
“ฉันก็คิดแบบนั้นส่งคนฝีมือดีไปก่อนสักยี่สิบคนจากนั้นฉันจะตามไปสมทบอีกที”
“รับทราบ”
การตัดสินใจของผมถูกต้องและอยู่ในการคาดการณ์ไว้ทั้งหมด ทำให้พวกมันที่พุ่งเป้ามาที่ไอรีนได้พลาดโอกาสให้ผมกับไอรีนได้หนีไปและโอกาสที่มันพลาดไปนั้นก็จะเป็นแค่โอกาสเดียวที่จะฆ่าผมกับไอรีนได้ซึ่งพวกมันก็ทำพลาดไปแล้วนั่นเอง
..........
ผมกับไอรีนได้เข้ามาในดันเจี้ยนได้ห้านาทีแล้ว ลักษณะทางกายภาพทั้งหมดของดันเจี้ยนมันไม่ได้ต่างไปจากเกมที่ผมเคยเล่นมากนักแต่ว่าที่แห่งนี้ไม่ใช่ดันเจี้ยนพื้นที่จำกัดเหมือนในเกมที่เคยเล่นมันคือโลกขนาดเล็กใบหนึ่งที่มีขนาดใหญ่มากๆ
ภูมิประเทศจะของที่นี่นั้นจะเป็นแบบป่าดิบชื้นที่มีซากปรักหักพังมากมายกระจัดกระจายออกเป็นวงกว้าง แต่ละซากที่ว่านั้นมีขนาดใหญ่เทียบเท่าได้กับขนาดของพระราชวังได้เลยทีเดียว เห็นได้ชัดว่าพวกมันน่าจะเป็นสถานที่สำหรับหาสมบัติของดันเจี้ยนแห่งนี้
“เพื่อไม่ให้นายถามเพราะความสงสัยอีกฉันจะอธิบายดันเจี้ยนโดยรวมให้นายฟังแบบเข้าใจง่าย ดันเจี้ยนคือโลกขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่มีกฎเกณฑ์ในตัวเอง และมันก็มีผู้ปกครองของแต่ละดันเจี้ยนอย่างที่เราเรียกกันว่าบอสนั่นแหละ ถ้าหากสามารถล้มมันลงได้ก็จะได้สมบัติมหาศาลไปครอบครอง”
“หลังจากการกำจัดบอสลงได้กฎเกณฑ์ในตัวของดันเจี้ยนก็จะถูกเปลี่ยนให้เป็นกฎเกณฑ์ของโลกของเราทำให้สามารถส่งนักผจญภัยมาทำภารกิจที่นี่ได้ ถึงแม้ว่าที่พูดมามันจะดีต่อพวกนักผจญภัยก็จริงแต่มันก็มีเงื่อนไขอย่างหนึ่งคือถ้าเคลียร์ไม่ได้ก็ไม่สามารถออกไปได้ นั่นทำให้การเข้ามาในกลุ่มเคลียร์ดันเจี้ยนเป็นสิ่งที่เสี่ยงอันตรายมากๆ”
มันจะแฟนตาซีไปไหนเนี่ย ดันเจี้ยนที่นี่ไม่ใช่รูปแบบเขาวงกตหรือว่าถ้ำแบบในเกมแต่มันจะเป็นโลกขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเคลียร์เลย แสดงว่าการมาที่นี่นั้นไม่ให้ถูกพวกตัวประหลาดฆ่าตายก็เต็มกลืนแล้ว ปกติมันต้องมาเป็นกลุ่มเคลียร์แต่เป็นเพราะไอ้พวกมนุษย์ชุดดำบ้านั่นมันยังมาตัดกำลังอีก ถ้าผมไม่สามารถเคลีย์มันได้ก็ออกไปไม่ได้
“ไม่เป็นห่วงไปหรอกฉันเคยติดในดันเจี้ยนแบบนี้เป็นปีก็เคยมาแล้ววิธีเดียวในการช่วยให้มีโอกาสฆ่าบอสได้ก็คงต้องหาที่เพิ่มเลเวลของตนเองและความสามารถของทักษะ หรือไม่ก็ไปหาสมบัติบางทีมันอาจจะเจอทักษะไม่ก็อาวุธที่สามารถใช้ได้แล้วนำมันมาพัฒนา”
บ้าจริงๆเลยผมก็อยากบอกกับเธอว่าที่ผมกังวลเอามากๆก็เพราะเธอบอกให้ผมไปอัพเลเวล แล้วตอนนี้ผมทำมันได้เหรอ ไม่เลย ผมไม่สามารถอัพเลเวลได้ก็เพราะไม่สามารถเพิ่มขั้นของเผ่าพันธุ์ได้ แสดงว่าสิ่งที่สามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้มีวิธีเดียวคือการเพิ่มเลเวลทักษะเพียงอย่างเดียวไม่ก็ต้องไปหาทักษะที่มีความสามารถสูงแล้วเรียนมันซะ
“ผมคิดว่าคงต้องเข้าไปสำรวจตามหาสมบัติแล้วครับเพราะผมไม่สามารถทำไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว”
ไอรีนที่เสมอมามองเห็นตัวผมที่ไม่คิดมากมาโดยตลอดแต่ตอนนี้เธอกลับมองเห็นตัวผมที่กังวลใจเอามากๆ แสดงว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นมาสักอย่างแน่นอนและมันก็ทำให้ผมลำบากใจ ไอรีนไม่คิดจะถามไถ่อะไรกับผมเพราะว่าเรื่องบางเรื่องก็ไม่ควรไปถามให้ลำบากใจ
ผมกับไอรีนใช้เวลาในการเดินค้นหาซากปรักหักพังที่เป็นอาคารขนาดใหญ่เหล่านั้นบางที่ก็โล่งวางเปล่าไม่มีสิ่งใดอยู่ บางที่ก็ไม่สามารถเข้าไปได้เพราะมีกำแพงที่มองไม่เห็นขว้างกั้นอยู่ซึ่งไม่ควรจะไปยุ่งกับมันเพราะบางทีอาจเป็นกับดักล่อเหยื่อของพวกตัวประหลาดก็ได้
หลังจากเดินไปอีกไม่ไกลมากจากที่ก่อนหน้านี้ผมกับไอรีนก็ไปเจอเข้ากับตัวประหลาดตัวหนึ่งไม่สิสองตัวลักษณะมันคล้ายกับก็อบลินไม่มีผิด แต่ตัวมันเป็นสีแดงมีขนมากมายไม่ต่างไปจากลิง ตอนนี้มันกำลังเอ่อ...จะว่ายังไงดีนะ ใช่แล้วมันสองตัวกำลังเพิ่มจำนวนคนในเผ่าของมันแบบนี้น่าจะฟังลื่นหูมากกว่า ไอรีนทนดูภาพแบบนั้นไม่ไหวเธอก็เลยหาทางอื่นที่ไปต่อได้
ผมกับไอรีนเดินมาอีกทางเพราะไม่อยากไปรบกวนสองตัวนั้นที่กำลังมีความสุข เมื่อเดินมาได้สองร้อยเมตรก็พบเข้ากับซากปรักหักพังอีกแห่งแต่ว่าคราวนี้ก็มีตัวประหลาดนับสิบตัวที่มีลักษณะไม่ต่างไปจากสองตัวก่อนหน้านี้พวกมันกำลังย่างอะไรบางอย่างอยู่
ผมที่กำลังแอบดูพฤติกรรมของพวกมันอยู่อย่างเงียบๆแต่ว่าสิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือสายตาของพวกมันทั้งสิบตัวกลับจับจ้องมาตรงจุดที่ผมกับไอรีนกำลังสังเกตพวกมันอยู่ พวกมันทั้งหมดลุกขึ้นแผดเสียงร้องคำรามที่น่าขุนลุกขนพองขึ้นก่อนจะหยิบอาวุธขึ้นมา มันก็คือไม้กระบองจากนั้นพวกมันสิบตัวก็พุ่งมาที่จุดที่ผมกับไอรีนกำลังอยู่ในขณะนี้
“คุณริฮานน่าถอยกันก่อนครับพวกมันรู้ตัวแล้ว”
ประมาทเกินไปผมไม่คิดว่าพวกมันจะมีความสามารถในการตรวจจับที่น่ากลัวขนาดนี้อยู่ จุดที่ผมอยู่นั้นมันห่างจากพวกมันตั้งหนึ่งกิโลเมตรหากบอกว่าพวกมันเล็งตัวอื่นนั้นเป็นไปไม่ได้ ผมไม่มีทางมองพลาดแน่นอนเพราะจิตสังหารมันเพ่งเล็งมาที่ผมกับไอรีน
ผมกับไอรีนกำลังที่จะล่าถอยอยู่นั้นเจ้าสองตัวเมื่อครู่ก็มายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้มันใช้ไม้กระบองฟาดมาที่ผมกับไอรีน ไอรีนที่มีสัมผัสเฉียบคมมากกว่าผมเพราะเธอก็เป็นถึงนักผจญภัยแรงค์ A เธอคว้าตัวของผมหลบการโจมตีของตัวประหลาดสองตัวได้อย่างหวุดหวิด
“เจ้าพวกนี้มันตัวบ้าอะไรกันแน่?”
“อย่าพึ่งพูดอะไรออกมาคุณซัมเมอร์ตอนนี้ต้องหนีก่อน”
ถ้าเป็นแบบนี้หนีไม่ทันแน่ๆต้องใช้สิ่งนั้นแล้วสิ ผมเรียกช่องเก็บของมิติขึ้นมาดึงเอารถจักรยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าความเร็วสูงออกมา ผมขึ้นขับมันอย่างคล่องแคล่วจากนั้นก็อุ้มไอรีนนั่งบนที่ตัวรถ ผมเร่งความเร็วสูงสุดที่สามารถเร่งไปได้ในทันทีโดยที่ไม่มีเวลาให้คิดอย่างอื่นอีก
ความเร็วในการวิ่งของมันทะลุเกจไปที่สี่ร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงมันยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งสิ้นสุดที่หกร้อยสามสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงแต่ว่าข้อเสียของมันที่ไม่ใช่ตัวต้นแบบคือมันจะหมดพลังอย่างรวดเร็วถ้าหากจะเติมอีกครั้งก็ต้องรอไปอีกไม่ต่ำกว่าสิบวัน
ผมขับมันจนกระทั่งมันหมดพลังงานไปเองในที่สุดจนห่างจากจุดเดิมถึงสี่ร้อยกิโลเมตรแค่นี้มันก็ไม่สามารถตามมาได้แล้ว ผมทิ้งตัวลงที่พื้นอย่างอ่อนแรงไม่มีชุดใส่ขับมันแบบนี้รนหาที่ตายของแท้เลยถ้าเป็นโลกก่อนผมคงถูกความเร็วขนาดนี้สลัดตกรถของตัวเองไปแล้วเพราะว่าร่างกายในโลกก่อนนั้นไม่ได้แข็งแกร่งแบบโลกใบนี้
ในที่สุดตัวผมก็หมดสติไปในที่สุดโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
ผมได้สติขึ้นมาอีกครั้งก็เพราะมีหยดน้ำตกลงบนใบหน้าของผม ผมในตอนนี้กำลังนอนอยู่บนตักของไอรีน ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา
“เจ้าบ้า ตื่นได้สักทีนะ ฉัน…ฉันคิดว่านายจะเป็นอะไรไปแล้ว เพราะนายหยุดหายใจไปตั้งสิบห้านาที”
หยุดหายใจ? แค่ขับรถเนี่ยนะมันไม่ใช่แล้วต้องมีอะไรบางอย่าง อึก! บ้าจริงทำไมรู้สึกกระหายน้ำขนาดนี้ ไม่สิมันไม่ใช่น้ำแต่เป็น... ดวงตาของผมจ้องมองไปที่คอของไอรีนที่ขาวราวกับหิมะ ดวงตาของผมก็เปลี่ยนกลายเป็นสีแดงเข้มจิตสำนึกในตอนนี้เต็มไปด้วยคำว่ากระหายอย่างบ้าคลั่ง บ้าจริงผมควบคุมร่างกายไม่ได้เลย
ผมลุกขึ้นมาอยู่ในท่านั่งจากนั้นสวมกอดไอรีนแล้วฝังเขี้ยวลงที่คอของเธอในทันที........... . . .