12 ชั่วโมงต่อมา โลกในนิยาย
“อืม...”
ััเย็นเฉียบกึ่งชื้นเล็กน้อยแตะบนแก้มเรียกสติหวนคืน เย่ิโหรวลืมตามาพบกับเด็กสาววัยไม่เกิน 16 ปีกำลังมองเธอ นางสวมชุดโบราณแบบเดียวกัน สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วว่าเธอยังคงอยู่ในโลกนิยายเื่ พันธนาการเทพมารแสนปีของชางอวี่จอมโหดเช่นเดิม
“!!”
เย่ิโหรวกระเด้งลุกขึ้นนั่ง พบว่าตัวเองอยู่ในหอนอนคนรับใช้ หน้าถอดสีซีดเผือด ร้องะโอยู่ในใจ
‘เหลือเชื่อ! อุตส่าห์สลบไปแล้วทำไมยังฟื้นอยู่ที่นี่อีก!!’
“พี่เสี่ยวโหรว ท่านหมดสติไป 2 วันเต็มๆ ข้านึกว่าท่านไม่รอดซะแล้ว อย่าไปยั่วยุให้คุณหนูซัดฝ่ามือใส่อีกเล่า”
2 วันเลยเหรอ? เธอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่พลางยกมือลูบอก จริงสิ...ยังรู้สึกถึงไอร้อนอยู่เลยด้วยซ้ำ
“ใครจะรู้ว่านางลงมือหนักขนาดนี้”
ระหว่างโต้ตอบเด็กสาวท่าทางเป็มิตร เย่ิโหรวก็ตัดสินใจไหลตามน้ำไปก่อน เธอนึกไม่ออกว่าเด็กสาวตรงหน้าคือบทไหนนิยาย
“เอ่อ...น้องสาว...ข้าคงถูกฝ่ามือของคุณหนูทำฟั่นเฟือนไปนิด เ้าชื่ออะไรเหรอ?”
“แล้วกันพี่เสี่ยวโหรว ข้าชื่อเสี่ยวหราน น้องสาวคลานตามกันมากับท่านไง เวินเยี่ยนหราน”
“อ้อ...เวินเยี่ยนหราน”
ทบทวนความจำแล้วเหมือนอีกฝ่ายไม่มีตัวตนอยู่ในนิยายจริงๆ น่าแปลก หรือว่าเธออ่านข้ามบทกันนะ
“เสี่ยวหรานข้าสลบไปนานขนาดนี้ คุณหนูว่าอย่างไรบ้าง”
“จะว่าอย่างไรเล่า แค่มาเยี่ยมท่านยังไม่ทำเลย หนำซ้ำยังบอกอีกว่าถ้าท่านไม่ฟื้น ให้ข้าติดตามไปรับใช้ในงานชมบุปผาแทน ใจดำชะมัด ท่านโตมากับนางๆ แท้ ไม่เห็นใจบ้างเลย”
แปลว่าตอนนี้เธอหลุดเข้ามาอยู่เนื้อเื่่งานชมบุปผา ซ่างกวนเฟิ่งน่าจะอายุราว 20 ปี ส่วนเวินเยี่ยนโหรวอ่อนกว่านางเพียงปีเดียวสินะ เธอก้มลงมองสำรวจตัวเองอีกครั้ง พบว่าบทเวินเยี่ยนโหรวที่สวมรอยอยู่เป็หญิงสาวรูปร่างใกล้เคียงกับตัวเธอเอง ผิวขาวแต่คล้ำกว่าซ่างกวนเฟิ่งเล็กน้อยตามแบบฉบับสาวใช้ที่ตากแดดตากลมทำงาน มองซ้ายขวาอยู่ครู่จึงเห็นทางหัวนอนซ่อนกระจกทองเหลืองไว้
“ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปนี่นา”
เมื่อเห็นว่าเงาในกระจกไม่ต่างจากตัวตนจริงเท่าไหร่นัก แค่มีผมที่ยาวและหนาถึงกลางหลังกับแก้มป่องตามปกติของเด็กสาวทั่วไป เธอก็แอบผิดหวังเล็กน้อย เข้ามาอยู่ในนิยายทั้งทีหน้าตากลับธรรมดายิ่งกว่าเดิมซะอีก
“ท่านถูกซัดฝ่ามือที่อก ไม่ใช่ที่หน้าซะหน่อย คุณหนูนะคุณหนู ถือว่าตัวเองเป็ร่างจุติของเทพหงส์เพลิง จะรังแกใครยังไงก็ได้ ท่านเองด้วย ถึงรับใช้ใกล้ชิดนางมาั้แ่เด็ก แต่สาวใช้ก็คือสาวใช้วันยันค่ำ ถ้ายังรักชีวิตอยู่อย่าไปยั่วโมโหนางบ่อยๆ เล่า คราวหน้านางอาจเผาท่านไหม้ทั้งตัวก็ได้”
ฟังคำพูดน้องสาวในนิยายจบ เย่ิโหรวก็ยกมือทาบอก ััถึงไอร้อนผ่าวราวกับไฟฉาบบนผิวเนื้อ นางขนลุกชันทันที โลกในนิยายช่างสมจริงสุดๆ ไปเลย เย่ิโหรวครุ่นคิดคาแรกเตอร์ของเวินเยี่ยนโหรวอยู่ครู่ก็ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่น้องสาวในนิยาย
“เดี๋ยวเถอะ เ้าเป็น้องหรือเป็แม่ข้ากันแน่ เอ็ดใส่จนหูชาไปหมดแล้ว!”
เธอแกล้งวีนใส่เสียงลั่นจนเวินเยี่ยนหรานยกมืออุดหู เท่าที่จำได้ เวินเยี่ยนโหรวเป็สาวใช้ประเภทสอพลอ ยุแหย่ซ่างกวนเฟิ่งให้เกลียดชังว่านชิงเหยียน แถมเป็ตัวตั้งตัวตีผลักดันนางเอกให้ได้กับรัชทายาทเสียอีก เรียกได้ว่าร้ายกาจแบบตรงไปตรงมาสุดๆ
“ว่าแต่...นางเผาคนได้จริงเหรอ”
‘พรึบ!’
“โว้ว!”
ฉับพลัน เปลวไฟร้อนระอุก็พวยพุ่งแหวกผ่านอากาศตรงเข้าหาสาวใช้ทั้งสอง เย่ิโหรวเบิกตาโตรีบผลักเวินเยี่ยนหรานหลบให้พ้นวิถีเพลิง ส่วนตัวเองกลิ้งหลบจนหล่นตุบลงจากเตียงแข็งหน้าคะมำลงพื้น ทว่าความร้อนแปลกๆ ยังปะทุอยู่ตรง่เท้า เธอก้มมองพบเปลวไฟกำลังลุกโชนเผาไหม้ชายกระโปรงตัวเองอยู่พอดี
“ร้อนๆๆๆ!”
“พี่ใหญ่ ข้ามาแล้ว”
เวินเยี่ยนหรานรีบหยิบกาน้ำชาสาดใส่พี่สาวตัวเองหวังดับไฟ ทว่าสาดผิดตำแหน่งไปหน่อย ชาขาวรสชาติขมจึงชโลมทั่วทั้งศีรษะของเย่ิโหรวแทน ถึงอย่างนั้น บางส่วนก็กระเด็นถูกเปลวไฟตรงชายผ้าจนมอดดับลง เวินเยี่ยนหรานอ้าปากค้าง หน้าตารู้สึกผิดสุดๆ ต่างกับเ้าของการกระทำที่ยืนทำหน้าแปลกประหลาดคล้ายกลั้นหัวเราะอยู่
“คะ...คะ...คุณหนูรอง ท่าน!”
น้องสาวในนิยายทำท่าจะอ้าปากต่อว่าซ่างกวนเฟิ่ง ผู้ซึ่งยืนอวดรูปร่างสูงโปร่งระหงในอาภรณ์สีส้มเพลิง นางกลับหันใบหน้างดงามดุจเทพธิดาเข้าจนจนปิ่นทองปักผมระย้าย้อยสะบัดไปตามเรี่ยวแรง เพียงเท่านั้น เวินเยี่ยนหรานก็คุกเข่าก้มหน้าลงทันที
“หึ...หายสงสัยหรือยัง”
ซ่างกวนเฟิ่งผู้ซึ่งชางอวี่เปรียบนางไว้ว่างามดั่งอัญมณีทับทิมต้องแสงอาทิตย์ สูงศักดิ์และล้ำค่า กล่าวถามเย่ิโหรวที่ชักสีหน้าบึ้งตึงใส่ แต่แล้ว คุณหนูใจั์ก็หลุดหัวเราะออกมาดังลั่น
“ฮ่าๆๆ เอาเถิด เห็นแก่เยี่ยนโหรวทำให้ข้าหัวเราะได้ ข้าจะไม่เอาความปากสามหาวของเ้า เวินเยี่ยนหราน”
“ข้าผิดไปแล้วเ้าค่ะคุณหนู”
เวินเยี่ยนหรานโค้งคำนับเสียงสั่น เย่ิโหรวเดาว่านางคงแอบฟังอยู่ด้านนอกนานแล้ว จึงลุกขึ้นนั่งคุกเข่าบังหน้าน้องสาวไว้เพื่อปกป้องนาง
“คุณหนูซ่างกวน เป็ความผิดของข้าเอง โปรดอย่าถือสานาง”
เย่ิโหรวใช้สกิลจากการพิสูจน์อักษรนิยายโบราณอย่างช่ำช่องสวมบทเป็สาวใช้ผู้รันทดในจวนขุนนางทันที เธอเหลือบมองสีหน้าของคุณหนูหงส์เพลิง เห็นความแปลกใจระคนพึงพอใจรวมอยู่ด้วยกัน
“ข้าซัดฝ่ามือใส่เ้าแรงจนกระทบกระเทือนถึงหัวหรือไงนะ ถึงได้เรียบร้อยขนาดนี้ ช่างเถิด ในเมื่อลุกได้แล้วก็ตามข้ากลับห้อง ข้าอยากให้เ้าช่วยเลือกปิ่นปักผมของวันพรุ่งนี้ที”
“เ้าค่ะ”
“อ้อ...เปลี่ยนชุดให้เรียบร้อยก่อนเล่า เกิดพี่ใหญ่เดินมาเห็นข้าแกล้งเ้าจนอยู่สภาพนี้ มีหวังข้าถูกเอ็ดหูชาแน่ แค่ซัดฝ่ามือใส่เ้าจนสลบ เขาก็สั่งกักบริเวณข้าตั้งหนึ่งวันเชียว”
พี่ใหญ่? เย่ิโหรวเผลอขมวดคิ้วกับคำพูดของนาง ทบทวนอยู่ครู่ก็นึกออกว่านางหมายถึง ‘ซ่างกวนหนิง’ ลูกชายคนโตของสกุลซ่างกวน แม่ทัพใหญ่ของแคว้นเหลียง คนนี้มีบทอยู่ไม่กี่หน้าเหมือนกัน
“เร็วเข้า อย่าเอาแต่จ้องข้า สายตาของเ้าน่าขนลุกชะมัด”
“เ้าค่ะ...เ้าค่ะ”
ซ่างกวนเฟิ่งเดินออกไปรอนอกห้อง ปล่อยให้เย่ิโหรวมองหน้าเวินเยี่ยนหรานที่กลัวตัวสั่นงันงก ถึงอย่างนั้นก็ก้มกระซิบกระซาบเม้าท์มอย
“นางชอบแกล้งบ่าวไพร่เช่นนี้เสมอเลย”
“เวินเยี่ยนโหรว!!”
“เ้าค่ะ...เปลี่ยนชุดก่อนเ้าค่ะ!!”
--------------------------------------
ผู้ช่วยบรรณาธิการซึ่งยามนี้กลายมาเป็สาวใช้วัยแรกแย้มในนิยาย แถมยังย้อนอายุมาสิบปีไม่ขาดไม่เกิน เดินทอดน่องตามหลังนางเอกนิยายผู้ถูกบรรยายลักษณะไว้ว่าสง่างาม แข็งแกร่งและเย่อหยิ่ง เธอเห็นจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น บุคลิกของซ่างกวนเฟิ่งภายนอกไม่ต่างจากคุณหนูตระกูลขุนนางมีอิทธิพลทั่วไป เดินหลังตรงเชิดหน้าไม่สนใจใคร ทว่าภายในของคุณหนูเทพหงส์เพลิงไม่ได้สุขุมเยือกเย็น นางเหมือนคนถูกตามใจจนเคยตัวมากกว่า
ขณะวิจารณ์นางเอกของเื่อย่างเมามันส์ในใจ ซ่างกวนเฟิ่งกลับหยุดฝีเท้ากะทันหันจนเธอชนเข้ากับแผ่นหลังบางโดยแรง คุณหนูหงส์เพลิงเบี่ยงข้างใบหน้าใช้สายตาด่าเธออยู่ครู่ แล้วจึงหันกลับทำทีสำรวมย่อเข่าเคารพผู้ที่เดินตรงมาหา เย่ิโหรวมองลอดไหล่ลาดของซ่างกวนเฟิ่งเพื่อดูว่าเป็ใคร ฉับพลัน ราวกับเืหายวาบไปทั้งร่าง ตัวชาดิก ลืมหายใจไปชั่วขณะที่เดียว
“...อะ...อาจารย์...อาจารย์ชางอวี่?!!”
เย่ิโหรวเผลอกล่าวดังลั่นให้ผู้มาใหม่ทั้ง 3 คน หยุดฝีเท้าพร้อมกันทันที โดยเฉพาะผู้ชายสวมอาภรณ์สีขาวเทาที่เดินนำหน้าถึงกับเอ็ดเสียงดุใส่
“เสี่ยวโหรว พูดอะไรของเ้า”
น้ำเสียงทรงอำนาจและท่าทางคุ้นเคยกับเวินเยี่ยนโหรว บอกเธอว่าเขาคือ ‘ซ่างกวนหนิง’ ลูกชายคนโตของเสนาบดีซ่างกวน หรือก็คือพี่ชายของซ่างกวนเฟิ่งผู้ซึ่งหันมาทำหน้าเหมือนอยากซัดฝ่ามือใส่เธอซ้ำสอง หากเป็ยามปกติ เย่ิโหรวคงสะดุดตากับบุคลิกสุขุมสง่างามที่มาพร้อมรูปร่างสูงใหญ่และใบหน้าคมคายระดับเทพ์ปั้นสร้างของซ่างกวนหนิงแน่ ทว่าตอนนี้สายตาของเธอจ้องเขม็งไปที่บุคคลเดินรั้งท้ายซึ่งสวมอาภรณ์สีต่างไปจากทุกคน
เธอจำรูปโฉมของนักเขียนปีศาจได้แม้แต่ไรผมทุกเส้นบนศีรษะ เขาสวมอาภรณ์สีขาวข้างใน ทับด้วยอาภรณ์ผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเข้มด้านนอก ดูเรียบง่ายไม่โอ่อ่า เข้ากันกับรูปร่างสูงเทียบเท่ากับซ่างกวนหนิง เพียงแต่ผอมจนคอยาวคางแหลม ่ลาดไหล่เห็นรูปกระดูกชัดเจน บุคลิกเยือกเย็นยากคาดเดาอารมณ์ แต่ใบหน้าของเขาคมคายแฝงรอยอ่อนหวาน ทรงเสน่ห์ดึงดูดใจมาก เรียกได้ว่าจอมเทพปั้นสร้างหาที่ติไม่มี เป็ใบหน้าที่หญิงชายล้วนต้องมนต์ทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดแตกต่างไปจากชางอวี่นอกจากเส้นผมดำขลับยาวถึงกลางหลังที่เกล้ามวยเพียงครึ่งและปักปิ่นไม้ธรรมดา เขากำลังมองตอบเธอด้วยสายตาคำถามเช่นกัน
“เสี่ยวโหรว อย่าเสียมารยาท เ้าจำองค์ชายเจ็ดไม่ได้หรือ”
ซ่างกวนเฟิ่งหันมากระซิบเสียงดุใส่ เย่ิโหรวเลยได้สติเลื่อนสายตามองผู้ชายสวมอาภรณ์ขาวทองซึ่งรูปร่างเล็กสุด และยืนอยู่เบื้องหน้านักเขียนปีศาจพอดี ซ่างกวนเฟิ่งคงนึกว่าเธอมองคนผู้นั้น
‘เขาเดินตามหลังองค์ชายเจ็ด หมายความว่าเขาคือว่านชิงเหยียนเหรอ?’
เย่ิโหรวคิดในใจระหว่างจ้องตาโตใส่คนสวมชุดสีน้ำเงิน คราวนี้กริยาของเธอชัดเจนจนซ่างกวนหนิงและองค์ชายเจ็ดพร้อมใจกันหันมอง ‘ว่านชิงเหยียน’ ผู้เดินอยู่รั้งท้ายและเริ่มขมวดคิ้วไม่พอใจ
“เอ่อ...เสี่ยวโหรวขออภัยเ้าค่ะ”
เธอก้มหน้ากล่าวขอลุแก่โทษเพียงแค่เห็นสายตาไม่สบอารมณ์ของเขา เหลือเชื่อเลย! ขนาดหลุดเข้ามาในนิยายเขายังดูน่าขนลุกไม่ต่างจากตัวจริงเชียว ว่าแต่...เขาใช้ตัวเองเป็ต้นแบบพระเอกนิยายเหรอเนี่ย?! เย่ิโหรวเผลอเงยมองว่านชิงเหยียนอีกครั้ง หากซ่างกวนเฟิ่งคืออัญมณีสีแดงที่โดดเด่นงดงามและสูงศักดิ์ ว่านชิงเหยียนก็คืออัญมณีสีน้ำเงินที่สง่างามลึกลับน่าค้นหา
“ทุกท่านโปรดอย่าถือสานาง ทั้งหมดเป็เพราะข้าเผลอหยอกล้อกับนางรุนแรงเกินไปจนาเ็ ทำให้นางเลอะเลือนไปบ้าง”
ซ่างกวนเฟิ่งแก้สถานการณ์โดยหันไปประสานมือคารวะองค์ชายเจ็ดซึ่งระบายยิ้มอ่อนโยนตอบ
“ไม่เป็ไร จริงสิ ไหนๆ ก็พบเ้าแล้ว มิสู้ไปหารือด้วยกันหน่อยดีกว่าหรือ”
ผู้ซึ่งมีรูปร่างสูงชะลูด ผอมบางเพราะอ่อนแอได้โรคมากมาย รูปโฉมสุขุมคมคายแม้สีหน้าเผือดซีดไม่สดชื่นก็มีสง่าราศีตามแบบผู้สูงศักดิ์ นามว่า ‘เหลียงชุน’ กล่าวถาม เย่ิโหรวเห็นเป็จริงตามบทบรรยาย เมื่อมององค์ชายเจ็ดกับผู้ติดตามให้ชัดเจนแล้ว ช่างผอมแห้งจนกลัวว่าลมจะหอบจนปลิวข้ามหลังคาไปซะก่อน ทว่าสายตาขององค์ชายเจ็ดที่มองซ่างกวนเฟิ่งดูมีเมตตามากจนผิดปกติเชียว
“องค์ชายพะยะค่ะ กระหม่อมเกรงว่า...”
“คุณชายซ่างกวน ข้าอยู่นอกวัง ไม่จำเป็ต้องมากพิธี อีกอย่างหนึ่ง แม่นางซ่างกวนเตรียมเข้ารับตำแหน่งธิดาเทพหงส์เพลิงประจำแคว้นในอีกไม่นาน นางควรได้รู้เื่ราวของราชสำนักเช่นกัน”
แม้องค์ชายเจ็ดได้ชื่อว่าผอมบางขี้โรค แต่สติปัญญาเฉียบแหลม วาจาแยบคายฉะฉานจนเย่ิโหรวนึกทึ่งทีเดียว อ่านในนิยายกับเห็นภาพจริงตรงหน้าช่างต่างกันลิบลับ ฝ่ายซ่างกวนหนิงไม่อาจขัดใจจึงพยักหน้าให้น้องสาว
“เฟิ่งเอ๋อร์ ตามมาเถิด”
ซ่างกวนหนิงเดินนำทางไปก่อนโดยอดปรายตามองเย่ิโหรวในบทของเวินเยี่ยนโหรวไม่ได้ เขาถอนหายใจกลัดกลุ้มก่อนเดินผ่านไป องค์ชายเจ็ดกลับเป็ฝ่ายระบายยิ้มอ่อนแทนคำปลอบให้เธอแทน ส่วนพระเอกของเื่ไม่ชายตาแลเธอสักนิด ราวกับเธอเป็อากาศธาตุ ช่างเหมือนกับชางอวี่ไม่มีผิด แต่เขากลับแอบมองซ่างกวนเฟิ่งด้วยกริยายากจะคาดเดา เย่ิโหรวเก็บความหมั่นไส้ไว้ในใจ
“เสี่ยวโหรว ตามข้ามา แล้วไม่ต้องพูดอะไรอีก หาไม่ ข้าซัดเ้าอีกฝ่ามือแน่”
“เ้าค่ะ...”
เธอรับวาจาของคุณหนูหงส์เสียงเบา ถ้าทำได้ เธออยากหลับตาแล้วแวบหายหลุดออกจากนิยายซะตอนนี้เลยด้วยซ้ำ