Puppy Love จดหมายรักระหว่างนายและฉัน (จบ)

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 131

            “ปอเอ๋อร์ฉัน...” เซี่ยเจิงยังอยากที่จะพูดอะไรขึ้นมาสักหน่อยแต่กลับถูกชวีเสี่ยวปอรีบพูดแทรกขึ้นมาทันที “ฉลองเถอะนะ”ชวีเสี่ยวปอพุ่งตัวเข้าไปหาเซี่ยเจิงอีกครั้ง ถูไถเขาไปมาอย่างรู้สึกไม่สบายใจพร้อมทั้งพูดขึ้นเสียงเบาว่า : “ถึงยังไงก็เป็นครั้งแรกที่ได้ฉลองวันเกิดกับนายหลังจากที่พวกเราสองคนคบกันเลยนะ”

     

            การออดอ้อนเช่นนี้ชวีเสี่ยวปอเขาไม่ค่อยถนัดสักเท่าไหร่แต่ถ้าเป็นการก่อเรื่องเอะอะโวยวายค่อยว่าไปอย่างแต่ถึงยังไงไม่ว่าการกระทำเมื่อครู่นี้จะเป็นอย่างไรในสายตาเซี่ยเจิงจุดประสงค์ของชวีเสี่ยวปอก็ถือว่าบรรลุผลแล้ว

     

            “ก็ได้ๆ ”ท่าทางของเซี่ยเจิงดูเหมือนว่าจะไม่สามารถรับมือกับชวีเสี่ยวปอได้เลย“ไม่ต้องเรียกคนอื่นมานะ แค่เราสองคนก็พอ”

     

            “ฟังนายทั้งหมดเลย” ชวีเสี่ยวปอท่ามือโอเคขึ้นมา พลางพูดด้วยรอยยิ้มว่า : “แฟนคนนี้จะทำให้นายได้ฉลองวันเกิดที่น่าจดจำที่สุดอย่างแน่นอน”

     

            “นายนี่เวอร์จริงๆ เลย !”เซี่ยเจิงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปดีดหน้าผากของเขาไปทีหนึ่งพร้อมทั้งหัวเราะขึ้นมาด้วยแล้ว

     

           “จริงสิ” ชวีเสี่ยวปอถามขึ้นมา “พรุ่งนี้นายไปโรงเรียนไหม? แต่พักอีกสักวันก็ดีนะ รอให้หายดีก่อนแล้วค่อยไป? ”

     

            “ไม่เป็นไร” เซี่ยเจิงลูบจมูกอย่างไม่เป็นตัวเองเท่าไหร่นัก“ถ้าไม่ใช่เพราะจะหลอก...ให้นายมาหา วันนี้ฉันก็ไปโรงเรียนแล้วละ”

     

            “นายพูดให้มันชัดเจนหน่อยสิ” ชวีเสี่ยวปอเงยหน้าขึ้นอีกทั้งสีหน้ายังเปลี่ยนกลายเป็นดุร้ายขึ้นมาด้วย แต่เป็นเพราะว่ามันไม่ได้ส่งออกมาใจจริงของเขาดังนั้นท่าทางกัดฟันจึงไม่ได้ดูน่ากลัวเท่าไหร่นัก

     

            “ฉันผิดไปแล้ว”เห็นได้ยากที่เซี่ยเจิงจะทำท่าทางขี้ขลาดเช่นนี้ออกมาในทันทีเขาจับมือของชวีเสี่ยวปอขึ้นมา และกดไปบนฝ่ามือเขาอย่างเบาแรงหนึ่งที“แต่ถ้าไม่พูดแบบนี้ นายก็คงจะไม่มา”

     

            “ก็จริง” ชวีเสี่ยวปอหัวเราะขึ้นมาอย่างกลั้นไม่อยู่ “บางทีถ้าช้าไปอีกสองวันฉันอาจจะคิดขึ้นมาก็ได้ว่าจะบอกเลิกยังไงถึงดูเท่ขึ้นมาหน่อย”

     

            หลังจากสิ้นเสียงพูดลง ชวีเสี่ยวปอเองก็อดไม่ได้ที่จะตกใจขึ้นมาทำไมถึงได้พูดคำนั้นออกมาอย่างง่ายดายขนาดนี้นะ ถึงแม้ว่าจะแค่พลั้งปากพูดออกไปแต่เขาก็ยังรู้สึกค่อนข้างอ่อนไหวพอสมควรทั้งยังไม่รู้ว่าเซี่ยเจิงจะเก็บไปใส่ใจด้วยหรือเปล่า

     

            “นี่นายเคยคิดเรื่องนี้จริงๆ เหรอเนี่ย”ในขณะที่พูดเซี่ยเจิงก็ขมวดคิ้วขึ้นมา รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไปอีกทั้งท่าทางของเขายังเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาแล้วด้วย

     

            ให้ตายสิ มีปัญหาแล้ว... ความรู้สึกแรกของชวีเสี่ยวปอ

     

            “เปล่าๆ เปล่าๆ เปล่า—— ”ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองติดอ่างหรือประหม่ากันแน่ถึงได้พ่นออกมายาวขนาดนี้จากนั้นชวีเสี่ยวปอจึงรีบอธิบายทันที “ฉันก็แค่เสียสติไปหน่อย นายเข้าใจไหม? แต่ไม่ได้คิดแบบนั้นจริงๆนะ สมมติว่า...บ้าเอ๊ย ไม่ใช่สมมติสิ จะพูดยังไงกับนายดีเนี่ย”

     

            ยิ่งกังวลก็ยิ่งสับสนวุ่นวาย ยิ่งสับสนวุ่นวายก็ยิ่งร้อนใจ

     

            สุดท้ายแล้วชวีเสี่ยวปอรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองพูดออกมานั้นล้วนแต่เป็นคำพูดไร้สาระทั้งหมดแม้แต่เขายังไม่สามารถโน้มน้าวตัวเองได้เลย นับประสาอะไรที่จะทำให้เซี่ยเจิงเชื่อได้

     

            จนกระทั่งเขาได้ยินเสียงพ่นหัวเราะออกมา

     

            ชวีเสี่ยวปอ : “ ? ”

     

            “นายหัวเราะอะไรเนี่ย !”ชวีเสี่ยวปอกระวนกระวายจนเหงื่อแตกไปทั้งศีรษะเขาคิดว่าเพิ่งจะคืนดีกับเซี่ยเจิงได้ไม่ถึงสองชั่วโมงเลย คำพูดไร้สาระของตัวเองก็ยังเข้ามาผสมปนเปจนทำให้เรื่องยุ่งวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้งแต่เซี่ยเจิงกลับกำลังหัวเราะอยู่งั้นเหรอ?

     

            เดี๋ยวนะ เซี่ยเจิง หัวเราะ?

     

            “นายไม่โกรธเหรอ? ” ชวีเสี่ยวปอมองเขาด้วยความงุนงง

     

            “ฉันไม่ได้บอกว่าฉันโกรธสักหน่อย” เซี่ยเจิงยักไหล่ความเย็นชาบนใบหน้าเมื่อครู่นี้หายไปจนไร้ร่องรอยแต่กลับถูกแทนที่ด้วยความสุขที่ไม่อาจปกปิดได้“ดูท่าแล้วฉันจะแสดงเก่งเหมือนกันนะเนี่ย? ”

     

            “เก่งบ้านนายสิ !” ถึงแม้ว่าปากจะพูดเช่นนั้นแต่หัวใจที่ตกไปอยู่ที่ตาตุ่มแล้วนั้นเป็นความรู้สึกที่แท้จริงหลังจากอาการตื่นตระหนกของชวีเสี่ยวปอสงบลงไปในที่สุดเขาจึงดึงมือให้หลุดออกจากการเกาะกุมของเซี่ยเจิง แล้วอดไม่ได้ที่จะต่อยเข้าไปที่ไหล่ของเซี่ยเจิงหนึ่งที“นายจะทำให้ฉันตกใจตายเลยใช่ไหม”

     

            เซี่ยเจิงรับหมัดนั้นมาเต็มๆ ไม่ได้หลบหลีกเลยแม้แต่น้อยแต่เขาก็ยังถอนหายใจออกมาอีกครั้ง : “วันหลังห้ามพูดคำนั้นแล้วนะ”

     

            “อืม” ชวีเสี่ยวปอตอบอย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นคำสั้นๆ ที่ได้ใจความหลังจากนั้นไม่กี่วินาที เขาก็พูดอย่างหนักแน่นขึ้นมาอีกครั้ง : “เราสองคนไม่ต้องพูดถึงมันเลย โอเคไหม? ”

     

            “ต้องเกี่ยวก้อยสัญญาอะไรแบบนั้นด้วยไหม”เซี่ยเจิงมองชวีเสี่ยวปอที่กำลังเชิดจมูกรั้นขึ้นมาพร้อมด้วยท่าทางอันมุ่งมั่นแน่วแน่ จึงอยากแกล้งเขาเป็นพิเศษเซี่ยเจิงอดไม่ได้ที่จะบีบขยำตัวชวีเสี่ยวปอไปรอบหนึ่ง จากนั้นจึงพูดต่อไปว่า : “เกี่ยวก้อยประทับตรา ร้อยปีไม่เปลี่ยนแปลงแบบนั้นอะ”

     

            “ใครเปลี่ยนคนนั้นเป็นไอ้สารเลว” สิ่งนี้ได้ผลกับชวีเสี่ยวปอจริงๆเขายื่นนิ้วก้อยออกไปทางเซี่ยเจิง “มาสิ เกี่ยวก้อยกัน”

     

            นิ้วก้อยของทั้งคู่พันเกี่ยวเอาไว้ด้วยกันสุดท้ายจึงยื่นนิ้วโป้งออกมาแตะกันหนึ่งครั้ง

     

            หลังจากที่การกระทำนี้จบลงทั้งสองคนก็หัวเราะออกมายกใหญ่อย่างกลั้นเอาไว้ไม่อยู่รู้สึกว่าพวกเขานี่ติงต๊องใช้ได้เลย

     

            เมื่อออกจากห้องครัวมา ทั้งสองคนก็กลับเข้าไปคุยกันในห้องนอนของเซี่ยเจิงอยู่พักหนึ่งเวลาผ่านไปนานพอสมควร ชวีเสี่ยวปอจึงเตรียมตัวกลับบ้านแล้ว

     

            “ฉันไปส่ง” เซี่ยเจิงคว้าเสื้อคลุม พร้อมทั้งลุกขึ้นยืน

     

            “ไม่ต้อง” ชวีเสี่ยวปอยืนขว้างเขาเอาที่หน้าประตู “นอนนิ่งๆ บนเตียงไปเถอะข้างนอกมันหนาว”

     

            “งั้นฉันไปส่งนายที่หน้าปากซอยก็ได้” เซี่ยเจิงยืนกรานอย่างดื้อรั้น “ไปกันเดี๋ยวพอเห็นนายขึ้นรถฉันจะวิ่งกลับเข้าบ้านเลย แค่สามนาทีเอง”

     

            ทั้งสองคนเพิ่งจะเดินเข้ามาในซอยได้ไม่กี่ก้าวทันใดนั้นโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาภายใต้ความมืด ชวีเสี่ยวปอจึงหยิบขึ้นมาจากในกระเป๋าก่อนที่จะเห็นว่าเป็นสายวิดีโอคอลจากซือจวิ้น

     

            “ปอเอ๋อร์ !” ซือจวิ้นใช้จมูกชี้ไปยังกล้องพร้อมทั้งตะโกนขึ้นมาเสียงดังลั่ง จากนั้นก็รีบพูดต่อไปว่า : “ให้ตายเถอะ ทำไมทางนั้นของนายถึงได้มืดขนาดนี้ !”

     

            “ไม่มีไฟไง” ชวีเสี่ยวปออธิบาย “มีอะไร? ”

     

            “ฉันโทรมาดูนายหน่อย” ซือจวิ้นเปลี่ยนท่าทางเป็นนอนหงายยกโทรศัพท์ขึ้นมาสูงมาก จึงทำให้ใบหน้าไม่ใหญ่เต็มจอแล้ว “จะถึงบ้านแล้วเหรอ?ทะเลาะกับเซี่ยเจิงหรือเปล่า? นายสองคนเป็นยังไงกันบ้าง?”

     

            โห สามคำถามรวด

     

            ในขณะนั้นเซี่ยเจิงยืนอยู่ด้านข้างพลางหยิบบุหรี่ออกมาจุดในความมืดเช่นนี้ชวีเสี่ยวปอมองเห็นสีหน้าเขาได้ไม่ชัดเท่าไหร่นัก แต่เขารู้สึกว่าเซี่ยเจิงคงน่าจะกำลังกลั้นขำอยู่

     

            “พูดสิๆ พูดสิๆ ปอเอ๋อร์ทำไมนายถึงไม่พูดล่ะ? หรือว่านายต่อยกับเซี่ยเจิงขึ้นมาจริงๆ แล้ว? ไม่มั้งปอเอ๋อร์นายวู่วามเกินไปแล้วนะ แล้วจะทำยังไงล่ะทีนี้นายสองคนยังต้องเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกันอีกตั้งปีครึ่ง”ชวีเสี่ยวปอไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยในตอนนี้ซือจวิ้นที่อยู่ปลายสายกลับเริ่มแสดงละครฉากใหญ่ขึ้นมาในหัวของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว“ปอเอ๋อร์ นายถูกต่อยจนหน้ายับเลยใช่รึเปล่า? นายเดินไปตรงที่ที่มีแสงหน่อยได้ไหม?ตอนนี้นายอยู่ไหน ให้ฉันไปรับดีกว่านะ”

     

            ในที่สุด เซี่ยเจิงก็ทนไม่ได้ไหวอีกต่อไป ขยับเข้ามาในกล้องพร้อมทั้งทักทายซือจวิ้นออกไป : “ไฮ”

     

            ถึงแม้ว่าในซอยจะไม่มีไฟ แต่เมื่อภาพในหน้าจอมีใครเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนซือจวิ้นเองก็สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน

     

            “เขาปกติดีทุกอย่าง” เซี่ยเจิงพ่นควันบุหรี่ออกมาพลางยกมืออีกข้างขึ้นมาโอบไหล่ของชวีเสี่ยวปอไว้แสดงความสนิทสนมของเขาทั้งคู่ผ่านจอโทรศัพท์ให้อีกฝ่ายเห็นอย่างไม่เกรงใจเลยสักนิด“ไม่ได้ทะเลาะกัน ไม่ได้ต่อยกัน แล้วก็ไม่ได้เลิกกันด้วย”

     

            “อ๋อ ฮ่า ฮ่า” ซือจวิ้นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะส่งเสียงหัวเราะแห้งๆออกมา “เซี่ยเจิง ยังเป็นไข้อยู่ไหม? ”

     

            “หายแล้ว” เซี่ยเจิงหยิบโทรศัพท์จากมือของชวีเสี่ยวปอมาถือไว้พร้อมทั้งขยับเข้ามาใกล้กับใบหน้าของตัวเอง “แล้วก็พรุ่งนี้จะไปโรงเรียนแล้วด้วย”

     

            “อ๋อ ถ้างั้นก็ดีใจด้วยนะ เอ๊ะ ไม่ใช่สิ คือว่า เซี่ยเจิงนายเอาโทรศัพท์คืนให้ปอเอ๋อร์หน่อยได้ไหม? ฉันมีอะไรจะพูดกับเขาหน่อย”

     

            ชวีเสี่ยวปอหัวเราะจนสั่นไปทั้งตัว เขารับโทรศัพท์มาพลางถามไปว่า : “อะไรอีก? ”

     

            เสียงคร่ำครวญของซือจวิ้นได้ยินไปทั่วทั้งซอย

     

            “ปอเอ๋อร์นายนี่มันเลวจริงๆ ! ! !”

     

    คล้ายกับเรื่องPuppy Love จดหมายรักระหว่างนายและฉัน (จบ) ที่คุณอ่าน