วาสนาที่ไร้ใจ
ตอนที่ 11
“ดียิ่งเ้าค่ะ ได้พบหน้าท่านพี่ซูลี่ด้วย โชคดีของน้องจริงๆ ว่าแต่วันนี้ท่านพี่อยู่ร้านด้วยหรือเ้าคะ” น้ำเสียงที่แกล้งทำเป็ใดังขึ้น
หยวนถิงถิงเดินเข้ามาในหอน้ำชาและมองไปยังโต๊ะที่ถูกสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องอยู่ บุรุษและสตรีผู้ตกเป็ขี้ปากชาวเมืองกำลังนั่งเคียงคู่กันอยู่นี่เอง ปากบางยกยิ้มมุมปากแล้วรีบสาวเท้าเดินเข้าไปทักทาย
“แล้วเห็นหรือไม่ล่ะ ถ้าเห็นก็แปลว่าอยู่” หยวนซูลี่ตอบออกไปด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายและรำคาญ
นางอุตส่าห์ออกจากจวนั้แ่เช้าเพื่อจะไม่ได้ยินเสียงน่ารำคาญและใบหน้าเสแสร้งแกล้งยิ้มหวานแล้วเชียว หยวนถิงถิงก็ยังตามมารังควานไม่เลิก
คุณหนูใหญ่หันไปมองคุณหนูรองปราดเดียวและหันไปยิ้มบางๆ ให้หลานอี้ ชี้มือไปทางโต๊ะบดใบชาเพื่อบอกกับเขา ว่าตัวนางเองจะไปทำงานต่อแล้วนะ จากนั้นก็เดินชนไหล่ของหยวนถิงถิงออกมาเลย
“วันนั้น เพียงข้าอ้อนนิดอ้อนหน่อย คุณชายเว่ยก็ตรงเข้ามาพยุงข้าทันทีเลยล่ะ” หยวนถิงถิงเอ่ย
เมื่อนางเห็นหยวนซูลี่เดินกลับมายังโต๊ะบดใบชาและแกล้งเดินชนไหล่ตนเอง ในใจอยากจะจับแขนพี่สาวกระชากให้หันกลับมาขอโทษและโวยวายออกมาอย่างที่เคยทำ แต่ติดตรงที่ตอนนี้หาใช่เรือนใหญ่ในจวนราชครูไม่ ถ้าโวยวายออกไปภาพลักษณ์ที่นางคอยปั้นแต่งสร้างมาคงจะเสียหาย หยวนถิงถิงเลยกักเก็บความโมโหเอาไว้ในใจแล้วเดินตามหยวนซูลี่มา แล้วเอาคืนด้วยการพูดจากระทบกระเทือนจิตใจของคุณหนูใหญ่
“…” หยวนซูลี่ไม่สนใจหยวนถิงถิง ใบหน้างามไม่แม้แต่จะเงยขึ้นจากเครื่องบดใบชาเสียด้วยซ้ำ
“หยวนซูลี่!” เสียงเรียกจิกอย่างไร้มารยาทดังขึ้น
เมื่อมีแค่นางกับหยวนซูลี่ หยวนถิงถิงจึงเริ่มแสดงพฤติกรรมปกติของตนเองออกมา ความหยาบคายและไร้มารยาทของนาง ถูกแสดงออกมาต่อหน้าหยวนซูลี่ที่เงยหน้าขึ้นมาจ้องลูกสาวอนุในจวนด้วยสายตาดุดัน เมื่อได้ยินหยวนถิงถิงเรียกชื่อของตนเองออกมาแบบไร้มารยาท
“ออกไป อย่ามาแสดงความต่ำทางวาจาในร้านของข้า” หยวนซูลี่กัดฟันและเค้นเสียงสั่งหยวนถิงถิงให้ออกไปจากหอน้ำชาของนาง
บางทีนางก็ใคร่จะไม่เข้าใจเท่าใดนัก สตรีหน้าตาอ่อนหวานไร้พิษภัยอย่างหยวนถิงถิง เหตุใดถึงไร้มารยาทและมีนิสัยร้ายกาจเช่นนี้ หยวนซูลี่เอ่ยถามตนเองในใจพลางใช้สายตาไล่มองดูการแต่งกายของคนตรงหน้า ซึ่งมีแต่ผ้าเนื้อดีและเครื่องประดับล้ำค่าประดับั้แ่ศีรษะจรดส้นเท้า
ไม่รู้มารดาของหยวนถิงถิงไปได้เงินทองจากที่ใดมาใช้จ่าย เพราะเพียงแค่เบี้ยหวัดจากบิดาของนางที่แบ่งให้ใช้ก็คงไม่มากมายเพียงนี้
ั้แ่มารดาของหยวนซูลี่เสียไป สองคนนี้ก็เริ่มมีกินมีใช้ แต่งกายหรูหราขึ้นจากแต่ก่อนที่ใส่แค่อาภรณ์ราบเรียบราคาถูก แต่ตอนนี้กลับสวมใส่ผ้าไหมมันวาว เครื่องประดับเต็มตัวราวกับเป็คุณหนูใหญ่และฮูหยินเอกก็มิปาน
“ร้านของเ้าก็เหมือนร้านของข้าด้วย เพราะข้าก็เป็ลูกของท่านพ่อและเป็คนในสกุลหยวนเช่นกัน”
“เหอะ ช่างกล้าพูด เป็แค่ลูกอนุแต่ดันอยากปีนขึ้นมาเทียบเท่าบุตรสาวของฮูหยินเอก ข้าจะบอกให้นะถิงถิง ร้านนี้เป็สมบัติเดิมของแม่ข้า และตอนนี้มันก็กลายมาเป็สมบัติของข้าแต่เพียงผู้เดียว หาใช่ของสกุลหยวนไม่” หยวนซูลี่แสยะยิ้มมุมปากตอบกลับไป
ใบหน้าถือดีของหยวนถิงถิงเปลี่ยนเป็ตึงเรียบ ปากเม้มเข้าหากันจนเป็เส้นตรง มือก็จิกแขนตนเองเพื่อระบายอารมณ์โกรธที่ไม่สามารถแสดงออกไปตรงๆ ได้
หยวนซูลี่มองดูภาพนั้นด้วยความสะใจและสมเพชในความอยากตีตนขึ้นมาเสมอเหมือนของหยวนถิงถิง คุณหนูใหญ่รู้ดีว่าคุณหนูรองอิจฉาตนเองมาตลอด นางเลยจ้องที่จะแย่งของทุกอย่างไปจากหยวนซูลี่ โดยเฉพาะของและคนที่หยวนซูลี่รัก
“ข้าจะแย่งของทุกอย่างของเ้ามาเป็ของข้าให้ได้ คอยดูไปเถิดหยวนซูลี่!” หยวนถิงถิงกระซิบเสียงเบาให้ได้ยินแค่พวกนางสองคน
“ข้ารู้สึกเสียใจยิ่งนักที่วันนั้นน่าจะมาไม่ถึงเป็แน่” หยวนซูลี่ยักไหล่และแสดงสีหน้าไม่แยแสส่งไปให้น้องสาว
“แต่อย่างน้อย ข้าก็ได้หัวใจของบุรุษที่เ้าหมายปองมาแล้วละนะ” น้ำเสียงโกรธเคืองเริ่มเปลี่ยนเป็โทนเสียงใสซื่ออ่อนหวานอีกหน เมื่อนาง้าที่จะเยาะเย้ยหยวนซูลี่เื่เว่ยตงหยาง
ตากลมโตของหยวนซูลี่มองขวางไปที่คุณหนูรอง หยวนถิงถิงยกเอาเื่ที่เป็จุดอ่อนที่สุดของหยวนซูลี่ขึ้นมากดข่มและเย้ยหยัน
แต่แล้วใบหน้างามก็เปลี่ยนกลับไปราบเรียบและส่งยิ้มยียวนกลับไปหาหยวนถิงถิงอีกครั้ง เก็บอาการของนางเอาไว้ไม่ให้ศัตรูรู้ได้ว่าตนเองเจ็บใจมากเพียงใด กับการที่เว่ยตงหยางไม่ได้รักนางแต่รักหยวนถิงถิง ซึ่งเป็คนที่นางเกลียดนักเกลียดหนาแทน
“แล้วอย่างไร เพราะถึงแม้ซื่อจื่อจะรักเ้าแต่เขาก็เที่ยวไปนอนเล่นในหอคณิกา เกี้ยวพาสตรีอื่นนอกจากเ้าอยู่ดี และอีกอย่างรักกันไปก็ใช่จะได้ร่วมหอกันเสียหน่อย เพราะคนที่จะได้สวมใส่ชุดแดงมงคลแล้วกราบไหว้ฟ้าดินร่วมกับคุณชายเว่ย อีกทั้งบิดาและมารดาของเขายอมรับก็มีแค่ข้าคนเดียว ไม่ใช่สตรีที่เกิดจากครรภ์ของมารดาที่เป็เพียงอนุเช่นเ้า” ให้มันรู้กันไปเลยว่าผู้ใดกันแน่ที่อยู่เหนือกว่า คิดจะเทียบชั้นเช่นนั้นหรือ อย่างน้อยหยวนถิงถิงจะต้องก้าวผ่านด่านท่านแม่ทัพใหญ่และเว่ยฮูหยินไปก่อน
“หยวนซูลี่!!” เสียงดุเหวี่ยงเอาแต่ใจของหยวนถิงถิงที่ไม่สามารถกักเก็บอาการเอาไว้ได้ไหว ดังก้องกระจายไปทั่วหอน้ำชาจนลูกค้าในร้านคนอื่นๆ ต่างหันมามองนางเป็ตาเดียว
หึ แม่นางเอกงิ้วที่ใสซื่อจะกลายร่างเป็นางมารแล้วสินะ หยวนซูลี่แอบเยาะเย้ย
“อย่าเสียงดังเลยถิงเอ๋อร์ เดี๋ยวผู้คนจะจับสังเกตเอาได้ว่าเ้าน่ะเป็สตรีจอมเสแสร้งแห่งเมืองหลวง!” หยวนซูลี่กระแทกเสียงใส่หยวนถิงถิงในประโยคหลังด้วยความสะใจ หลังจากเตือนน้องสาวออกไปและแอบประชดประชันอยู่ในที
สตรีหน้าตาอ่อนหวานใบหน้าเริ่มถอดสีเมื่อหันไปมองสายตาของคนในร้านที่กำลังมองนางว่านางเป็คนไร้มารยาท แล้วจึงหันกลับมามองคนที่นั่งยิ้มเยาะนางอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะบดใบชาด้วยสายตาคาดโทษ แล้วเดินออกจากหอน้ำชาสกุลหยวนไป
“เก็บความรู้สึกได้ดี ไม่เหมือนที่เคยได้ยินมา” หลานอี้นั่งมองสองคุณหนูสกุลหยวนสนทนากันที่หน้าโต๊ะบดใบชาเมื่อสักครู่ เดินเข้ามาชมเชยหยวนซูลี่จากการที่นางไม่เผยความรู้สึกหรือโวยวายใส่หยวนถิงถิงในขณะที่โดนยั่วยุปลุกปั่นอารมณ์ให้โมโหขนาดนั้น
แต่ถ้าจะถามว่าเขารู้ได้อย่างไรว่าสองคนนี้ทะเลาะกัน ในเมื่อคนอื่นก็มองเห็นว่าสองคนนี้แค่พูดคุยกันตามประสาพี่น้องเฉยๆ นั่นก็เพราะเขาแอบเห็นหยวนถิงถิงกำมือตนเองแน่นตลอดเวลาที่มองหน้าหยวนซูลี่ ถ้าสนทนากันปกติธรรมดา แม่นางผู้นั้นคงไม่กำมือกักเก็บอารมณ์ของตนเองเอาไว้ขนาดนี้แน่
“ข้าจะไม่โง่งมคล้อยตามไปกับกลอุบายของสตรีเช่นนั้นอีกแล้ว ที่นางมาที่นี่ก็หวังจะปั่นประสาทให้ข้าโวยวายออกมา แล้วลูกค้าจะได้เห็นกิริยาไร้มารยาทนั้นและหนีหายไปหมด จนร้านขายไม่ได้น่ะสิ” หยวนซูลี่อธิบายให้หลานอี้ฟัง
นางรู้ทันหยวนถิงถิงั้แ่ปากของนางเริ่มเปล่งวาจาเกี่ยวกับเื่ของเว่ยตงหยางที่เลือกเข้าข้างนางในคืนนั้นแล้ว
“นับว่าฉลาดขึ้น” หลานอี้เอ่ยออกมา
“นี่เ้าชมข้าหรือด่าข้ากันแน่ จะหาว่าแต่ก่อนข้าโง่เช่นนั้นหรือ”
“…” หลานอี้ยักไหล่และยิ้มอ่อนออกมา
กวนประสาทใช้ได้เลย และก็นับว่าเก่งที่มองปราดเดียวก็สามารถรับรู้ถึงความสัมพันธ์ของสองพี่น้องว่ามีอุปนิสัยไม่ลงรอย
สายตาของสตรีในร้านมองมายังหลานอี้อย่างหลงใหล พวกนางดีใจอย่างยิ่งที่มีโอกาสเห็นใบหน้าบุรุษรูปงามในระยะใกล้ ไม่ใช่เพียงแผ่นกระดาษที่ซื้อกันจากพวกแม่สื่ออีกแล้ว
…ปลายยามโหยว (17:00-18:59)
“ฟูววว เรียบร้อยได้เสียที” เสียงถอนหายใจดังเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากอวบอิ่ม
ส่วนเ้าของของเสียงนั้นก็นั่งพิงเก้าอี้อยู่อย่างกับคนหมดเรี่ยวแรง
“กรรมของข้า! มืดขนาดนี้แล้วหรือนี่!”
แม้ความจริงหอน้ำชาได้ปิดร้านั้แ่หนึ่งชั่วยามที่แล้ว แต่หยวนซูลี่และคนรับใช้จะต้องเก็บกวาดร้าน ล้างภาชนะต่างๆ และเตรียมวัตถุดิบสำหรับวันต่อไปจนเวลาล่วงเลยมาถึงมืดค่ำ รถม้าก็ถูกนางสั่งให้พาเสี่ยวเจียวไปซื้อของเตรียมไว้ก่อนร้านแป้ง ร้านน้ำตาล และร้านถั่วเขียวจะปิด เลยเหลือเพียงแค่หยวนซูลี่คนเดียวที่ตรวจดูความเรียบร้อยก่อนแล้วคิดว่าจะเดินกลับจวนเอง
ให้เดินกลับคงนั่งฟุบอยู่ที่ใดสักที่ ไม่น่าอวดดีคิดจะเดินเล่นชมทัศนียภาพเลย
แต่แล้ว…
เสียงกระดิ่งแขวนประตูด้านหลังหยวนซูลี่ที่กำลังนั่งคอตกอยู่ก็ดังขึ้น
หลานอี้! เหตุใดเขาถึงยังอยู่กันเล่า นางนึกว่าเขากลับไปั้แ่สองชั่วยามก่อนไม่ใช่หรือ
หยวนซูลี่มองออกไปด้านนอกหอน้ำชา ก็เจอหลานอี้ที่เป็คนสั่นกระดิ่งและพยักหน้าเชิงเรียกนางให้ออกมาจากร้าน
“เหตุใดยังอยู่” หยวนซูลี่เดินออกมานอกร้านแล้วถามหลานอี้ที่ยืนกอดอกหลังพิงต้นไม้ข้างทางเดิน
“ตามข้ามา” เขาไม่ตอบคำถามของนาง แต่กลับออกคำสั่งให้เดินตามเขาไปแทน
เถ้าแก่เนี้ยหอน้ำชาจึงขมวดคิ้ว ปากจะเอ่ยถามว่าตามไปแห่งใด แต่คนตัวสูงดันเดินหนีจนนางต้องรีบสาวเท้าถี่ตามไปให้ทัน
“ไปที่ใดหรือ” หยวนซูลี่ถาม
“พาเ้าไปโยนทิ้งก้นเหว” เขาตอบกลับมากวนประสาท
“อ่อ เช่นนั้นก็นำทางไปได้เลย”
ป๊อง
เสียงหน้าผากของหยวนซูลี่โดนมือของหลานอี้เขกลงมา เหตุใดต้องทำร้ายร่างกายด้วย เขาประชดนางออกมาก่อนนะ นางก็แค่ไหลไปตามน้ำเท่านั้นเอง
“เจ็บนะ” หยวนซูลี่มองค้อนใส่หลานอี้ มือบางก็ยกขึ้นมาลูบหัวตนเองตรงบริเวณที่โดนเขกเมื่อครู่
แต่แล้วไปๆ มาๆ หยวนซูลี่ก็มาถึงหน้าจวนของตนเองโดยสวัสดิภาพด้วยรถม้าของคุณชายหลาน แต่ก่อนที่นางจะขึ้นมากับเขาก็แอบใกับใบหน้าถมึงทึงของบ่าวรับใช้ข้างกายเขาไม่น้อย สองคนนั้นมองมาเหมือนนางเป็คนที่จะมาทำร้ายหรือฆ่าเ้านายของเขาอย่างไรอย่างนั้น
ในใจนึกกลัว
หลานอี้มาจากตระกูลที่มีอำนาจและอิทธิพล ซึ่งมีคนเกรงขามไม่แพ้ตระกูลของเว่ยตงหยางเลย ตอนที่เขาเอ่ยบอกชื่อแซ่ นางก็ให้บ่าวรับใช้ตามสืบจนได้รู้ว่าเขาเป็บุตรของแม่ทัพหัวเมืองใต้ แถมบิดาของเขายังเป็พี่ชายของพระสนมกุ้ยเฟย ผู้ที่ถวายตัวรับใช้ฝ่าาเพื่อคานอำนาจสกุลเว่ยที่คอยสนับสนุนฮองเฮา เรียกได้ว่ามหาอำนาจสองขั้วของแคว้นฉินเลยก็ว่าได้
“ข้าซึ้งใจในน้ำใจของท่านมากเ้าค่ะ คุณชายหลาน” หยวนซูลี่เอ่ยขอบคุณหลานอี้ออกไปและทำท่าคารวะเฉกเช่นผู้น้อยเคารพผู้าุโด้วย
ซึ่งนางกำลังแกล้งประชดเขาอยู่
“อืม” ใบหน้าเอือมระอาถูกส่งกลับมา
เมื่อหยวนซูลี่เห็นดังนั้น นางจึงหัวเราะออกมาเพราะขำขันในท่าทางของเขาที่อยู่ๆ ก็อารมณ์เสียจากการถูกนางกลั่นแกล้ง แต่พอเห็นมือใหญ่กำลังจะเขกลงมาที่ศีรษะของนางอีกหน คนขี้แกล้งก็รีบหันหลังสับเท้าถี่เดินเข้าประตูจวนราชครูมาเลย
ผู้ใดจะชักช้าให้ตนเจ็บตัวซ้ำอีกหนกันเล่า…
...เอาคุณหนูใหญ่มาส่งแล้ว อ่านให้สนุกนะคะ