เมื่อมู่เหม่ยอวี้ไขข้อข้องใจที่ไปที่มาของความรู้ความสามารถของนางแก่บิดาและพี่ชายได้แล้วมู่เหม่ยอวี้ก็บอกความ้า
“ท่านพ่อ วันนี้ข้าไม่ขึ้นเขาไปกับพวกท่านแล้วนะเ้าคะข้าอยากจับปลา”
“จับปลา!” มู่หยางเซิงและมู่หยางิ่พูดเสียงดังพร้อมกัน
“เ้าค่ะ จับปลา” มู่เหม่ยอวี้ยืนยันคำตอบ
“แล้วลูกจะจับปลาได้อย่างไร”มู่หยางเซิงรู้สึกขัดข้องใจกับคำพูดของบุตรสาวมาก
“ข้ามีวิธีเ้าค่ะ ท่านพ่อไม่ต้องเป็กังวล”
“แต่ว่า ถึงปลามันจะดีต่อร่างกายแต่กลิ่นมันไม่ชวนกินเลยนะลูก” มู่หยางเซิงยังคงคัดค้าน
“ข้าสามารถปรุงอาหารจานปลาโดยไม่ให้มีกลิ่นคาวได้เ้าค่ะ” มู่เหม่ยอวี้ตอบ ทำหน้ามั่นอกมั่นใจแต่มู่หยางเซิงก็ยังทำสีหน้าไม่เชื่อถือนางอยู่ดี จนนางต้องพูดย้ำอีกครั้ง
“ท่านพ่อวางใจได้เลยเ้าค่ะ ลูกจะทำอาหารด้วยปลาอร่อยๆให้ท่านพ่อชิมเ้าค่ะ” ในที่สุดมู่หยางเซิงก็พยักหน้ารับ รู้สึกเหนื่อยกับความรั้นเสียเหลือเกินของบุตรสาว
“ก็ได้ ถ้าเช่นนั้น วันนี้พ่อจะขึ้นเขาคนเดียวก็แล้วกันให้ิ่เอ๋อร์อยู่ช่วยลูกจับปลา”
“ไม่ต้องหรอกเ้าค่ะ ข้าอยู่คนเดียวได้”มู่เหม่ยอวี้เอ่ยปฏิเสธ
“มันอันตรายนะลูก” มู่หยางเซิงยังเป็ห่วงบุตรสาวไม่คลาย
“ไม่เป็ไรจริงๆ เ้าค่ะ ท่านพ่อไม่ต้องเป็กังวลบ้านเราก็อยู่ใกล้ๆ นี่เอง เดินไม่ทันถึง 2 เค่อก็ถึงแล้วเ้าค่ะให้พี่ใหญ่ไปช่วยท่านพ่อดีกว่า เผื่อเจอสัตว์ตัวใหญ่จะได้ช่วยกันแบกลงมา”
‘จะให้พี่ใหญ่อยู่ด้วยได้เช่นไรล่ะ ถ้าไม่ระมัดระวังให้ดีความลับเื่ฮอลมิติอาจจะแตกก่อนเวลาอันสมควรน่ะสิ’ นางคิดในใจ
สุดท้าย มู่หยางเซิงก็ยินยอม และขึ้นเขาไปดักสัตว์และหาพืชสมุนไพรกับบุตรชาย ไม่ลืมย้ำเตือนให้บุตรสาวระวังตัว ไม่เดินเถลไถลไปที่ใดเพราะเกรงว่าจะเกิดเื่อีก
“เฮ้อ ไปกันซะที” มู่เหม่ยอวี้ถอนหายใจยาวพอคล้อยหลังสองพ่อลูก นางก็ลูบไปที่พยัคฆ์ทมิฬบนแขน และนึกถึงเบ็ดตกปลา ทันใดนั้นในมือของนางก็ปรากฏเบ็ดตกปลาแบบมีรอกอย่างดี คันสีแดง เป็เบ็ดที่ทันสมัยยืดหดคันเบ็ดได้ มู่เหม่ยอวี้รู้สึกว่ามันสวยดี แต่ใช้ไม่ได้ เพราะหากใครเห็นเบ็ดนี้เข้าขณะที่นางกำลังตกปลาจะต้องสงสัยแน่ๆ แล้วนางก็จะตอบคำถามไม่ได้ นางต้องคิดใหม่ ‘เอหรือจะตัดเอาแต่ตะขอเบ็ดกับสาย แล้วไปหาคันเบ็ดแถวๆนี้มาแทนดีนะ’ นางครุ่นคิด นางรู้สึกเสียดายหากต้องตัดสายเบ็ดจากเบ็ดดีๆมาทำให้มันดูด้อยลงเพื่อความกลมกลืน ‘เอ ในฮอลมิติมีตะขอเบ็ดอย่างเดียวหรือไม่นะมันต้องมีสิน่า อย่างน้อยมันก็ต้องมีตะขอสำรองบ้างแหละ’ นางลูบไปที่พยัคฆ์ทมิฬที่แขนอีกครั้งและนึกถึงตะขอเบ็ดตกปลากับสายเบ็ด ปรากฏว่ามีจริงๆ ด้วย นางดีใจมากแล้วนางก็เก็บคันเบ็ดคันแรกที่เอาออกมาเก็บไว้ในฮอลมิติตามเดิม แล้วรีบกลับบ้าน
“ถือโอกาสออกกำลังกายไปในตัวด้วยเสียเลยผอมแห้งอดอยากอาหารเยี่ยงนี้เหนื่อยจริงๆ” มู่เหม่ยอวี้กล่าวขณะวิ่งกลับบ้าน
“เฉินเอ๋อร์ อยากไปจับปลากับข้าหรือไม่”มู่เหม่ยอวี้เห็นน้องเล็กนั่งเล่นอยู่ที่บ้านคนเดียวจึงถามขึ้น
“ข้าจับปลาได้ด้วยหรือขอรับพี่รอง” มู่หยางเฉินรู้สึกสงสัยระคนตื่นเต้นดีใจ
“ได้สิ เฉินเอ๋อร์ของพี่รองเก่งจะตายทำไมจะจับปลาไม่ได้ล่ะ” มู่เหม่ยอวี้พูดยิ้มๆ ให้กำลังใจน้องชาย
มู่หยางเฉินะโโลดเต้นด้วยความดีใจแล้วไปขออนุญาตมารดาที่กำลังนั่งปักผ้าทันทีโดยที่มู่เหม่ยอวี้รับปากจะดูแลมู่หยางเฉินเป็อย่างดี
มู่เหม่ยอวี้คว้าถังน้ำที่ใช้สำหรับตักน้ำ และมีดเดินไปที่ลำธารกับน้องชาย
“เย้ๆๆๆๆ จับปลา จับปลา จับปลา” มู่หยางเฉินวิ่งไปะโไป พูดเจื้อยแจ้วไปตลอดทางไม่หยุด เมื่อถึงบริเวณลำธารมู่เหม่ยอวี้ก็ใช้มีดตัดไม้กลมๆ ขนาดประมาณนิ้วเด็ก ยาวประมาณหกฉื่อสองอันตัดไม้แห้งเบาๆ ขนาดหนึ่งชุ่น สองอัน แล้วนำมาผูกกับเชือกทำเบ็ดตกปลาได้สองคันสำหรับตนเองและน้อชาย
ปลาในลำธารชุกชุมมาก นางสอนวิธีตกปลาให้มู่หยางเฉินและหาเหยื่อเป็ไส้เดือนมาเกี่ยวเบ็ด ใช้เวลาไม่นาน เพียงหนึ่งเค่อปลาตัวแรกก็มาสังเวยให้แก่เบ็ดของนาง มันเป็ปลาขนาดใหญ่ตัวเท่าแขนของผู้ใหญ่เลยทีเดียว นางนำถังมาตักน้ำใส่ครึ่งถังและวางถังห่างจากลำธารประมาณเจ็ดฉื่อ เผื่อปลาะโออกจากถัง
อีกชั่วจิบชาต่อมา ปลาก็กินเหยื่อเบ็ดของมู่หยางเฉินเขาตื่นเต้นดีใจมาก เพราะั้แ่เกิดมาเขายังไม่เคยตกปลาหรือจับปลาได้มาก่อนเลยในชีวิต “พี่รอง พี่รอง ทำอย่างไรดีขอรับปลากินเหยื่อแล้ว ดูสิๆ ท่อนไม้เล็กๆ นั่น กระดุกกระดิกใหญ่เลยขอรับ”มู่หยางเฉินพูดรัวแทบจะไม่เป็ภาษา ชี้มือที่ว่างไปที่ท่อนไม้เล็กๆ ที่ผูกไว้
“ไม้นั่นเรียกว่าลูกทุ่น” มู่เหม่ยอวี้บอกน้องชาย
“ขอรับๆ โอ้! ลูกทุ่นถูกดึงจมไปแล้วขอรับ”มู่เหม่ยอวี้หัวเราะ แล้วจับมือของมู่หยางเฉินดึงคันเบ็ด
“ดึงแบบนี้” จากนั้นนางแกะปลาออกจากตะขอเบ็ดของน้องชายแล้วนำปลาใส่ลงในถัง นางไม่กล้าให้มู่หยางเฉินแกะปลาออกจากเบ็ดเองเพราะเกรงว่าเบ็ดจะเกี่ยวมือของเขา
ทั้งสองคน ตกปลากันอย่างสนุกสนานและหยุดพักรับประทานอาหารที่มารดาห่อมาให้ตอนยามอู่จากนั้นก็ตกปลากันต่อจนถึงยามเซิน มู่หยางเซิงและมู่หยางิ่ก็เดินลงจากเขา ในมือถือไก่ป่ามาสองตัวกระต่ายหนึ่งตัว และผักป่าอีกจำนวนหนึ่งใส่ตะกร้าที่หิ้วมาบนหลังทั้งสองคนเดินตรงมาที่นาง มู่หยางเซิงและมู่หยางิ่ถึงกับตะลึง
“โอ้โห ได้ปลาเยอะแยะเลย กี่ตัวล่ะนี่ หนึ่ง สอง สาม...”มู่หยางิ่นับปลา
“สามสิบสี่ตัวแน่ะ” มู่หยางิ่บอกจำนวนปลาทั้งหมด ซึ่งมีทั้งที่อยู่ในถังและปลาที่ถูกเถาวัลย์ร้อยเหงือกเอาไว้ เนื่องจากขนาดของถังเล็กเกินไปไม่พอใส่ปลา
“พวกเราตกกันสองคนเ้าค่ะ จึงได้เยอะบางตัวที่ยังตัวเล็กมากินเหยื่อ ข้าก็จะปล่อยไปเ้าค่ะ” มู่เหม่ยอี้กล่าว
“ข้าก็ตกได้ขอรับ พี่รองสอน ข้าตกปลาได้หลายตัวเลยขอรับ”มู่หยางเฉินพูดโอ้อวด ยิ้มแฉ่งปากแทบจะยาวไปถึงใบหู
“เก่งมากลูก เฉินเอ๋อร์ของพ่อเก่งที่สุด”มู่หยางเซิงยิ้มกว้าง แล้วลูบหัวบุตรชายคนเล็ก
จากนั้นมู่หยางเซิงและมู่หยางิ่ก็ช่วยกันถือปลาทั้งหมดกลับบ้าน
ระหว่างทางกลับ มู่หยางเซิงถามบุตรสาวว่าไปเอาเบ็ดตกปลามาจากที่ใดมู่เหม่ยอวี้เตรียมคำตอบรอไว้อยู่แล้ว
“ตอนแรกข้าก็กะจะเดินลงน้ำไปไล่ต้อนจับตามโขดหินเ้าค่ะแต่พอข้าลงไป ข้าเจอเบ็ดในน้ำ สงสัยเคยมีใครตกปลาไว้แล้วถูกปลากัดเบ็ดขาดจนมันตกอยู่ในน้ำกระมังเ้าคะข้าเจอตะขอเบ็ดหลายอันเลยเ้าค่ะ” นางกล่าวพร้อมกับไขว้นิ้วชี้และนิ้วกลางแอบไว้ด้านหลัง นางโกหกหน้านิ่งมาก พลางกล่าวขอโทษบิดาในใจ
‘ขอโทษนะเ้าคะท่านพ่อที่ข้าพูดปดกับท่านเอาไว้เมื่อข้าพร้อม ข้าจะบอกทุกอย่างกับท่านเ้าค่ะ’
มู่หยางเซิงเลิกคิ้ว มองหน้านาง เขาไม่เชื่อที่นางพูดแต่คิดว่านางคงมีเหตุผลอะไรสักอย่างของตนเองเขาหวังว่าสักวันบุตรสาวคงจะพูดความจริงทุกอย่างกับเขาเขาเพียงตอบรับคำกล่าวของบุตรสาวในลำคอ
“อืม”