“ฝนไม่ได้น่ากลัว เพราะมันเย็น… แต่น่ากลัวเพราะมันทำให้รู้ว่าใครยืนข้างเรา”
บ่ายวันศุกร์ ท้องฟ้าเหนือกรุงโซลเปลี่ยนเป็สีเทาหนัก ลมแรงจนป้ายรถเมล์สั่น เสียงฟ้าร้องแว่วมาไกล ๆ ก่อนสายฝนจะตกลงมาเต็มแรงภายในไม่กี่นาที
ฮันมินอาวิ่งฝ่าฝนเข้ามาในตึก KJ Tower เสื้อเชิ้ตเปียกจนแนบกับแขน เธอกอดแฟ้มแน่นไว้ที่อก พยายามไม่ให้เอกสารเลอะน้ำ แต่ก็ไม่พ้นเปียกครึ่งหนึ่ง
เธอก้าวเข้าห้องพักพนักงาน หวังจะเป่าผมให้แห้ง แต่เสียงซุบซิบแ่เบาก็ดังขึ้นทันทีที่เธอเปิดประตูเข้าไป
“เด็กฝึกงานคนนั้นอีกแล้ว…”
“เมื่อวานเห็นเดินกับท่านประธานนะ”
“ไม่แปลกหรอกที่ได้โปรเจกต์ใหญ่แบบนั้น”
เธอชะงัก ก้มหน้าเงียบ ตั้งใจจะเดินผ่านไปเหมือนไม่ได้ยิน แต่เสียงหนึ่งพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงแหลมกว่าเดิม
“ก็เข้าใจแหละ… ถ้าใกล้ชิดคนระดับนั้น ใครจะไม่อยากได้โอกาส”
มือที่จับแฟ้มของเธอสั่นเล็กน้อย แต่ยังไม่พูดอะไร เธอเลือกเงียบ เพราะรู้ดีว่าเถียงไปก็ไม่ช่วยอะไร
ทันใดนั้นเสียงโต๊ะกระแทกก็ดัง “พอได้แล้ว!”
คังเซอาเดินเข้ามากลางห้อง สีหน้าดุดันกว่าที่เคยเห็น “พูดอะไรก็ได้ แต่ถ้ายังไม่รู้จักมินอาจริง ๆ ก็อย่าพูดลับหลัง”
เสียงรอบห้องเงียบสนิททันที ไม่มีใครกล้าสบตา เซอาหันมาหาเธอ สีหน้าอ่อนลง “ไปเปลี่ยนเสื้อก่อน เดี๋ยวไม่สบาย”
มินอาฝืนยิ้มบาง “ขอบคุณค่ะพี่”
เธอเดินออกมาช้า ๆ เสียงฝนจากกระจกดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ แต่ในใจกลับวุ่นวาย เธอไม่แน่ใจว่ากำลังโกรธ เศร้า หรือแค่เหนื่อย
ลิฟต์ขึ้นสู่ชั้นดาดฟ้า เสียงเครื่องสั่นเบา ๆ ในช่องแคบ ระหว่างทางเธอมองเงาตัวเองในกระจกสะท้อน เสื้อเปียก ผมยุ่ง และแววตาที่ดูไม่เหมือนเดิม เธอคิดถึงวันที่ยังตื่นเต้นกับการฝึกงาน — วันที่แค่ได้ทำงานก็พอใจ แต่วันนี้กลับต้องคอยอธิบายให้ใครต่อใครเชื่อ
เมื่อประตูลิฟต์เปิด เสียงฝนดังลั่นทันที ลมแรงจนผมเธอปลิวเข้าหน้า แต่เธอกลับรู้สึกสงบกว่าข้างล่าง
มินอาเดินไปยืนริมขอบดาดฟ้า เม็ดฝนเย็นกระทบผิวจนแสบ แต่เธอกลับไม่ขยับหนี “ถ้าเงียบได้สักนาที…” เธอคิดในใจ “มันก็คงพอแล้ว”
เสียงฝีเท้าแ่เบาดังขึ้นจากด้านหลัง เธอหันไปเห็นร่มสีดำคันหนึ่งค่อย ๆ กางขึ้นเหนือหัว
“ผมบอกแล้วว่าคุณจะลืมร่ม” เสียงทุ้มคุ้นหูเอ่ยขึ้นอย่างเรียบง่าย
คังแทจุนยืนอยู่ข้างหลังในชุดสูทที่เปียก่ปลายแขน เขาถือร่มไว้เอียงเข้าหาเธอมากกว่าเข้าตัวเอง
มินอามองหน้าเขา แววตาเธอเหนื่อยล้าแต่ยังมีรอยยิ้ม “ฉันไม่ได้ลืมค่ะ แค่ไม่มี”
เขาพยักหน้า “คุณขึ้นมาทำไม”
“เพราะข้างล่างเสียงดังเกินไป”
“แล้วข้างบนไม่เปียกเหรอ”
“เปียกค่ะ… แต่เงียบดี”
แทจุนหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นแทบกลืนไปกับสายฝน “ผมก็ชอบแบบนี้ เหมือนได้ยินเสียงตัวเองชัดขึ้น”
เธอไม่ตอบ แค่ก้มหน้ามองพื้นเปียก เสียงฝนตกเหมือนเข็มร้อยพันเล่มร่วงใส่ร่ม
เขามองเธอเงียบ ๆ อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถาม “คุณร้องไห้เหรอ”
“ฉันไม่อยากให้ใครเห็นตอนมันเป็แบบนี้” เธอตอบ น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
เขายื่นมือมาเช็ดหยดน้ำที่แก้ม “งั้นร้องได้ ผมจะไม่บอกใคร”
เธอหลับตา ปล่อยให้น้ำตาไหลปนฝนจนแยกไม่ออกว่าอะไรคืออะไร
“ทุกคนคิดว่าฉันได้อยู่ตรงนี้เพราะคุณ…” เสียงเธอสั่น “แต่ฉันก็แค่ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้”
“ผมรู้” เขาตอบเรียบ แต่หนักแน่น “คุณอยู่ตรงนี้เพราะความสามารถของคุณ อย่าปล่อยให้คำของใครมาลดค่ามัน”
“คุณพูดเหมือนเคยผ่านแบบนี้มาแล้ว”
“ผมเคย” เขาหลุบตา “แต่ตอนนั้นไม่มีใครบอกผมให้เชื่อในตัวเอง”
มินอาหลุดหัวเราะทั้งที่ยังน้ำตาคลอ “แปลว่าตอนนี้คุณกำลังบอกฉันแทนสินะ”
“อืม” เขายิ้มบาง “เพราะผมไม่อยากให้คุณเสียศรัทธาเหมือนที่ผมเคย”
ฝนตกหนักขึ้นอีกครั้ง ลมตีเข้ามาจากด้านข้าง เขาเอียงร่มให้คลุมเธอมากกว่าเดิมจนตัวเองเปียกครึ่งหนึ่ง
“คุณจะเปียกนะคะ”
“ไม่เป็ไร ฝนไม่ได้ทำให้ใครแย่ลง แค่ทำให้เห็นว่าใครอยู่ตรงไหน”
ประโยคนั้นทำให้เธอเงยหน้ามองเขา แสงจากไฟอาคารสะท้อนผ่านหยดน้ำบนขอบร่ม เหมือนมีประกายระยิบอยู่รอบตัวเขา
“ขอบคุณนะคะ คุณแทจุน”
เขายิ้มบาง “เรียกผมว่าแทจุนก็ได้”
เธอพยักหน้าเบา ๆ “…ขอบคุณนะคะ แทจุน”
ฝนยังไม่หยุดตก แต่บรรยากาศกลับอบอุ่นกว่าที่คิด ทั้งคู่ยืนนิ่งอยู่ภายใต้ร่มสีดำคันเดียว โลกภายนอกเต็มไปด้วยเสียงฝน ทว่าภายในกลับมีเพียงความเงียบที่เข้าใจกันโดยไม่ต้องพูด
มินอาพูดช้า ๆ “ถ้าวันหนึ่งฝนหยุด… ฉันจะยังอยู่ตรงนี้ได้ไหมคะ”
เขามองหน้าเธอครู่หนึ่ง “อยู่ได้ ตราบใดที่คุณไม่หนีไปก่อน”
เธอยิ้มทั้งน้ำตา “ฉันจะจำไว้”
เขาพูดเบา ๆ “ผมจะถือร่มไว้ให้… ตราบใดที่คุณยังอยากยืนอยู่ข้างกัน”
ในวินาทีนั้น เมืองทั้งเมืองเหมือนหยุดหายใจ แสงไฟจากตึกสูงสะท้อนบนทางเท้าเปียกฝน เหลือเพียงเสียงหยดน้ำที่ตกกระทบร่มเป็จังหวะอ่อนโยน และหัวใจสองดวงที่เต้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
รุ่งเช้า อากาศยังชื้นจากฝนเมื่อคืน โทรศัพท์มินอาสั่นเบา ๆ — อีเมลจาก “ชเวยุนอา” หัวหน้าแผนกระดับสูงสุดของบริษัท
“รบกวนเข้าพบ่บ่ายสอง มีเื่จะคุยเกี่ยวกับงานออกแบบ”
เธอไม่รู้ว่านั่นคือคำเชิญ หรือคำเตือน…
แต่รู้แน่เพียงอย่างเดียว — เธอจะต้องไป